The Ten Most Iconic OMEGA Seamaster Models
WATCHES
The Ten Most Iconic OMEGA Seamaster Models
ฉีกกฎนาฬิกาดำน้ำสู่มาตรฐานใหม่อันยอดเยี่ยม

หนึ่งในนาฬิกาดำน้ำที่ผู้ชายถวิลหามากที่สุดคือ Seamaster จากแบรนด์ OMEGA ไม่เพียงแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ด้วยนวัตกรรมสำหรับการสำรวจท้องทะเลโดยแท้จริง รวมทั้งมีดีไซน์อันโดดเด่นเหนือคำบรรยาย จึงไม่แปลกใจคนทั้วโลกจะให้การยอมรับจนเกิดเป็นกระแสสะสมนาฬิกา OMEGA ตระกูลนี้กันอย่างครึกโครม ถ้าอย่างนั้นมาทำความรู้จักสุดยอด Seamaster ทั้ง 10 เรือน ไม่แน่ว่า นาฬิกาบนข้อมือคุณอาจติดอยู่ในลิสต์ก็เป็นได้

 

1. 1948

number-1_seamaster-1948

ตั้งแต่การเปิดตัวของ Seamaster ในปี 1948 ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั่วโลกทั้งในแง่ของความเที่ยงตรงและการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ จุดเริ่มต้นในการผลิตนาฬิกาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทางแบรนด์ได้ผลิตนาฬิกาให้กับเหล่าทัพของอังกฤษ นาฬิกา Seamaster รุ่นแรกๆ ติดตั้งกลไกจักรกลอัตโนมัติตระกูลคาลิเบอร์ 28.10 (calibre 28.10) โดยมีรูปแบบการวางเข็มวินาทีทั้งแบบเข็มวินาทีขนาดเล็กบนหน้าปัดย่อยและแบบเข็มวินาทีตรงกลางร่วมแกนหลัก นอกจากนี้ยังมีรุ่นย่อยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์แยกจัดจำหน่ายด้วยเช่นกัน

2. 1952

number-2_seamaster-calendar-1952

โอเมก้าได้เผยโฉมนาฬิกาที่แสดงวันที่เป็นครั้งแรกกับรุ่น  Seamaster Calendar นาฬิกาที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 353 (calibre 353) เพื่อความสวยงามแห่งสมมาตร ตำแหน่งของวันที่จึงถูกออกแบบให้อยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เม็ดมะยมถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติการกันน้ำด้วยการผนึกด้วยยางโอริง (O-ring) เสริมความแข็งแกร่งของกระจกนาฬิกาด้วยแหวนขอบสตีลและวงขอบเบเซิลที่ออกแบบทำมุมองศาอย่างสวยงาม

3. 1957

number-3_seamaster300-1957

ในปี 1957 โอเมก้า ได้ออกแบบ Seamaster 300 มาเพื่อให้เป็นนาฬิกาสำหรับทั้งนักดำน้ำมืออาชีพและมือสมัครเล่น โดยเฉพาะจังหวะการเดินของนาฬิกาที่น่าประทับใจเรือนนี้ถูกกำกับให้เต้นตามด้วยหัวใจจักรกลไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 501 (calibre 501) หน้าปัดสีดำขลับพร้อมเข็มและตำแหน่งบอกเวลาเรืองแสงทำให้ผู้ใช้งานสามารถอ่านเวลาได้อย่างชัดเจน นี่คือนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกของโอเมก้าที่มาพร้อมกับขอบเบเซิลแบบหมุนได้ทิศทางเดียว (Unidirectional rotating bezel) ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานของนาฬิกาดำน้ำยุคใหม่ตราบจวบจนปัจจุบัน ตัวเรือนนาฬิกาสามารถทนทานความลึกได้มากกว่า 200 เมตร เกินกว่าขีดจำกัดการวัดใดใดจากอุปกรณ์ทดสอบในยุคสมัยนั้น  นาฬิกา Seamaster 300 จึงมีเปรียบเสมือนตำนาน ของนาฬิกาที่ยังคงได้รับเสียงตอบรับในความไว้วางใจจากเหล่านักดำน้ำมืออาชีพ นาวิกโยธินและทหารหาญจากหลากหลายประเทศว่าสมควรแก่ภารกิจของพวกเขา

4. 1970

number-4_the-ploprof

ตัวเลขสถิติการพิชิตความลึกโดยนักดำน้ำนั้นดูเหมือนว่าจะถูกทำลายลงอยู่ตทุกขณะเวลา  สิ่งนี้ได้จุดประกายให้ โอเมก้าพัฒนานาฬิกาพร้อมคุณลักษณะพิเศษที่สามารถรวบรวมความสามารถในการทนทานแรงดันมหาศาลและ การออกแบบชั้นเยี่ยมเข้าไว้ด้วยกัน หลังการเปิดตัวในปี 1970 จากคำยืนยันของเหล่านักดำน้ำในองค์กร COMEX, ฌาคส์-อีฟ กูส์โต  (Jacques-Yves Cousteau) กับลูกทีมบนเรือคาลิปโซ  (Calypso) นาฬิกา “Ploprof“ คือเรือนเวลาที่เหมาะสมยิ่งที่จะใช้เป็นอุปกรณ์คู่ใจของนักดำน้ำมืออาชีพ ด้วยตัวเรือนสแตนเลสสตีลที่ถูกผลิตมาจากโลหะชิ้นเดียวเพื่อความแข็งแกร่ง การออกแบบของ Ploprof นั้นไม่เพียงแต่จะสามารถท้าทายความลึกที่ 600 เมตรได้ในระยะเวลายาวนาน ตัวนาฬิกาเองยังผนึกแน่นเสียจนแม้แต่โมเลกุลของก๊าซฮีเลียมยังไม่อาจแทรกเข้าไปภายในได้ นี่คือนาฬิกาเรือนแรกที่ถูกผลิตให้ป้องกันก๊าซฮีเลียมโดยสมบูรณ์แบบ  (ST 166.07)) และทางแบรนด์ยังได้เปิดตัว Seamaster Ploprof  รุ่นใหม่ไปในงาน Baselworld  ปี 2009 อีกด้วย

5. 1971

number-5_seamaster-1000

หลังจากความสำเร็จในการพัฒนา Seamaster 600 “Ploprof” โอเมก้ายังคงเฟ้นหาเรือนเวลาที่ดีที่สุดสำหรับนักดำน้ำ การวิจัยได้มุ่งเน้นไปยังคุณสมบัติในการทนทานความลึกเพื่อตอบความต้องของผู้ใช้งานที่หมายพิชิตขีดจำกัดดำดิ่งลงสู่โลกเบื้องล่างลึกมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 1971 หลังจากหนึ่งปีที่ “Ploprof” ได้ปรากฏโฉม โอเมก้าได้ประกาศชัยชนะเหนือมหาสมุทรอีกครั้งด้วย “Seamaster1000” ตัวเรือนทำจากโลหะสแตนเลสสตีลเพียงชิ้นเดียว เม็ดมะยมแบบขันเกลียวที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ปกป้องความเสียหายและเผยให้เห็นหน้าปัดผ่านกระจกคริสตัลความหนา 5 มม. การทดสอบในถังอัดแรงดันให้ผลลัพธ์การกันน้ำสูงถึง 1,000 เมตร/3,300 ฟิต การพัฒนาทุกขั้นตอนได้อาศัยความร่วมมือจากเหล่าบรรดานักดำน้ำมืออาชีพอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยและการอ่านเวลาขณะการดำน้ำ ขอบเบเซิลยังคงถูกออกแบบให้หมุนได้เพียงด้านเดียวเช่นเดิม นาฬิกา Seamaster 1000 คือนาฬิกาที่พาให้โอเมก้าสร้างมาตรฐานใหม่ของโลกแห่งการดำน้ำให้สูงขึ้นยิ่งขึ้น

6. 1993

number-6_seamasterprofessional-300m-1993

โอเมก้าได้หวนย้อนมายังโลกแห่งนาฬิกาดำน้ำด้วยการเปิดตัวซีรีส์ Seamaster Professional 300M นาฬิกาเรือนนี้ได้ติดตั้งฮีเลียมวาล์วเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อการันตีความแข็งแกร่งของตัวเรือนในสภาวะการทดสอบลดความกดในถังปรับความดัน นาฬิกาจับเวลาในซีรีส์ “Chrono Diver” ยังได้ก้าวไปอีกระดับด้วยการออกแบบให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ปุ่มกดจับเวลาได้แม้อยู่ในสภาวะใต้น้ำซึ่งนับว่าเป็นนาฬิกาดำน้ำโครโนกราฟอย่างแท้จริงเรือนแรกของโลก ในปี 1994 ทางโอเมก้าได้รับรางวัล “นาฬิกาแห่งปี” (Watch of the Year) จากนิตยสารนาฬิกาเยอรมัน “อาร์มบานด์อูห์เริน” (Armbanduhren) ปีถัดมา Seamaster Professional  300M ยังได้รับเลือกให้เป็นเรือนเวลาสำหรับสุดยอดจารชนอังกฤษ เจมส์ บอนด์ ในภาพยนต์ “GoldenEye” ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของบอนด์และโอเมก้า

7. 1969

number-7_seamaster-aqua-terra-15000gauss_fotor

Seamaster Aqua Terra >15,000 Gauss  มาพร้อมตัวเรือนขนาด 41.50 มม. ผลิตจากสแตนเลสสตีลพร้อมด้วยกลไก Co-Axial โครโนมิเตอร์ สามารถจับคู่กับสายโลหะหรือสายหนังสีน้ำตาล แม้จะดูเป็นนาฬิกาที่โดดเด่นในเรื่องของการออกแบบ แต่หัวใจที่แท้จริงนั้นอยู่ที่กลไก ด้วยกลไก Co-Axial คาลิเบอร์ 8508 (calibre 8508) หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่ยืนยันถึงนวัตกรรมชั้นสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยกลไกที่สามารถต้านทานสนามแม่เหล็กแรงสูงมากกว่า 1.5 เทสลา (15,000 เกาส์) เหนือกว่าระดับความต้านทานของกลไกนาฬิกาใดใดที่เคยผลิตมาก่อนในประวัติศาสตร์ พิชิตอุปสรรคที่ท้าทายช่างทำนาฬิกามานานหลายทศวรรษได้สำเร็จ กลไกของ OMEGA นั้นไม่ได้ถูกหุ้มด้วยเกราะเหล็กอ่อนด้านในตัวเรือนเหมือนแบรนด์อื่น หากแต่ทางแบรนด์เลือกหนทางในการเอาชนะสนามแม่เหล็กด้วยสิทธิบัตรการผลิตกลไกด้วยวัสดุที่ไม่มีผลต่อสนามแม่เหล็ก  (non-ferromagnetic materials) แทน สนามแม่เหล็กสูงเกินระดับ 15,000 เกาส์จึงไม่อาจรบกวนความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ที่ได้รับการรับรองจาก COSC ของกลไกจากโอเมก้าได้

8. 2005

number-8_seamaster-planet-ocean-2005_fotor

ด้วยความหลงใหลในท้องสมุทร โอเมก้าได้เปิดตัวนาฬิกา Seamaster Planet Ocean เป็นครั้งแรกในปี 2005 คอลเลคชันที่กล่าวได้ว่าเป็นการผลิตนาฬิกาดำน้ำของ โอเมก้าร่วมกับการพัฒนาด้านการออกแบบ โดยใช้เทคโนโลยีล่าสุดก่อให้เกิดภาพของความโมเดิร์นคลาสสิค  คอลเลคชันนี้ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในปี 2011 ด้วยกลไก Co-Axial ที่ผลิตแบบอินเฮาส์ (in-house) และขยายรุ่นให้ครอบคลุมกับความต้องการของนักดำน้ำมืออาชีพอย่างเต็มรูปแบบ

9. 2014

number-9_seamaster-300-master-co-axial_fotor

นาฬิกาโครโนมิเตอร์ Seamaster 300 Master Co-Axial คือนาฬิกาที่ถูกยกระดับและพัฒนาโดยยังคงความเป็นตัวตนของ Seamaster 300 ที่เคยวางจำหน่ายในปี 1957 ตัวเรือนของนาฬิกาถูกผลิตด้วยวัสดุโลหะหลากหลายประเภท โดยรุ่นหลักนั้นมาพร้อมกับตัวเรือนและสายทำจากสแตนเลสสตีล หน้าปัดสีดำผ่านกรรมวิธีขัดทรายสอดประสานกับขอบเบเซิลเซรามิกสีเดียวกันที่ขัดแต่งมาอย่างดี สเกลบนวงขอบเบเซิลใช้เทคโนโลยี Liquidmetal® ในการตกแต่ง ด้วยแรงต้านสนามแม่เหล็กด้วยกลไก Master Co-Axial คาลิเบอร์ 8400 ที่สามารถต้านทานสนามแม่เหล็กได้มากกว่า 15,000 เกาส์

10. 2016

number-10_seamaster-planet-ocean-deep-black_fotor

ล่าสุด โอเมก้า ได้พัฒนาเทคนิคการใช้เซรามิกให้สูงยิ่งขึ้นด้วยการผลิต Seamaster Planet Ocean “Deep Black” เป็นการนำนาฬิกาดำน้ำ GMT และกลไก Master Chronometer ที่ผ่านมาตรฐานสูงสุดในเรื่องความเที่ยงตรงกับการต้านทานสนามแม่เหล็กแรงสูงระดับมารวมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้นาฬิกาดำน้ำที่ใช้วัสดุเซรามิกทั้งเรือนสามารถทนต่ความลึกระดับ 600 เมตรในมหาสมุทรได้

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2016/12/PO_DeepBlack_Lifestyle_Landscape_215.92.46.22.01.002.jpg