จาก Trash-talk สู่ Fight of the Century
PEOPLE
จาก Trash-talk สู่ Fight of the Century
iiiit’s time

ผมใช้เวลาอยู่พักใหญ่พยายามทบทวนว่ากระแสการ ‘ไขว้’ กันระหว่าง Floyd Maywether Jr. และ Conor McGregor นั้นเริ่มต้นขึ้นจากจุดไหนกันแน่แต่ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะในหัวใจหรือในสมอง ความคันดังกล่าวทำให้ต้องพยายามค้นหาคำตอบและพบว่าความจริงแล้วจุดเริ่มต้นของศึกที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘Fight of the Century’ หรือ ‘ศึกใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ’ ครั้งนี้เกิดขึ้นจากการพูด ‘บลัฟฟ์’ กันไปมาของสองซูเปอร์สตาร์ต่างสังเวียน

Floyd Mayweather Jr.

Conor McGregor

สงคราม Trash-talk เริ่มต้นจริงๆ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2015 เมื่อแมคเกรเกอร์ที่ขณะนั้นเริ่มก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์ของรายการ UFC (Ultimate Fighting Championship) ถูกยิงคำถามโดย Conan O’Brien แบบทีเล่นทีจริงว่าเขาอยากจะมีโอกาสได้ขึ้นสู้กับเมย์เวเธอร์สักครั้งหรือไม่ ชงมาขำๆ แบบนั้น แมคเกรเกอร์ก็ตอบเอามันไปว่า “ถ้าถามผมว่าอยากจะขึ้นสู้กับฟลอย์ เมย์เวเธอร์ แต่ในความหมายของผมคือไม่ใช่คนที่เอาแต่เต้นไปเต้นมาบนเวทีแล้วก็รับเงิน 180 ล้าน USD หรอกนะ”

“ผมก็อยากจะขึ้นชกกับเขาถ้าหากมีโอกาส” แมคเกรเกอร์ยิ้มเล็กๆ “อย่างแน่นอนที่สุด”

ความจริงเรื่องมันไม่ควรจะมีอะไรเพราะไม่ว่าจะเป็นคนชงคำถาม หรือคนตอบอย่างแมคเกรเกอร์เองก็ไม่ได้จะใส่ใจอะไรมากนัก เป็นแค่การพูดเอามันตามสไตล์ของยอดนักสู้เลือดไอริชที่มีสไตล์นักเลงฝีปากกล้า และความจริงสมาธิของแมคเกรเกอร์ในตอนนั้นจดจ่ออยู่กับการท้าชิงแชมป์ UFC
รุ่นเฟเธอร์เวตจาก José Aldo เจ้าของบัลลังก์ในเวลานั้นมากกว่า และไฟต์นั้น แมคเกรเกอร์สามารถปิดฉากได้ในเวลาเพียง 13 วินาที!

แต่คำพูดที่ไม่น่าใส่ใจนั้นกลับเข้าหูของ ‘เดอะ มันนี’ (The Money) ที่ก็มีนิสัยชอบบลัฟฟ์พอกัน (น่าจะมากกว่าด้วย) และมีการพูดพาดพิงถึงแมคเกรเกอร์ในบทสัมภาษณ์บนนิตยสาร FightHype เมื่อเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เกี่ยวกับการพูดข่มชาวบ้านของนักสู้ UFC ด้วยท่วงทำนองตัดพ้อต่อสื่อมวลชนและแฟนๆ ในประเด็นที่ค่อนข้างจริงจังอย่างเรื่องของการเหยียดสีผิว

“พวกเขาบอกว่าเขา (แมคเกรเกอร์) พูดโน่นพูดนี่และทุกคนก็ชื่นชอบเขา แต่พอผมทำบ้างพวกเขากลับไม่ชอบใจและหาว่าผมหยิ่ง”

คราวนี้ไม่ต้องรอกันถึงเกือบครึ่งปี แค่ไม่กี่วันเท่านั้น แมคเกรเกอร์ก็ตอบโต้ผ่านอินสตาแกรมอย่างดุเดือด

“ผมเป็นคนไอริช และเราก็ถูกกดขี่กันมาตลอดโดยที่ทุกวันนี้ก็ยังถูกกดขี่อยู่ ผมเข้าใจความรู้สึกของการถูกตัดสินอย่างมีอคติดี และมันฝังลึกในสายเลือดของผม ทีนี้ถ้าคุณต้องการเราจะมาสู้กันก็ได้ ไม่มีปัญหา”

มีเท่านี้เองครับที่มาของศึกแห่งศตวรรษ ที่เหลือคือการโต้ตอบกันไปมา พร้อมกับกระแสข่าวลือสะพัดเรื่องของการเผชิญหน้ากันบนเวทีของทั้งสองคนที่กินระยะเวลาหลายเดือน ค่อยๆ แง้ม ค่อยๆ แพลมกันออกมา ซึ่งใช้ระยะเวลานาน โดยแฟนๆ ของทั้งสองฝ่าย หรือต่อให้ไม่ใช่แฟนก็ต้องเคยได้ยินเรื่องการต่อสู้ของคู่นี้ผ่านหูผ่านตาบ้าง และช่วยโปรโมตเต็มที่ในเวลาต่อมา

จุดที่เป็นปัญหามากที่สุดคือเรื่องของส่วนแบ่งรายได้ที่ใช้เวลานานกว่าจะลงตัวกัน ไม่นับเรื่องของการเคลียร์กับผู้หลักผู้ใหญ่อย่าง Dana White ประธาน UFC ที่ตอนแรกไม่ค่อยพอใจนักกับกรณีที่เกิดขึ้นกับแมคเกรเกอร์ ซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของค่าย แต่ท้ายที่สุดก็ยอมเปิดทางให้ สุดท้ายตัวเลขรายได้ที่ทั้งคู่จะได้รับจากไฟต์นี้ไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการครับ บ้างก็ว่าได้คนละ 100 ล้าน USD เท่าๆ กัน บ้างก็ว่าเมย์เวเธอร์ได้ 100 ล้าน ส่วนแมคเกรเกอร์ได้ 75 ล้าน ก่อนที่จะมีการยืนยันจากฟลอยด์ที่โพสต์ภาพคู่กับฟลอยด์ เมย์เวเธอร์ ซีเนียร์ ด้วยข้อความสั้นๆ ที่ทุกคนรอคอย THE FIGHT IS ON!

The Money Fight ศึกแห่งศตวรรษด้านรายได้
แม้ในเบื้องหน้าแล้วทั้งสองฝ่ายจะปะทะคารมกันอย่างดุเดือด แต่ในเบื้องหลังแล้วกล่าวกันว่านี่เป็นไฟต์ประวัติศาสตร์ที่ต่างฝ่ายต่างพอใจ สำหรับเมย์เวเธอร์ เรารู้กันดีอยู่แล้วครับว่าสมญานามของเขาคือ ‘เดอะ มันนี’ นักชกผู้ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีการประเมินว่าทรัพย์สินจากการขึ้นเวทีอาชีพของเขา 49 ไฟต์ที่ชนะรวด ไม่เคยแพ้ใครแม้แต่ครั้งเดียวนั้นมีมากถึง 650 ล้าน USD หรือคิดเป็นเงินไทยนักชกคนนี้มีเงินมากกว่าสองหมื่นล้านบาท

แต่สำหรับแมคเกรเกอร์ เจ้าของสมญา ‘เดอะ โนโทเรียส’ (The Notorious) ถึงภาพลักษณ์ของเขาจะเป็นนักสู้แบดบอยผู้บ้าระห่ำ อีกด้านหนึ่งนั้นเขาก็เป็นนักกีฬาที่มีความทะเยอทะยานสูง และต้องการทำรายได้จากการต่อสู้ของเขาให้ได้มากกว่าที่เคยได้จาก UFC ลึกๆ เขาก็อยากขึ้นเวทีครั้งเดียวแล้วได้เงินมากมายมหาศาลเหมือนที่เมย์เวเธอร์ได้เหมือนกัน นั่นเพราะกว่าจะก้าวมาเป็นยอดนักสู้ MMA แบบนี้ แมคเกรเกอร์ต้องผ่านช่วงชีวิตที่เลวร้ายมาแล้วมากมาย และหากมีโอกาสที่จะทำรายได้มหาศาลเพื่อจะนำมาดูแลครอบครัวของเขาอย่างดีที่สุด มันเป็นสิ่งที่เขาไม่คิดที่จะปฏิเสธ ดังนั้นเมื่อ Trash-talk ที่เขาเริ่มโดยไม่ตั้งใจจะนำไปสู่ ‘โอกาส’ ครั้งสำคัญที่เขาจะทำรายได้มากมายมหาศาล แมคเกรเกอร์พร้อมน้อมรับมันด้วยความยินดี ด้านฝ่ายโปรโมเตอร์เองก็ยินดีครับที่ไฟต์นี้จะเกิดขึ้น เพราะมันหมายถึงเงินทั้งนั้น

นิตยสาร Forbes มีการประเมินว่ามวยคู่นี้จะทำเงินได้มากกว่า ‘ดรีม ไฟต์’ ระหว่างเมย์เวเธอร์และ Manny Pacquiao เมื่อปี 2015 ที่ทำไว้ 600 ล้าน USD หรือกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ตัวเลขดังกล่าวเป็นรายได้จากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดแบบเพย์-เพอร์-วิว (Pay-per-view) ที่น่าจะได้ใกล้เคียงหรือมากว่าไฟต์ระหว่างเมย์เวเธอร์-ปาเกียว ที่เคยทำรายได้ไว้ราว 430 ล้าน USD ขณะที่รายได้จากสปอนเซอร์น่าจะต้องมีการจ่ายกันหนักอย่างน้อย 10 ล้าน USD ต่อราย และคาดว่าหากขายสปอนเซอร์ได้หมดน่าจะทำเงินจากสปอนเซอร์อย่างเดียวได้มากกว่า 20 ล้าน USD สุดท้ายคือตัวเลขจากค่าผ่านประตูโดยตั๋วเข้าชมไฟต์นี้มีการประเมินว่าน่าจะทำเงินได้มากกว่าไฟต์เมย์เวเธอร์-ปาเกียว ที่ทำเงินได้กว่า 73 ล้าน USD จากค่าตั๋วที่มีราคาตั้งแต่ 1,500-10,000 USD (5 หมื่น-3 แสนกว่าบาท) จากจำนวนผู้ชม 17,000 คนที่สังเวียนเอ็มจีเอ็ม แกรนด์

ครั้งนี้ไฟต์ระหว่างเมย์เวเธอร์-แมคเกรเกอร์ จะจัดขึ้นที่สนามที-โมบาย ที่จุผู้ชมได้กว่า 20,000 ที่นั่ง ซึ่งหมายถึงเงินรายได้ที่มากกว่าด้วยเช่นกัน มันไม่ได้แค่ดีเกินพอสำหรับแมคเกรเกอร์ที่จะทิ้งทุกอย่างเพื่อไฟต์นี้มันยังดีพอที่จะทำให้เมย์เวเธอร์ยอมหวนคืนสังเวียนอีกครั้งหลังประกาศแขวนนวมด้วยสถิติไร้เทียมทานไปแล้ว

มวยล้มต้มคนดู?
คำถามสำคัญของการพบกันของ Fight of the Century คือนี่จะเป็นการต่อสู้กันที่ดุเดือดสมการรอคอยหรือไม่ เรื่องนี้พูดยากครับ เพราะการต่อสู้กันครั้งนี้เป็นการต่อสู้กันด้วยกฎกติของมวยสากล ซึ่งแมคเกรเกอร์ไม่มีประสบการณ์ในการขึ้นชกมวยอาชีพมาก่อน ความเห็นของ ‘เซียน’ เขามองว่างานนี้แมคเกรเกอร์ไม่มีทางสู้กับยอดมวยระดับตำนาน
อย่างเมย์เวเธอร์ ที่ ‘เขี้ยว’ ที่สุดได้ เพราะมันเป็นเกมของเมย์เวเธอร์ (ที่บางคนบอกว่าถ้าเมย์เวเธอร์ไม่คิดว่าเขาชนะ เขาจะไม่มีทางยอมเสี่ยงขึ้นชก)

การต้องขึ้นชก 12 ยกเต็ม ไม่เหมือนกับ UFC ที่แมคเกรเกอร์สามารถปิดฉากคู่ต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว ด้านนักชกระดับตำนานอย่าง Sugar Ray Leonard, Lennox Lewis หรือ Oscar De La Hoya มองว่าไฟต์นี้เป็น ‘ปาหี่’ หรือ ‘มวยล้มต้มคนดู’ ชัดๆ มันชวนให้หวนคิดถึงไฟต์ระหว่าง Muhammad Ali ตำนานนักชกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ที่ได้ขึ้นเวทีกับ Antonio Inoki นักมวยปล้ำชื่อดังชาวญี่ปุ่น ที่สุดท้ายกลายเป็นเรื่องโจ๊กเพราะอิโนกิทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการพยายามเตะตัดขาอาลีอย่างเดียว

แต่กระนั้นมันคงไม่แย่เหมือนกับมวยปาหี่ของจริงในบ้านเราระหว่างเสี่ยคนดัง (แต่ผมไม่รู้จัก) กับนักเลงสักหน้าที่เป็นเน็ตไอดอล (เฉยเลย)อย่างน้อยหนึ่งคนก็คือนักมวยระดับตำนานที่พลิ้วที่สุด อีกคนคือนักสู้พลังหนุ่มที่บ้าระห่ำ และเป็นมวยซ้าย ‘เซาธ์พาว’ (Southpaw) เสียด้วย

อย่างไรก็ต้องดูครับ Fight of the Century สนุกหรือไม่ว่ากันทีหลัง!

เรื่อง : เมธา พันธุ์วราทร
ภาพ : Getty Images
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/08/boxxersq.jpg