Top 5 Trends from Baselworld 2016 (1)
WATCHES
Top 5 Trends from Baselworld 2016 (1)
เทรนด์สุดฮอตจากงานนาฬิการะดับโลก

DSC09211 WPแม้สภาพเศรษฐกิจโลกค่อนข้างซบเซา แต่บรรยากาศในงานแสดงนาฬิการะดับโลกอย่าง Baselworld ยังคงคึกคักเช่นเคย มิหนำซ้ำแต่ละแบรนด์ยังเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ชนิดไม่ลดราวาศอก ว่าแล้ว Elle Men จึงรวบรวมและเคาะเทรนด์ใหม่ล่าสุดให้คุณตัดสินใจ และเตรียมเงินให้พร้อมสำหรับนาฬิกาเรือนใหม่ก่อนใคร

1. Best Watches Material
‘วัสดุ’ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับบรรดาผู้ผลิตนาฬิกา เพราะหากแบรนด์ใดผสมผสานวัสดุ ดีไซน์ และกลไกได้อย่างลงตัว ก็ย่อมได้รับความนิยมเหนือคู่แข่งรายอื่น ซึ่งในปีนี้แบรนด์ใหญ่ล้วนเน้นการใช้วัสดุอย่างหลากหลาย แต่ที่โดดเด่นต้องยกให้เซรามิก กระจกคริสตัลแซปไฟร์ และบรอนซ์

โดยเฉพาะ Omega ที่ใช้เซรามิกกับขอบตัวเรือนของคอลเล็กชั่น Seamaster Planet Ocean Master Chronometer แถมเพิ่มลูกเล่นด้วยการผสานกับยางเพื่อให้เกิดความรู้สึกพิเศษเมื่อสัมผัสตัวเรือน ไหนจะการใช้ 2 สีบนเซรามิกชิ้นเดียวในรุ่น Planet Ocean 600m Co-Axial Master Chronometer GMT นับเป็นนวัตกรรมที่เพิ่มความสวยงามและแสดงความหมายของเวลากลางวันไปในคราเดียวกัน

WP 215.32.44.21.01.001_PUB

Rolex ก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน คราวนี้ใช้เซรามิกกับขอบตัวเรือนของรุ่นยอดนิยมอย่าง Oyster Perpetual Cosmograph Daytona และมาในโทนสีดำล้อไปกับสีของหน้าปัดย่อย เมื่อดูไกลๆ จะเห็นการตัดกันระหว่างขอบตัวเรือนและหน้าปัดสีขาวปลอดจนเป็นความคลาสสิกอันงามสง่า

Oyster Perpetual Cosmograph Daytona

ด้าน Tag Heuer เลือกใช้เซรามิกกับนาฬิกาดำน้ำรุ่น Aquaracer 300M Ceramic Automatic Calibre 5 พร้อมกับขยายตัวเรือนใหญ่ขึ้นเป็น 43 มม. เพื่อให้ใช้งานง่ายขึ้น นอกจากนั้นยังใช้กับรุ่น TAG Heuer CARRERA HEUER-01 เพื่อเพิ่มอีกหนึ่งตัวเลือกสไตล์สปอร์ต โดยใช้เซรามิกบริเวณขอบตัวเรือน ขาเชื่อมสายนาฬิกา และใจกลางตัวเรือนจับคู่มากับสายยางสีสันสดใส พูดเลยว่าถ้าชอบนาฬิกาสไตล์นี้คงต้องเลือกซื้อไว้สักเรือน

WP CAR2A1T.FT6052 BLUE RUBBER STRAP 2016

ขณะที่  Rado ยังคงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมวัสดุแถวแนวหน้าของวงการนาฬิกา ไม่เพียงวัสดุจะมอบความแปลกใหม่ แต่ยังมาพร้อมที่สุดของความสง่างามและคุณภาพเหนือกว่า ดูอย่างรุ่น Hyperchrome Ultra Light มากับตัวเรือนวัสดุที่รวมจากซิลิคอน ไนเตรด, อลูมิเนียมและไทเทเนียมผสานกับการโมโนบล็อกชิ้นเดียวทั้งตัวเรือน ทำให้รุ่นนี้มีน้ำหนักเพียง 56 กรัม หน้าปัดสีเทาขัดลวดลายชดช้อยเสมือนพื้นทรายกลางสวนแบบเซน เพิ่มความเท่ด้วยตราสัญลักษณ์สมอเรือตามแบบฉบับดั้งเดิม ภายในติดตั้งกลไกอัตโนมัติ ETA A31.L01 มาพร้อมสายผ้านาโต้คู่กับตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดไทเทเนียมเกรด 5 อันทนทาน

presskit(2)_cat_hyperchrome_766_0069_3_111 copy

 

ข้ามมาที่ Hublot และ Bell & Ross ที่สร้างความแตกต่างด้วยการชูกระจกคริสตัลแซปไฟร์เป็นจุดขาย
ซึ่งถือเป็นการท้าทายวงการนาฬิกาอยู่ไม่น้อย เพราะวัสดุชนิดนี้ต้องผ่านกระบวนการผลิตหลายขั้นตอนจึงจะออกมาเป็นอย่างที่เห็น จึงไม่แปลกที่ผู้เข้าร่วมงานต่างให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม โดยแบรนด์แรกเปิดตัวรุ่น Big Bang Unico Sapphire เวอร์ชั่นสีขาวและสีดำ แต่ละสีผลิตเพียง 500 เรือนเท่านั้น ส่วนแบรนด์หลังนำวัสดุดังกล่าวมาต่อยอดให้กับรุ่น BR-X1 Tourbillon Sapphire ซึ่งมีความโดดเด่นที่รูปทรงสี่เหลี่ยมและหน้าปัดแบบสเกเลตัน จึงเผยให้เห็นกลไกทูร์บิญองและฟังก์ชันต่างๆ

WP Big Bang Unico Sapphire All Black

อีกวัสดุที่เป็นไฮไลต์ของปีนี้อยู่ที่ค่าย Tudor รุ่น Heritage Black Bay Bronze กับตัวเรือนบรอนซ์ขนาด 43 มม. ที่มาคู่กับสายนาฬิกาผ้าสุดทน และกลไกที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานของตัวเอง เมื่อนำทั้งหมดมาผสานรวมกับสไตล์คลาสสิกทำให้รุ่นนี้ดูมีมนตร์เสน่ห์อย่างเหลือล้น

m79250bm-0000_brown_fabric_beige_f_xl_rvb WP

 

เรื่อง : ปัญญา ลีลาสุนทรกุล
ภาพ : courtesy of brands
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2016/07/TN-DSC09213-1024x1024.jpg