ฮีโร่คนธรรมดาในแบบแอลเมน
PEOPLE
ฮีโร่คนธรรมดาในแบบแอลเมน
NO MASK, NO CAPE, JUST SUPER POWERS

การจะเป็นฮีโร่ไม่จำเป็นจะต้องมีพลังแสงเลเซอร์ยิงออกจากตาเพื่อช่วยชีวิตคนนับล้าน ไม่จำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อแข็งดุจเหล็กเพื่อปกป้องคนที่อ่อนแอ และไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากใดๆ เมื่อต้องเสี่ยงตายเพื่อผู้อื่น เพียงแค่ทำสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม พร้อมเสียสละ และอุทิศตนเพื่อสังคม…นี่คือนิยามของคำว่า ‘ฮีโร่’

ฮีโร่นั้นมีอยู่มากมายทั่วโลก ตั้งแต่เด็กที่ว่ายน้ำเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยลูกสุนัข ผู้หญิงช่วยชายชราข้ามถนน หรือทหารที่เสี่ยงตายอยู่ชายแดนเพื่อให้ผู้คนได้นอนหลับกันที่บ้านทุกๆ คืน พวกเขาเหล่านี้เป็นตัวแทนจำนวนหยิบมือของคนธรรมดาที่ไร้ชุดเกราะหรือเวทมนตร์คาถา พวกเขาเป็นแค่คนทั่วไปที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงโลกไปในทางที่ดี

Hero of Politics : José Alberto ‘Pepe’ Mujica Cordano
ขณะที่คำปราศรัยของนักการเมืองส่วนมากแสดงถึงความเข้าใจต่อชีวิตคนรากหญ้า แต่ในแง่การใช้ชีวิตนั้นยังห่างไกลแนวคิดขั้นพื้นฐาน เรียกว่าวิถีนักการเมืองทั่วไปยังเป็นการตลาดเสียมากกว่า แต่ไม่ใช่กับอดีตประธานาธิบดีอุรุกวัย โฮเซ มูฮิกา ผู้ซึ่งไม่เพียงปลูกฝังวิถี ‘พอเพียง’ ให้กับผู้อื่นเท่านั้น แต่การดำเนินชีวิตของเขายังเป็นไปในทางเดียวกันอีกด้วย ‘The poorest president in the world’ คือฉายาที่มูฮิกาได้รับ เขาบริจาค 90 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนเพื่อมอบให้กับมูลนิธิ ชุมชน และธุรกิจขนาดเล็ก โดยเหลือเงินไว้ใช้ส่วนตัวเพียง 775 USD หรือประมาณกว่า 26,000 บาทเท่านั้น และมีทรัพย์สินส่วนตัวเป็นเพียงรถ Volkswagen Beetle คู่ใจคันเก่าๆ สำหรับใช้เดินทางจากบ้านไปทำงานทุกวัน นโยบายบริหารประเทศแบบพอเพียงของมูฮิกานำเศรษฐกิจอุรุกวัยเติบโตขึ้นเป็นปีที่ 12 ขณะที่ค่าครองชีพลดต่ำ ค่าจ้างแรงงานสูง อัตราเฉลี่ยประชากรตกงานต่ำ และสามารถลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นในประเทศได้ ถือเป็นการสวนกระแสกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างบราซิล และอาร์เจนตินา ที่กำลังดิ้นรนหาทางรอดทางเศรษฐกิจอย่างหืดขึ้นคอ แม้มูฮิกาไม่เห็นด้วยกับบางนโยบาย แต่เขาใจกว้างพอที่จะเปิดให้ประเทศขายกัญชาเสรี เดินหน้านโยบายทำแท้ง ไฟเขียวเรื่องการสมรสของเพศที่สาม ฯลฯ ในเวทีโลก จากความสำเร็จในแนวทางการบริหารบ้านเมืองของเขา มูฮิกาประณามสหประชาชาติว่าใช้งบประมาณเกินความจำเป็น และไร้ผลงาน

ด้วยบาดแผลแห่งเกียรติยศ รอยกระสุนหกนัดบนลำตัว และใช้ชีวิตในคุกถึง 12 ปี ซึ่งเป็นการเสียสละเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง มูฮิกาถูกเทียบเคียงกับอดีตประธานาธิบดี Nelson Mandela ของแอฟริกาใต้อีกด้วย เมื่อมูฮิกาหมดวาระลง ยังคงมีกระแสอยากให้เขาเข้ามาบริหารประเทศต่อไป และด้วยความน่านับถือ เป็นนักการเมืองที่มีสัจจะ ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมบนพื้นฐานแห่งความพอเพียง Elle Men จึงยกย่องให้เขาเป็น Hero of Politics อย่างไร้ข้อกังขา

Hero of Philanthropy : Jack Ma
ในนาทีนี้ ถ้าให้นึกถึงนักธุรกิจที่รวยที่สุดและใจบุญที่สุดของจีน ชื่อนั้นคงต้องเป็นหม่าหยุน หรือแจ็ค หม่า แห่ง Alibaba บุคคลที่ร่ำรวยเป็นอันดับที่ 18 ของโลก ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 29.7 พันล้าน USD ตามดัชนีมหาเศรษฐีบลูมเบิร์ก แต่ด้วยพื้นฐานชีวิตที่ปากกัดตีนถีบในวัยเด็ก ทำให้เจ้าสัวอาลีบาบานั้นให้ความสำคัญต่อการช่วยเหลือผู้อื่น

หม่าสร้างแนวทางของตนด้วยการให้การสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กมากกว่าทุ่มทุนผลักดันธุรกิจใหญ่ในแบบที่จีนนิยมทำ ซึ่งเพราะขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติของแดนมังกร ทำให้งานของหม่าไม่ได้ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ขณะเดียวกันเขาก็ก้าวเข้ามาบริหารจัดการกับงานการกุศลอย่างจริงจังด้วยตนเอง ซึ่งหม่าเคยกล่าวไว้ว่า การทำการกุศลหรือยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นนั้นไม่ได้เพียงแค่มีเงินก็ทำได้ แต่ยังต้องมีความอุตสาหะและความตั้งใจเพื่อต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ด้วยความคิดที่ว่า ‘ทุกคนต้องช่วยเหลือผู้อื่น’ หม่าจึงก่อตั้ง Xin Philanthropy Conference เว็บไซต์ที่เชื่อมต่อผู้ต้องการความช่วยเหลือกับผู้ต้องการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นโดยตรง จากเว็บไซต์นี้ทำให้เศรษฐี 1.3 ล้านคนจากประเทศจีนเข้ามามีบทบาทด้านการกุศลอย่างจริงจัง ทั้งนี้ หม่าคาดการณ์ว่าเครือข่ายนี้จะเพิ่มเจ้าสัวใจบุญขึ้นอีกหนึ่งล้านคนในสี่ปีข้างหน้า

จากคำพูดที่โด่งดังของหม่าที่ว่า ‘การหาเงินในจีนนั้นยังง่ายกว่าบริจาคเงินให้ผู้อื่น’ แต่เขาก็ไม่เคยยอมแพ้ ในทางตรงข้าม กลับสร้างระบบการกุศลในแบบของตนขึ้น หม่าไม่เพียงแต่เป็นต้นแบบ แต่เป็นคนๆ หนึ่งที่ผลักดันประเทศที่ร่ำรวยที่สุดให้หันมาให้ความสำคัญกับ
การกุศล ตำแหน่ง Hero of Philanthropy จึงควรตกเป็นของเขาที่สุด

Hero of Industry & Environment : Elon Reeve Musk
เมื่อผู้นำและภาครัฐล้มเหลวและสร้างความผิดหวังให้สังคม สิ่งหนึ่งที่เรามักเห็นคือ อภิมหาเศรษฐีอย่าง Bill Gates หรือ Andrew Carnegie ออกมารับช่วง และผลักดันโครงการช่วยเหลือมวลมนุษย์ตามแนวทางที่พวกเขาถนัด เช่นเดียวกับ Elon Musk ตัวแทนของคนยุคใหม่ ที่กำลังเดินหน้าดับเครื่องชนกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอากาศ (climate change) ที่วิกฤตขึ้นทุกขณะ 
โดยนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ของเขาได้เข้ามาเป็นทางเลือกและทดแทนรถแบบดั้งเดิม

แม้เทสล่าจะสร้างผลกำไรให้แก่มัสก์อย่างมหาศาล หากอีกมุมหนึ่ง สิ่งประดิษฐ์ของเขาก็อยู่ในขอบเขตของความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างประโยชน์ให้แก่มวลมนุษย์ที่กำลังดิ้นรนหาทางออกเรื่องพลังงานมาแสนนาน อย่างไรก็ตาม เทสล่านับเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการ ‘ยืดอายุ’ โลกของเรา เพราะมัสก์ยังผสมผสานธุรกิจทั้งหมดของเขาเพื่อเปลี่ยนแปลงแนวทางการใช้พลังงานของโลก ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนซื้อ Solar City เพื่อขยายการใช้งานแผงพลังงานโซลาร์ของครัวเรือน และยังมีโครงการการกุศล เช่น การติดตั้งแผงพลังงานโซลาร์ให้กับพื้นที่ที่ประสบภัยธรรมชาติ เป็นต้น อีกโครงการเด่นต้องยกให้ ‘อภิมหาโรงงาน’ (Gigafactory) ที่สามารถผลิตพลังงานยั่งยืนที่เพียงพอสำหรับทั้งรัฐ ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว อภิมหาโรงงานจำนวน 1,000 แห่ง สามารถผลิตพลังงานพอใช้สำหรับโลกเราทั้งใบอย่างเหลือเฟือ แต่มัสก์กล่าวว่า เขาสร้างเองทั้งหมดคงไม่ไหว หากเขาพร้อมจะแบ่ง know-how เพื่อสานนโยบายต่ออายุโลกต่อไป ล่าสุด มัสก์ยอมลดทิฐิ และเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติให้กับ Donald Trump ทั้งๆ ที่เขาเคยเป็นคนหนึ่งที่ต่อต้านทรัมป์ ผู้ซึ่งไม่เชื่อว่าโลกร้อนจะมีจริง การเข้ามาทำหน้าที่ของมัสก์สร้างความโล่งใจให้กับคนจำนวนมากที่ว่าเขาไม่ปล่อยให้โลกนี้ถูกทำลายลงไปต่อหน้าต่อตา

อย่างไรก็ตาม ถ้าแผนช่วยโลกเกิดไม่ได้ผล มัสก์ยังมีแผนสำรองเพื่อปกป้องมวลมนุษย์ ด้วยโครงการโยกย้ายมนุษย์ไปสร้างถิ่นฐานและใช้ชีวิตบนดาวดวงอื่น โดยปัจจุบันโครงการเผยแพร่ชีวิตในจักรวาล (Making life multi-planetary) ของมัสก์ กำลังเตรียมส่งมนุษย์กลุ่มแรกไปลองใช้ชีวิตบนดาวอังคาร
เพราะมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และนำสิ่งที่ตนถนัดมาพัฒนาและช่วยเหลือมวลมนุษย์อย่างมีเป้าหมาย โดยไม่ให้อีโก้มาขัดขวาง นี่คือเหตุผลว่าทำไมอีลอน มัสก์จึงเป็น Hero of Industry & Environment ของเรา

เรื่อง : นพนันท์ อริยะวงศ์มณี ภาพ : Getty Images

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/06/SQ-13.jpg