PEOPLE
The King’s Protector
นายตำรวจอารักขาเบื้องหน้าและผู้นำขบวนเสด็จ

new-people

ชายวัย 86 ปีที่นั่งอยู่ตรงหน้าคืออดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ผู้ถวายการรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นนายตำรวจวัยสามสิบกว่าๆ พล.ต.อ.เสริม จารุรัตน์ คือบุรุษที่เคยร่วมเล่นดนตรีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เคยร่วมแล่นเรือใบกับพระองค์ และเป็นผู้นำขบวนเสด็จยามที่พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนิน โดยปกติแล้วเขาไม่ค่อยให้สัมภาษณ์บ่อยนัก ก่อนการสนทนา ‘ท่านหัวหน้าเสริม’ จึงออกตัวว่าความทรงจำอาจคลาดเคลื่อนไปบ้างเพราะความชรา แต่ทันทีที่นายตำรวจคนนี้ค่อยๆ ย้อนความหลัง น้ำเสียงที่หนักแน่น ใบหน้าและดวงตาที่เก็บข่มอารมณ์ไว้กลับบอกเราอย่างชัดเจนว่า เรื่องราวสมัยที่เขาได้ถวายการรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นั้นไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของชายวัย 86 ปีคนนี้เลย

EM: หน้าที่ของนายตำรวจราชสำนักประจำมีอะไร
จริงๆ แล้ว ตามขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมานั้น การถวายความปลอดภัยเป็นงานของราชองครักษ์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนตำรวจจะมีหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ใช่เฉพาะกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่คือประชาชนทุกคน

อีกหน้าที่ของนายตำรวจราชสำนักคือ การนำขบวนเสด็จ หากเป็นการเสด็จฯ แบบมีหมายกำหนดการ มักจะไม่มีปัญหา เพราะทุกหน่วยงานจะทราบตารางเวลาที่แน่นอน แต่หากเป็นการเสด็จฯ ส่วนพระองค์ เราต้องวางแผนเส้นทางและแจ้งให้ทุกหน่วยทราบล่วงหน้า

new-people2
พล.ต.อ.เสริม จารุรัตน์ ถวายการรับใช้ขณะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ

EM: คุณเข้ามาถวายการรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้อย่างไร

ผมขอเล่าย้อนกลับไปหน่อย ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพิ่งเสด็จนิวัติจากการประพาสเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ พระองค์ทรงเห็นรูปแบบที่ตำรวจต่างประเทศนำขบวนเสด็จโดยไม่จำเป็นต้องปิดถนนทั้งเส้น แต่ใช้วิธีแบบ leapfrog จึงโปรดให้นำวิธีนี้มาใช้

สมมติว่าเสด็จออกจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐานไปยังที่หมาย จะมีมอเตอร์ไซค์ตำรวจคันหนึ่งไปจอดอยู่ที่หน้าประตูพระตำหนัก อีกคันจะไปจอดอยู่ที่แยกวัดเบญจมบพิตร อีกคันจอดอยู่ที่แยกพระบรมรูปทรงม้า เมื่อถึงเวลาที่ท่านเสด็จออกจากวัง คันที่นำเสด็จจากหน้าประตูก็นำขบวนออกไป เมื่อมอเตอร์ไซค์คันที่จอดอยู่ที่หน้าวัดเบญจฯ เห็นขบวน เขาก็จะห้ามรถที่สี่แยกวัดเบญจฯ ไว้ชั่วคราว พอขบวนเสด็จผ่านแยกวัดเบญจฯ ไปสักระยะจนคันที่จอดคอยอยู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเริ่มเห็นขบวน ก็จะหยุดรถที่แยกพระบรมรูปทรงม้าเอาไว้ ในเวลาเดียวกันนั้น รถตำรวจที่อยู่ที่แยกวัดเบญจฯ เมื่อครู่ก็จะวิ่งแซงรถพระที่นั่งและวิ่งเลยแยกพระบรมรูปทรงม้าไปดักรออยู่ที่แยกถัดไปทันที ไปจอดรอทีละช่วงอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะถึงที่หมาย

ตอนนั้นผมอายุสามสิบกว่าๆ ยังเป็นตำรวจชั้นนายพัน ทางตำรวจนครบาลสั่งการให้ผมเป็นหัวหน้าในการนำขบวน เพราะรู้ว่าผมเคยเห็นวิธีนี้มาจากต่างประเทศ วันนั้นเราออกรถไป 3-4 คัน ที่หมายคือวัดราชบพิตร ผมก็ขี่แซงตัดหน้าขบวนโดยใช้วิธีการอย่างที่ว่า พอไปส่งพระองค์ถึงหน้าวัด ท่านรองสมุหราชองครักษ์ที่อยู่ในขบวนก็เรียกผมไปคุยว่า คุณตัดหน้ารถพระที่นั่งได้อย่างไร ผมก็บอกว่า ผมได้รับคำสั่งให้ทำอย่างนี้ เขาก็บอก ไม่ได้ ต้องทำให้เรียบร้อย ขากลับผมจึงขี่นำขบวนเฉยๆ ไม่กล้าขี่ตัดขบวนแบบเดิม

เมื่อส่งเสด็จไปจนถึงพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ผมก็กลับที่ทำงาน ตอนนั้นอยู่ผ่านฟ้า ก็มีคนโทร.มาบอกให้เข้ามาในวังเดี๋ยวนี้ เราใจแป้วเลย (หัวเราะ) เสร็จแน่ แต่เมื่อเข้าไป องครักษ์ก็บอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ขาไปทำถูกแล้ว ทำไมขากลับไม่ทำเหมือนขาไป (หัวเราะ) ท่านองครักษ์จึงนำผมไปเข้าเฝ้าฯ พระองค์ก็ทรงมีพระเมตตา ผมจึงเริ่มถวายการรับใช้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

EM: นอกจากใช้วิธีแบบ leapfrog แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระราชประสงค์เรื่องการนำขบวนเสด็จอย่างไรอีกบ้าง

พระองค์มีพระราชประสงค์ไม่ทรงให้ประชาชนเดือด-ร้อน ยกตัวอย่างเมื่อคราวที่พระองค์เสด็จฯ ไปบำเพ็ญพระราชกุศลงานพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระองค์เสด็จฯ ทุกคืน แต่เสด็จฯ ในช่วงที่การจราจรไม่เดือดร้อนแล้ว เช่น สองยาม เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ ไปกันเงียบๆ มีรถติดตาม 2-3 คันเท่านั้น พระองค์ไม่โปรดให้ขบวนยาว และในทุกๆ งานที่เสด็จฯ พระองค์จะรับสั่งไว้เลยว่า หากมีรถพยาบาลหรือรถดับเพลิงมา ต้องหยุดขบวนเสด็จทันที และให้รถเหล่านั้นไปก่อนเสมอ

EM: เล่าถึงภารกิจในการนำขบวนเสด็จไปที่อื่นๆ และบรรยากาศขณะถวายการรับใช้พระองค์ให้เราฟังหน่อยได้ไหม

สมัยก่อน ยามที่เสด็จฯ ส่วนพระองค์ไปยังวัดทุ่งสาธิต (ปัจจุบันคือวัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร) ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 101/1 บริเวณนั้นยังไม่มีตึกรามบ้านช่องเหมือนในปัจจุบัน ผมก็ขี่รถนำเสด็จฯ ไป พอชาวบ้านรู้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาก็ลงมารอ
รับเสด็จหน้าบ้าน ใครหยิบฉวยอะไรได้จากในบ้านก็มานั่งพนมมือถวาย พระองค์ก็ทรงให้หยุดรับของที่ทุกคนถวาย พระองค์ทรงสอนผมว่า ผมจะต้องวิ่งมาเปิดประตูด้านที่ประทับอยู่ ไม่ต้องเปิดมาก แต่เปิดพอให้เข้าเฝ้าฯ ถวายของได้ เมื่อทรงรับของไปแล้วก็ปิดประตู การปิดประตูรถพระที่นั่งนั้น ไม่ใช่ผลักดังปัง (หัวเราะ) แต่ให้พับบานประตูมาชิดขอบประตูก่อนแล้วจึงใช้สองมือดัน กรึ๊บ! เข้าไป เมื่อเสร็จกระบวนการแล้ว ผมต้องอ้อมไปอีกด้านเพื่อย้ายของออกจากรถพระที่นั่งไปไว้ในรถคันอื่นในขบวน เพราะบางครั้ง คนก็เอาของที่มีกลิ่นมาถวาย กลิ่นอาจจะรบกวนในรถพระที่นั่งได้

ทุกครั้งที่พระองค์เสด็จฯ ไปที่ไหนก็ตาม เมื่อชาวบ้านรู้ก็จะมาเฝ้าฯ รับเสด็จจนล้นออกมานอกถนน พอพระองค์เสด็จออกมาและทรงเห็นว่ายังมีประชาชนคอยเฝ้าฯ รับเสด็จตามรายทางเพราะไม่สามารถเข้าไปในงานได้ ถ้าทรงเห็นว่าประชาชนรอรับเสด็จยาวไป 100 เมตร พระองค์จะรับสั่งว่า ร้อยเมตร หมายความว่า ให้เลื่อนรถพระที่นั่งไปคอยข้างหน้าร้อยเมตร เพื่อที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชนที่รอรับเสด็จอยู่ข้างถนน ไม่ใช่เสด็จออกจากงานแล้วทรงขึ้นรถเสด็จฯ กลับเลยทันที

(พล.ต.ต. ม.ร.ว. จิรายุส เทวกุลซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ พล.ต.อ.เสริม เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า) ครั้งหนึ่งที่พระองค์เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ไปหัวหิน ซึ่งวันนั้นตรงกับวันสงกรานต์พอดี พระองค์ทรงมอบหมายให้ผมนำขบวน ครั้งนั้นมีการกำหนดเส้นทางไว้แล้วว่าจะไปทางปิ่นเกล้า ซึ่งเต็มไปด้วยรถและคนก็มาเต้นรำกัน พระองค์ไม่ทรงอยากให้ชาวบ้านต้องเดือดร้อน ประชาชนก็ไม่รู้นะครับว่าพระองค์เสด็จฯ มีมอเตอร์ไซค์ช่วยแหวกทางให้ทีละนิด เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนพวกเขา เราก็นำขบวนเสด็จไปสักพัก ที่เต้นๆ กันอยู่บนรถก็ค่อยๆ ลงมากราบข้างล่าง (หัวเราะ) พระองค์ก็ไม่ทรงว่าอะไร และตรัสว่า อย่าไปห้ามเขา ให้เขาสนุกให้เต็มที่ตามประเพณี ครั้งนั้นก็ถึงที่หมายโดยปลอดภัย ผมนึกว่าจะเอาตัวไม่รอดแล้วครับ (หัวเราะ)

ติดตามเพิ่มเติมได้ในนิตยสารแอลเมนฉบับพิเศษเดือนธันวาคม

เรื่อง: กรกฎ อุ่นพาณิชย์
ภาพ: กิตติเดช เจริญพร

you may also like
PEOPLE
เจาะลึกนักบิดสองสไตล์
PEOPLE
รถมอเตอร์ไซค์สมถะนั้นเป็นพื้นฐานสำคัญของวัฒนธรรมไทย แต่มอเตอร์ไซค์ทุกคันนั้นไม่ได้ถูกสร้างมาให้เท่าเทียม
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2016/12/open-people0.1.jpg