PEOPLE
For The Love of Money 
ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ตอบข้อกังขาทั้งเรื่องหุ้น ความโลภ และความสำเร็จที่เหมือนจะได้มาง่ายๆ  

S19-069

คุณแพทเขาเก่งจริงหรือเปล่าครับ?’  (หัวข้อกระทู้พันทิปจริงๆ คือ ทำไมคนส่วนใหญ่ ถึงมองว่า .. ภาววิทย์ กลิ่นปทุม .. “เก่งไม่จริง” ?)

กระทู้คำถามในพันทิปถึงเซียนหุ้นอายุน้อยอย่างแพท-ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ว่าการประสบความสำเร็จของเขาในวัยสามสิบกลางๆ จากการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นเรื่องของคนที่มีต้นทุนในสังคมสูง รวยอยู่แล้ว และสายสัมพันธ์อันดีของครอบครัวกลิ่นประทุมกับธนาคารกรุงเทพหรือเปล่าที่ทำให้ชื่อของภาววิทย์กลายเป็นหนึ่งในคนหนุ่มนักลงทุนอายุน้อยที่ปั้นพอร์ตจากหลักล้านเป็นหลักพันล้านในระยะเวลาไม่ถึงสี่ปี ทั้งยังมีหนังสือติดอันดับขายดีออกมาหลายเล่ม ก่อตั้งบล็อกและสำนักพิมพ์ Stock2morrow ของตัวเอง ท้ายสุดถูกเชิญตัวให้มาเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนกับธนาคารกรุงเทพ

เราไม่ได้มาเพื่อชวนเขาคุยเรื่องร่ำรวยหรืออวยเขาเรื่องความสำเร็จระดับพันล้านเราแค่อยากรู้จริงๆว่าภาววิทย์มีดีให้คุยหรือเป็นแค่ราคาคุยกันแน่

Elle Men: มีคนเคยบอกว่าคุณยังไม่เจอช่วงที่แย่ ฉะนั้นตอนนี้อาจพิสูจน์ไม่ได้ว่าคุณเก่งจริงหรือเปล่า  

ภาววิทย์: ผมเคยผ่านช่วงเวลาที่ขาดทุนจากการทำธุรกิจอื่นมาแล้วเป็นสิบๆ ล้านก็มี หรือกระทั่งตอนนี้เทรดในตลาดหุ้น บางทีก็ผมก็โดน แต่โชคดีที่ผมมีภูมิต้านทานแล้ว รู้ว่าต้องรู้จักเบรก แบ่งหน้าตักให้เป็น ไม่ผลีผลาม

Elle Men: ฟังดูเหมือนคุณเล่นหุ้นเหมือนเล่นเกม

ภาววิทย์: ใช่ เป็นเกมที่เราอยากเอาชนะ ตลาดหุ้นสอนผมเยอะหลายเรื่องโดยเฉพาะความโลภของคน ถ้าคุณอยากรู้จักใครสักคนให้ดีมากๆ ชวนเขามาเล่นหุ้น สันดานคนจะโผล่ออกมาทันทีว่าเขาเป็นคนอย่างไร

Elle Men: ที่คุณพูดแบบนี้ได้ว่าไม่แคร์เรื่องเงินทองเพราะคุณมีต้นทุนสูงกว่าคนอื่นหรือเปล่า

ภาววิทย์: ถ้าผมตอบว่าไม่ใช่แบบนั้นก็ดูเหมือนแก้ตัว เอาอย่างนี้ผมบอกเรื่องจริงคุณอย่างหนึ่ง ซึ่งผมเจอมากับตัว อย่างที่ทุกคนรู้ว่าคุณตาผม (วีระ รมยะรูป) เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกรุงเทพที่ผมมาทำงานอยู่ตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการที่ผมอยู่ตรงนี้ได้เป็นเพราะคุณตา การที่ผมเป็นหลานตายิ่งทำให้ผมเสี่ยงกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ เพราะถ้าเข้ามาทำงานแล้วเกิดได้เป็นหัวหน้าคนอื่นเขาก็จะเมาท์ว่า ‘ก็เป็นหลานคุณวีระ’ หรือหากเก่งคนก็จะบอกว่า ‘อ๋อ เป็นเด็กเส้น’ แถมถ้าไม่เก่งจริงก็ยิ่งซวยเพราะคนจับตามองตลอด โอกาสที่ผมจะโตก็ไม่ง่ายนะ เพราะถ้าผมมีหัวหน้าแล้วเขาจะโปรโมตผม ก็อาจถูกมองว่ากำลังเลียแข้งเลียขาหรือเปล่า

มีต้นทุนอย่างผมก็ถือว่าเหนื่อย คนรุ่นใหม่ที่อยู่ในสถานะแบบผมถ้าคุณไปถามเขา ลึกๆ แล้วไม่มีใครชอบ อยากออกไปทำเองทั้งนั้นเพราะทำดีแค่ไหนก็โดนว่าอยู่ดี

ถามว่าวันนี้ผมเป็นเซียนหุ้น คนมาซื้อหนังสือผมเพราะผมนามสกุลกลิ่นประทุมหรือเปล่า ผมว่าไม่ใช่ จริงๆ เสี่ยงด้วยซ้ำ พอคนหยิบหน้าปกมาเห็นนามสกุลอาจคิดว่าขายนามสกุลแต่ไม่เก่งแน่ๆ ไอ้นี่หน้าพอไปวัดไปวา สงสัยโง่แน่ๆ

Elle Men: ก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง  

ภาววิทย์: สิ่งที่ผมทำในบล็อก stock2morrow หรือการที่คนรู้จักผมในฐานะที่เป็นคนเขียนบล็อกเรื่องหุ้นจนได้รับการยอมรับจากคนอ่าน ก็เป็นสิ่งที่บอกกับคนในสังคมว่าผมมาได้เพราะสิ่งที่ผมทำ ไม่ใช่เพราะผมเป็นลูกหลานใคร

Elle Men: แล้วถ้าหากคุณไม่เล่นหุ้น คุณคิดว่าคุณจะทำอะไร

ภาววิทย์: คงเป็นสิ่งที่ทำอยู่นี่ล่ะครับ คือเขียนหนังสือแล้วก็อยากทำโรงเรียน ผมสนใจเรื่องการหาความรู้ ผมเชื่อว่าเราควรเรียนในสิ่งที่จะทำให้เราเป็นนายจ้างไม่ใช่เรียนมาเป็นลูกจ้าง มหาวิทยาลัยทั้งหมดทั้งในยุโรป อเมริกา หรือที่เจ๋งๆ ล้วนสอนเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นหลัก แต่ไม่ได้สอนให้เราทำอะไรเองจริงๆ มันเป็นเหมือนกับดัก สังเกตสิว่าคนยุคนี้ที่ประสบความสำเร็จ มีธุรกิจเป็นของตัวเองมักเรียนไม่จบ เพราะคุณจบฮาร์วาร์ดมาคุณก็ต้องหางานอยู่ดี เราควรเรียนเพื่อไปเป็นเจ้าของธุรกิจหรือไปทำอะไรใหม่ๆ ที่อยู่นอกกรอบความคิดเดิมๆ มากกว่า  เล็กใหญ่ไม่เป็นไรแต่ต้องคิดแบบนายจ้าง เป็นนายของตัวเอง ตรงนี้ผมว่าน่าสนใจ อย่างวันนี้จริงๆ แล้วที่ธนาคารกรุงเทพมาจ้างผมไม่ใช่เพราะผมวิ่งมาหางานแต่เป็นเพราะผมทำสำนักพิมพ์ ผมทำบล็อก Stock2morrow  จนประสบความสำเร็จ เกิดเป็นคอมมูนิตี้ เกิดชุมชนขนาดใหญ่ องค์กรใหญ่เห็นว่าสิ่งที่ผมทำสามารถนำมาพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจได้

Elle Men: แต่การเริ่มต้นธุรกิจใหม่สมัยนี้ก็ไม่ได้ง่าย 

ภาววิทย์: ยากมาก เพราะยุคนี้เรามีทุกอย่างครบ เหมือนถามว่าถ้าให้เด็กจบปริญญามาใหม่ๆ ให้เขาคิดว่าจะทำอะไร เขาอาจจะบอกว่าอยากทำร้านอาหาร ร้านกาแฟ รวยหน่อยก็ทำโรงแรม หอพัก หรือคอมมูนิตี้มอลล์ แต่ธุรกิจพวกนี้มีอยู่แล้ว โอกาสสำเร็จยากมากถ้าคุณไม่เก่ง ไม่อึด แต่ถ้าคุณคิดและวางแผนดีๆ ก็มีทางอยู่ คุณต้องมีหัวคิดแตกต่างแล้วตลาดจะต้องการคุณเอง อย่างการที่ผมเข้ามาคลุกคลีกับองค์ใหญ่ๆ อย่างธนาคารกรุงเทพ ก็เห็นว่าโอกาสยังมีอยู่

Elle Men: อย่างไรครับ

ภาววิทย์:  เพราะธุรกิจดั้งเดิมตอนนี้กำลังจะตาย เรียกง่ายๆ ว่าเป็นโนเกียเอฟเฟ็กต์ คือองค์กรใหญ่ปรับตัวไม่ทันกับตลาด ลูกค้าเปลี่ยนแต่องค์กรไม่เปลี่ยน ทำอยู่แบบเดิมซึ่งไม่ได้ และถ้าองค์กรมีวิสัยทัศน์ วัฒนธรรมองค์กรเอื้ออำนวยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทำอะไรใหม่ๆ ก็จะมีที่ทางให้คุณไปได้อีกไกล สมัยนี้ไม่ใช่ยุคของการถามหาบลูโอเชียนแล้ว คุณต้องเข้ามาในเรดโอเชียนเพื่อหาบลูโอเชียนอีกที

Elle Men: การที่คนรุ่นใหม่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเยอะขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพราะโอกาสในการทำธุรกิจอื่นๆ น้อยด้วยหรือเปล่า 

ภาววิทย์: ผมว่ามันเป็นยุคๆ พอคนไม่เห็นโอกาสในธุรกิจอื่นก็ลองมองหาตลาดหุ้นเพราะตลาดหุ้นเปิดโอกาสให้ทุกคน มีหลายคนออกมาแสดงความเห็นประมาณว่าเดี๋ยวอีกหน่อยประเทศจะไม่เจริญหรอก เพราะมีแต่คนมาเล่นหุ้น ผมว่าไม่ใช่อย่างนั้น คนที่เข้ามาใหม่ๆ 90 เปอร์เซ็นต์ต้องเจ๊งเพราะเขาไม่รู้กลไก พอเจ๊งปุ๊บคราวนี้ก็อยู่ที่ว่าสิ่งที่เขาได้จากการเจ๊งนั้นเขาจะเอาไปทำอะไร ลงทุนต่อไหมหรือไปทำอย่างอื่น อย่างหนึ่งที่ผมได้จากการเล่นหุ้นคือผมเห็นสัจธรรมของกฎไตรลักษณ์ นั่นคือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป มันสอนเราเร็วมาก ทำธุรกิจอาจใช้เวลาห้าปีเราถึงจะรู้ว่าไม่เวิร์ก แต่ตลาดหุ้นเนี่ยไม่ถึงปีคุณเห็นวัฎจักรนี้ครบเลย

Elle Men: แนวโน้มที่คนอายุน้อยๆ เข้ามาหากำไรในตลาดหุ้นมากขึ้นเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างนั้นหรือเปล่า 

ภาววิทย์: ผมว่ามันเป็นกระแสของ Gen-Y เพราะอย่างที่บอก โอกาสเหลือไม่มากแล้วในธุรกิจอื่น เพราะคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ทำมาหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นคุณต้องไปลงในสนามที่เขายังไม่ทำกัน เช่นในพม่า วันนี้คุณจบออกมามานั่งเป็นผู้บริหารได้ไหม ก็ยากมากเพราะคุณยังต้องผ่าน Gen X อีก คนเหล่านี้เพิ่งอายุสี่สิบกว่าๆ เอง ยังอยู่ได้อีกนาน ต่อให้คุณเรียนสูงๆ ก็ไม่ใช่สิ่งการันตีความสำเร็จแล้ว จบมาสูงๆ ก็มาติดกับดักอยู่ในองค์กร รอโอกาส หรือต้องแข่งกับคนอีกจำนวนมากที่ต่อคิวอยู่ Gen-Y หรือ Post Gen-Y ถึงเข้ามาในตลาดหุ้นมากขึ้นเพราะเห็นโอกาส Gen-Y จะไปทุกที่ที่เขาคิดว่ามีโอกาส

Elle Men: การทำ start up business ถือเป็นทางรอดของคนรุ่นใหม่ได้ไหม

ภาววิทย์: ผมว่าไม่ง่าย เพราะวัฒนธรรมขององค์กรใหญ่บ้านเราไม่เอื้อ สมมติคุณทำธุรกิจขึ้นมาอย่างหนึ่ง เกิดมีแววรุ่ง บริษัทพวกนี้ก็จะขอซื้อทั้งหมดเอาไปทำเอง เพราะมองว่าไอ้เด็กรุ่นใหม่ทำไม่ได้หรอก แต่ในต่างประเทศเขาจะ take minority คือบริษัทใหญ่เข้าไปถือหุ้นส่วนน้อยแล้วให้พวกนี้มีแรงโต ค่อยๆ เลี้ยงไปเรื่อยๆ  ยากนะที่จะมีคนอย่างมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กในเมืองไทย

ELLE MEN: แต่ในตลาดหุ้นก็มีความเสี่ยงสูงมากสำหรับหน้าใหม่  

ภาววิทย์: อย่างที่บอกว่าเกิน 90 เปอร์เซ็นต์เจ๊งครับ เป็นเรื่องปกติ (หัวเราะ) เพราะคนส่วนมากยังคิดว่าการเล่นหุ้นคือการพนัน เข้ามาเสี่ยงดวงมากกว่าจะลงทุน ซึ่งผมก็พยายามบอกคนรุ่นใหม่ว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จ คุณต้องชอบก่อนไม่ใช่แค่อยากรวย และอย่าคิดว่านี่คือการพนันแต่นี่คือสิ่งที่ต้องศึกษาหาความรู้ วางแผน และไตร่ตรองให้ดี

ELLE MEN: คุณแนะนำได้ไหมว่าลงทุนอย่างไรถึงจะไม่เจ็บตัว

ภาววิทย์: ตลาดหุ้นอยู่กับดีมาน ซัพพลาย เวลามีคนบอกให้ซื้อ คนแห่ซื้อ หุ้นก็แพง เวลาโบรกเกอร์บอกให้คุณขาย คนก็แห่ขาย หุ้นก็ถูก กลายเป็นว่าคนต้องซื้อแพงและขายถูกตลอดเวลา วิธีการที่ถูกต้องคือคุณต้องดูข้อมูลว่าบริษัทนี้อยู่ตรงไหน เป็นบริษัทชั้นดีหรือไม่ นักลงทุนระยะยาวเขามีรอบในการถือ หุ้นระยะยาวอาจถือหลายปี ถ้าเป็นหุ้นระยะสั้นถือไม่กี่เดือน แต่ถ้านักลงทุนรายย่อยเล่นเป็นรายวัน รายสัปดาห์ จุดเข้าจุดออกก็ไม่เหมือนกัน เพราะจุดซื้อนักลงทุนระยะยาวคือจุดขายของนักลงทุนระยะสั้น คือมันเป็นคนละจุด แต่ถ้าคุณเลือกหุ้นที่ดีแล้วถือเฉยๆ ถือไปเลยสิบปีคุณได้แล้วสิบเท่า อย่างหุ้นปตท.ถ้าคุณซื้อเมื่อสิบปีก่อนในราคา 1 ล้านบาท วันนี้คุณได้แล้วสิบล้าน ไม่ใช่แค่นั้น แต่ละปียังมีปันผลให้ด้วย ฉะนั้นถ้าคุณถือเฉยๆ สักห้าปี เงินปันผลคืนต้นทุนให้คุณแล้วด้วยซ้ำ ที่เหลือคือกำไร วิธีการคือง่ายๆ แบบนี้ ต้องอดทน อย่าโลภ เพราะส่วนใหญ่พอหุ้นแกว่งหน่อยก็จะรีบขาย ผมถามหน่อยคุณกลัวรวยหรือ ของดีย่อมดีเสมอ CPN ขึ้น 100 เท่าในสิบปี BTS ขึ้น 100 เท่าในสิบปีที่ผ่านมา หุ้น 7-11 ขึ้น 10 เท่าในสิบปีที่ผ่านมา หุ้นเหล่านี้คุณไม่รู้หรือว่ามันดี อย่างคุณซื้อปตท.คือคุณซื้อประเทศไทย วันนี้หุ้นปตท.ราคาลงก็จริงแต่ไม่มีทางเจ๊ง เพราะถ้าตัวนี้เจ๊ง ประเทศนี้ก็เจ๊ง ถามว่าเรื่องพวกนี้นักลงทุนรู้ไหม รู้ครับ แต่ปัญหาคืออยากเสี่ยงและโลภมาก อยากรวยเร็ว

ELLE MEN: แสดงว่าจริงๆ คนที่คิดเล่นระยะสั้นมีเยอะมาก

ภาววิทย์: 99 เปอร์เซ็นต์เล่นระยะสั้น สมมติผมบอกว่าอีกสิบปีปตท. 10 เด้ง แต่หุ้นบางตัวหกเดือน 10 เด้งแล้ว ผมขายปตท.แล้วมาซื้อตัวนี้ก่อนไม่ดีกว่าหรือ แต่ส่วนใหญ่จะแห่ไปซื้อตอนที่หุ้นใกล้จะพีคแล้ว สมมติหุ้นจาก 1 บาทมา 10 บาท คุณไปซื้อตอน 9 บาท ก็ไม่มีประโยชน์ เวลาลง หุ้นตกที 70 เปอร์เซ็นต์ หนึ่งล้านคุณเหลือสามแสน คำถามคือถึงตอนนั้นคุณจะทำอย่างไรต่อล่ะ

ELLE MEN: สถานการณ์บ้านเมืองของเรามีผลกระทบอย่างไรกับตลาดหุ้นมากน้อยแค่ไหน 

ภาววิทย์: เอาจริงๆ นะ ผมว่าไม่มีอะไรเลย ผมว่าการเมืองเราเป็นอย่างนี้มานานแล้ว นักลงทุนต่างชาติก็รู้ เพียงแต่เขาใช้ข่าวเป็นข้ออ้าง สังเกตฝรั่งเข้ามาซื้อตอนไหน ซื้อตอนเผาเมือง ซื้อแหลกเลย ถ้าเขาบอกว่ากลัวการเมืองไทย เวลาเผาเมืองซื้อได้อย่างไร ถูกไหมครับ เพราะเขารู้ว่าเดี๋ยวหุ้นต้องขึ้น ทุกวันนี้เกินครึ่งในตลาดหุ้นเป็นเงินจากต่างประเทศทั้งนั้น เรียกได้ว่าตลาดหุ้นเราเป็นของต่างชาติก็ยังได้ เขามาเทกเราตั้งแต่ปีค.ศ. 1997  ตอนที่เราลดค่าเงินบาท นั่นถือว่าเราเสียอธิปไตยทางการเงินไปแล้วเพราะของทุกอย่างในประเทศนี้ถูกลงครึ่งหนึ่ง บริษัทดีๆ ราคาถูกลงครึ่งหนึ่งทำไมจะไม่ซื้อ ทั้งฝรั่ง ทั้งญี่ปุ่นซื้อไปหมดแล้ว ทุกวันนี้ตลาดเราเป็นเหมือนเกมการซื้อมาขายไป ในตลาดเป็นเหมือนการหาจังหวะในการทำกำไรเท่านั้น ถ้าเราไม่เข้าใจว่าเกมถูกควบคุมโดยใครก็จบ คุณก็เจ๊ง

ELLE MEN: เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นหน้าฉากกับสิ่งที่อยู่ข้างหลังฉากคือคนละเรื่อง 

ภาววิทย์: ใช่ เราก็เล่นไปตามเกม ดูว่าโอเคไหม วันนี้ตลาดหุ้นไทยต้องขึ้นก็ต้องขึ้น ขึ้นไปให้คนรู้สึกว่าหุ้นไม่ลงแล้ว แล้วถึงจังหวะค่อยดึงลง ผมเริ่มเล่นหุ้นจริงจังเมื่อปีค.ศ. 2008 ซื้อปตท.ไว้ หลังปีนั้นประเทศไทยผ่านอะไรมาบ้าง คุณลิสต์เหตุการณ์ดูสิ น้ำท่วม ปฏิวัติ เผาเมือง ปิดสนามบิน ความรุนแรงในภาคใต้ แต่ทุกวันนี้ปตท.ขึ้นมาสิบเท่า ทำไมมีแต่ขึ้นล่ะ

ผมกำลังจะบอกว่าถ้าคุณเข้าใจเกม อย่างไรคุณก็รวย และถ้ามองขาดคุณจะไม่ซื้อหุ้นตัวเล็กๆ

ELLE MEN: แล้วถ้าติดดอยทำอย่างไร 

ภาววิทย์: ติดก็ไม่เป็นไร ก็รอ สมมติคุณเอาเงินไปฝากธนาคาร วางอยู่ในธนาคารเฉยๆ สู้เอามาวางไว้ตรงนี้ดีกว่า พอตอนหุ้นแกว่งลง ถ้าคุณขายนี่คุณโง่มากนะเพราะไอ้ตอนแกว่งลงคุณต้องซื้อเพิ่ม ไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะเดี๋ยวก็ขึ้นและหุ้นดีๆ จะต้องโตอยู่แล้วเหมือนทองคำที่จ่ายปันผลให้คุณได้ด้วย ฉะนั้นหากหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นคุณภาพ ถ้าราคามันลง ไม่มีเหตุผลที่คุณจะไม่ซื้อเพิ่ม

ELLE MEN:  สถานการณ์ในยุโรปหรือความวุ่นวายในตะวันออกกลางมีผลกับตลาดหุ้นมากน้อยแค่ไหน

ภาววิทย์: ระยะสั้นก็มีผล แต่ระยะยาวผมว่าไม่มี ซึ่งเป็นธรรมชาติของหุ้น อย่างอเมริกา ยุโรป มันถึงยุคตกต่ำของเขาเพราะตลาดหุ้นขยายตัวยาก ฉะนั้นตลาดที่น่าสนใจตอนนี้คือจีนหรือใน AEC เรานี่ล่ะ ประชากร 600 ล้านคนในอาเซียน หลายคนยังไม่มีบ้าน ไม่มีรถ ฉะนั้นในอนาคตอีก 10 ปีเอเชียคือเป้าหมายใหม่แน่นอน ถ้าคุณรู้แบบนี้ คุณมาลงทุนในบริษัทที่คิดว่าเติบโตไปกับเอเชียดีกว่า แต่ต้องเลือกด้วยว่าเวลาไหนคือเวลาที่เหมาะสมในการซื้อ นักเล่นหุ้นที่ดีก็ต้องอดทนรอจังหวะ รอให้หุ้นย่อมาหน่อยค่อยซื้อ ทุกอย่างมีขึ้นมีลงตามเวลาของมัน แต่ระยะยาวอย่างไรก็ขึ้นแน่นอน

คุณลองดูอีก 10 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นของเราจะขึ้นไปถึงห้าพันจุดแน่นอน

ELLE MEN:  ชีวิตทุกวันนี้ของคุณเป็นอย่างไร

ภาววิทย์: ชิลมาก (หัวเราะ) จริงๆ นะ ฟังดูอาจจะน่าหมั่นไส้แต่ผมทำงานในสิ่งที่ผมชอบเลยไม่ได้รู้สึกวุ่นวายอะไร ก็อาจจะมีเดินทางไปต่างจังหวัด ไปทำสัมมนาบ้าง แต่ผมเป็นคนไม่ชอบเที่ยวนะ เดินทางต่างประเทศนี่ไม่ชอบเลย หลักๆ ก็เขียนหนังสือนี่ล่ะครับ หรือทำสัมมนา ส่วนที่ธนาคารกรุงเทพเหมือนเขาให้ผมมาช่วยเรื่องของการตลาด การหาลูกค้าซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ผมทำอยู่แล้ว เล่นหุ้นตอนนี้เป็นงานอดิเรก

ELLE MEN: อายุสามสิบกว่าๆ เงินที่คุณได้จากการเล่นหุ้นก็พอมีให้คุณอยู่ได้สบายๆ คิดไหมว่าอยากหยุดทำงานแล้ว  

ภาววิทย์: ไม่นะ อยากทำอะไรอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องแชร์ความรู้ให้คนอื่นๆ มีอีกหลายเรื่องที่อยากรู้ ตอนนี้ก็เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่สังคมสอนเรา ผมว่าระบบกำลังหลอกเราคือยิ่งเรียนกลายเป็นยิ่งโง่ ยิ่งเรียนยิ่งเป็นลูกจ้าง ดูทีวีเยอะๆ ก็เป็นเหยื่อการตลาด เพราะทุกอย่างหลอกเราให้ต้องจับจ่ายแต่คนไทยเรารู้ไม่เท่าทันเพราะเราไม่ค่อยอ่านหนังสือ ไม่หาความรู้ ผมอยากเห็นคนรุ่นใหม่มีอิสรภาพทางการเงินมากกว่านี้ด้วยหุ้นนี่ล่ะ อดทนค่อยๆ เรียนรู้ พอเรามีกำลังพอ คุณก็สามารถไปลงมือทำในสิ่งที่คุณอย่างทำได้อีกต่อหนึ่ง เพราะถึงแม้คุณมีเงินเดือนเป็นแสนแต่ถ้าพรุ่งนี้บริษัทเจ๊ง เลิกจ้าง คุณไม่มีรายได้ประจำแล้วนะ แต่การลงทุนพวกนี้เงินทำงานให้คุณไม่มีหยุด จะหยุดก็ต่อเมื่อบริษัทนั้นเจ๊ง ซึ่งถ้าคุณซื้อของดี อย่างไรก็ไม่มีทางเจ๊ง

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2016/04/cover-12.jpg