Do We Wear Suits or Do The Suits Wear Us!!!
LIFE
Do We Wear Suits or Do The Suits Wear Us!!!
แต่งตัวเพิ่มพลัง!

new-power

การเลือกสรรเสื้อผ้าเพื่อสวมใส่ในยุคปัจจุบันได้ก้าวข้ามคำว่า basic necessity มาไกลมากแล้ว เสื้อผ้ากลายเป็นสิ่งของที่บ่งบอกความชอบ สไตล์ และรสนิยม และที่สำคัญ เกือบทุกกรณีเสื้อผ้าบ่งบอกถึงเงินในกระเป๋าและฐานะทางสังคมของบุคคลนั้นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้าจะกล่าวถึงเสื้อผ้าผู้ชายอันดับบนสุดคงต้องยกให้สูทอิตาเลียนแบรนด์หรูอย่าง Zegna หรือ Armani ที่นักการเมือง นักธุรกิจระดับร้อยล้านเลือกสวมใส่เมื่อต้องออกสังคมหรือออกสื่อ เพราะมันช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และเป็นหน้าเป็นตาได้อย่างไม่ต้องสงสัย

การแต่งตัวเพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพ เชิดชูภาพลักษณ์ สร้างความน่าเชื่อถือ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นคอนเซ็ปต์สำคัญที่แบรนด์เสื้อผ้าหรูต่างตั้งเอาไว้ “ถ้าคุณไปติดต่อธุรกิจหลายล้านบาท แต่คุณไม่ใส่เสื้อผ้าดูมีราคา คุณก็อาจจะฟาวล์ได้ เพราะมันทำให้ไม่น่าเชื่อถือ สังคมมันเป็นแบบนี้ ใครๆ ก็รู้” คุณโม่ว (Brand Manager) แห่ง Brioni ร้านสูทและเครื่องแต่งกายผู้ชายระดับพรีเมียม กล่าว

Super Suits?

หรือการแต่งตัวอาจจะไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างบารมี?

นักวิทยาศาสตร์ แห่ง Scientific American ได้ค้นคว้าและวิจัยเพื่อศึกษาว่าการแต่งตัวแบบเป็นทางการนั้น มีผลกับเฉพาะคนรอบข้าง หรือช่วยเสริมทักษะและความสามารถให้กับตัวผู้สวมใส่ด้วย

คำว่า enclothed cognition นั้น หมายถึงการที่เสื้อผ้าส่งผลต่อจิตใจของผู้สวมใส่ เช่น อารมณ์ การประเมินตัวเอง นิสัย การเข้ากับผู้อื่น ฯลฯ เสื้อผ้ามีผลต่อบุคลิกภาพเพียงเพราะการที่เราใส่ความหมายไว้ในเครื่องแต่งกายแต่ละไอเท็ม

รายงานวิจัยจากบทความใน Scientific American ที่ให้คนจำนวน 10 คนใส่สูท และมาทดสอบ cognitive test ผลปรากฏว่า คนเหล่านี้ทำผลทดสอบได้ดีกว่าตอนแต่งตัวแบบแคชวล และมีความโดดเด่นทาง abstract thinking ซึ่งช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการวางแผนระยะยาวของสมอง

Abraham Rutchick, Associate Professor of Psychology แห่ง California State University ก็เห็นพ้องว่า แต่งตัวแบบเป็นทางการนั้นช่วยให้คุณคิดได้กว้างขึ้น มีทฤษฎี และกระจายมุมมองได้ชัดเจน

แสดงว่าใส่สูทแล้วก็เหมือนการแปลงร่างในการ์ตูน ที่เสริมสมรรถภาพทางกายของเราให้สูงขึ้น?

อย่างไรก็ตามนพ.สุทธา สุปัญญา จิตแพทย์ ที่ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย King’s College ณ กรุงลอนดอน (London) และผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง ให้ความเห็นต่างจากรายงานเบื้องต้น “ผมว่ามันเป็นที่ perspective และ attitude มากกว่า การใส่สูทหรือเสื้อผ้าอื่นๆ แล้วไปกระตุ้นสารเคมีในสมอง ยังไม่เคยมีการค้นพบมาก่อน”

อธิบายง่ายๆ ก็คือ เรามีมุมมองและบรรทัดฐานที่สูงกับคนแต่งตัวครบองค์ เมื่อตัวเราเองมาใส่บ้าง มุมมองที่มีอยู่กับตัวนั้นจึงกระตุ้นให้เราตั้งใจทำผลทดสอบ หรือแม้กระทั่งหน้าที่การงานได้ดีขึ้น เพื่อให้สมกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เราสวมใส่ และแน่นอนการดูดีทำให้เรามีความมั่นใจ ซึ่งการแต่งตัวนั้นมีผลกับความมั่นใจของเราเป็นอย่างมาก เมื่อเรามั่นใจในตัวเอง งานที่ทำก็ออกมาดีตามไปด้วย

ถึงแม้ว่าสูทจะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพของเราในห้องประชุม แต่บางทีสูทก็อาจจะไม่ได้เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับการเข้าหาผู้อื่น Assistant Professor Michael W. Kraus แห่ง Yale School of Management เตือนก่อนที่ใครจะเลิกแต่งตัวแบบแคชวล “เสื้อผ้านั้นสามารถเอามาใช้ได้หลายรูปแบบ และความหมายอาจเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและสถานที่ เช่น การแต่งตัวแบบแคชวล ช่วยลดกำแพงระหว่างเพื่อนร่วมงานได้ดี และสร้างความเป็นทีมเวิร์กได้ดีกว่า”

Dress for Success

ถ้าหันกลับมามองมุมมองของคนรอบข้าง การใส่สูทสามารถสร้างความประทับใจเมื่อแรกพบ วาที มูลอินต๊ะ Image Consultant และที่ปรึกษา Manpower Thailand เล่าถึงมุมมองของแผนกพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HR) ต่อผู้มาสมัครงานว่า “ไม่ว่าคุณจะไปสมัครงานตำแหน่งอะไร ตั้งแต่เจ้าหน้าที่แอดมินของบริษัทยักษ์ใหญ่ หรือสมัครเป็นภารโรง การใส่สูทมาสัมภาษณ์งานนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง เรามีโอกาสเดียวในการสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่น”

วาทีเล่าว่ามีหลายกรณีที่เรซูเม่ไม่ได้โดดเด่น แต่ได้รับการว่าจ้างเข้าทำงานเพราะบุคลิกของพวกเขา “เพราะรู้จักพรีเซนต์ตัวเองได้ดี” ภาพลักษณ์นั้นมีความสำคัญจริง ไม่เชื่อลองถาม Mark Zuckerberg ที่ใส่เสื้อยืดไปทำงาน และถูกติว่าไม่เหมาะสม จนถึงทำให้หุ้น Facebook ตกเลยทีเดียว แม้กระทั่งการวิจัยโดย American Psychological Association เผยว่า ผู้ร่วมทดสอบที่ใส่สูทนั้นสามารถต่อรองดีลงานจนทำกำไร 2 ล้าน USD ส่วนอีกกลุ่มที่แต่งแบบแคชวลนั้นการเจรจาขาดทุนไป 1.2 ล้าน USD

ในเชิงภาพลักษณ์นั้น มุมมองของสังคมก็มีส่วนกับการดำเนินชีวิตหรือคนที่คุณคบค้าสมาคมด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งคู่ครองของคุณ

แม้เราจะถูกสอนให้มองคนจากภายใน แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ‘เปลือกนอก’ นั้ันเป็นสิ่งที่คนส่วน-ใหญ่มองเสียมากกว่า หมอดูรายหนึ่งกล่าวว่า มีวิธีดูคนจากการแต่งกายภายใน 15 วินาที ซึ่งจะเผยถึงหน้าที่การงาน เงินในบัญชี และนิสัยใจคอได้ไม่ยากเลย เป็น trick of the trade สำคัญในการเลี้ยงปากท้องของเหล่าหมอดู (หมอเดา) และเป็นทักษะที่สาวๆ จำนวนมากมี เพื่อมองหาเนื้อคู่ที่เหมาะสมกับพวกเธอ

กระทั่งสิ่งเล็กๆ ก็เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับผู้อื่นได้ หรือแม้แต่ตัวเราเอง นอกจากเสื้อผ้าจะมีส่วนในการแบ่งฐานะสังคม ยังสามารถเปลี่ยนความคิดทางการเมืองและทัศนคติของคนเราได้ University of Minnesota นั้นได้วิจัยและเผยว่าผู้หญิงที่ถือกระเป๋า Prada นั้นเข้ากับพวกกลุ่มผู้ดีมีตังค์ได้มากกว่ากลุ่มที่ถือกระเป๋าไร้แบรนด์

ฟังดูเหมือนจะมองคนส่วนใหญ่ในแง่ร้าย แต่ก็เป็นความจริงที่คนเรานั้นดูกันที่เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายภายนอกก่อน “คนข้างในจะเป็นอย่างไรก็ได้ หรือจริงๆ แล้วไม่ต้องมีคนข้างในเลยก็ได้” นพ.สุทธาพูดถึงมุมมองสังคมที่ใช้วัตถุในการวัดค่าของคน

‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’ นั้นเป็นสุภาษิตโบราณ ปัจจุบันให้เปลี่ยนเป็น ‘จะเป็นไก่หรือคนถ้าแต่งตัวดีดูดี ก็ได้หมด’ เพื่อจะพัฒนาภาพลักษณ์ตัวเอง การก๊อปปี้สไตล์คนอื่นก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้เลวร้ายอะไร มีวิจัยระบุว่าเมื่อเราแต่งตัวตามแบบคนที่เรามองว่าสมาร์ตและดูมีพาวเวอร์ เราจะรู้สึกถึงคุณภาพเหล่านี้ไปด้วย นี่ก็เป็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นเสื้อผ้าเพิ่มพลังให้เราได้เป็นอย่างดี

new-power4

ด้วยแรงบันดาลใจจากนักกีฬาที่ใส่ชุดสีแดง ซึ่งลงแข่งขันโอลิมปิกในปี 2004 และได้รับชัยชนะมากกว่านักกีฬาที่ใส่ชุดสีน้ำเงิน นักวิจัยจึงทดสอบการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย หรือ physiological effect ลงในวารสาร Journal of Sport and Exercise Psychology โดยให้นักกีฬา 28 คนที่มีอายุและรูปร่างใกล้เคียงกันมาจับคู่และแข่งขันกัน โดยให้ทุกคู่สลับใส่ชุดแดงและน้ำเงิน ผลปรากฏว่าคนที่ใส่สีแดงยกน้ำหนักได้ดีกว่าช่วงก่อนแข่งขัน และหัวใจเต้นแรงกว่าระหว่างที่แข่งขัน ทั้งนี้ ผลการทดสอบไม่ได้ระบุว่าสีแดงทำให้พวกเขาชนะเสมอไป

new-power5

จากบทความที่ตีพิมพ์ลงใน Psychological Science ในปี 2010 ระบุว่าการใส่แว่นปลอมหรือของก๊อปปี้แบรนด์เนมมานั้น ทำให้ผู้ใส่ทำตัวไม่เหมาะสมมากขึ้น เพราะแว่นนั้นทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกว่าตัวเองด้อยลง

new-power2

เรามักจะพูดถึงความรู้สึกผิดที่หนักอึ้งที่เราต้องแบกรับเอาไว้ มีการวิจัยจาก Harvard Business School ที่พิสูจน์ว่าการแบกของหนักๆ ไปมา จะเพิ่มความรู้สึกผิดของคนคนนั้น และทำให้บุคคลนั้นไม่ค่อยมีกะจิตกะใจจะทำอะไร เลือกทำแต่สิ่งที่น่าเบื่อแทนที่จะทำกิจกรรมสนุกๆ หรือแม้กระทั่งเลือกกินของว่างแคลอรี่ต่ำ ผลวิจัยสรุปว่า ‘การแบกหรือสะพายเป้ที่หนักนั้นทำให้ผู้ทดสอบรู้สึกสำนึกผิดมากขึ้น และเป็นเหตุที่พวกเขาเลือกจะใช้ชีวิตแบบจืดๆ เหมือนเป็นการลงโทษตัวเอง’

new-power-3

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Experimental Social Psy-chology ในปี 2012 เมื่อสั่งให้ผู้ทดสอบที่ใส่ชุดขาวสำหรับทำงานในห้องแล็บ ทำงานที่ใช้ความตั้งใจสูง ผลปรากฏว่าทำผิดพลาดมากกว่าครึ่ง แต่อีกกลุ่มที่เข้าใจว่าตัวเองใส่เสื้อกาวน์แบบหมอ ทำการทดสอบได้ดีกว่ากลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มที่ใส่ผ้ากันเปื้อน

เรื่อง: นพนันท์ อริยะวงศ์มณี
ภาพ: Getty Images

you may also like
LIFE
หมายกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
LIFE
ที่พักโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทั่วกรุงเทพมหานคร
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/03/open-power.jpg