3 หนุ่ม 3 มุมโลกจุดเกิดแรงบันดาลใจ
LIFE
3 หนุ่ม 3 มุมโลกจุดเกิดแรงบันดาลใจ
The Passengers

เพราะการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่การพักผ่อนหย่อนใจ แต่คือการเติมไฟศิลปินให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง เช่นเดียวกับสามนักสร้างสรรค์แถวหน้าต่อไปนี้ที่ไปซึมซับแรงบันดาลใจจากการเดินทาง และกลับมาสร้างสรรค์ผลงานเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจไม่สิ้นสุด การเดินทางของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพียงลองมองโลกผ่านสายตาของศิลปิน

new-armm

1) มนัสพงษ์ สงวนวุฒิโรจนา

สถาปนิก และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Hypothesis คนนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังความงามแปลกตาของโชว์รูม Villa Vinotto ย่านพร้อมพงษ์ ร้านอาหารที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอย่าง Vivaruim ย่านพระรามสี่ และล่าสุดคือ IR-ON Hotel ที่นำ ‘เหล็กดัด’ มาซ้อนเป็นเลเยอร์ เรียกความสนใจจากทุกสายตา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่แปลกแยกจากบริบทในซอยสุขุมวิท 36 เลยแม้แต่น้อย

“แรงบันดาลใจที่มีอิทธิพลต่อสไตล์การออกแบบของผมคือ ‘diversity’ หรือความหลากหลาย ซึ่งมหานครนิวยอร์กมีสิ่งนี้อย่างชัดเจนมาก ตั้งแต่สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างความเก่าและความทันสมัย แต่สามารถอยู่ในบล็อกเดียวกันได้โดยไม่สูญเสียบริบทเดิม ไปจนถึงความหลากหลายของผู้คนต่างชาติต่างภาษาที่อพยพมาอยู่ที่นี่ สิ่งเหล่านี้คือพลังงานของเมืองที่ขับเคลื่อนให้คนต้องลุกออกมาทำอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกทันทีเมื่ออยู่ที่นิวยอร์ก”

new-armm2

ถ่ายจากตึก Empire State ตอนกลางคืน สำหรับผม คอมโพสิชั่นของนิวยอร์กอยู่ที่เส้นขอบฟ้า คนที่อยู่นิวยอร์กจะไม่มีทางเห็นนิวยอร์กในเส้นขอบฟ้าของนิวยอร์ก แต่คุณจะเห็นนิวยอร์กในเส้นขอบฟ้าของย่านอื่น เช่น ต้องข้ามไปเกาะรูสเวลต์ (Roosevelt Island) แล้วมองกลับมา ดังนั้น คนนิวยอร์กจะไม่มีทางเห็นเส้นขอบฟ้าของตัวเอง เพราะตึกบังหมด คุณต้องปีนขึ้นไปบนตึกสูงจึงจะเริ่มเห็น

new-armm3

วิวจากตึกร็อกกี้เฟลเลอร์เซ็นเตอร์ (Rockefeller Center) จะเห็นว่าผังเมืองของนิวยอร์กถูกออกแบบให้เป็น ‘โลกใหม่’ โดยมีเซ็นทรัลพาร์ก (Central Park) เป็นจุดศูนย์กลาง ทั้งเกาะแมนฮัตตันถูกวางด้วยระบบกริดเป็นบล็อกอย่างชัดเจน ผมรู้สึกว่าเมืองนี้ถูกสร้างโดยคำนึงถึง ‘ความทัดเทียมกันของคน’ เป็นหัวใจสำคัญ จึงให้พื้นที่สาธารณะอยู่กลางเมือง

new-armm4

ตึกนี้คือสถานีรถไฟแห่งใหม่ของนิวยอร์ก รูปร่างเหมือนมือคน เหมือนปีกนก ออกแบบโดย Santiago Calatrava สถาปนิกและวิศวกรโครงสร้างชาวสเปน สำหรับผม ตึกนี้คือเมกกะที่สถาปนิกต้องไปเยือน เพราะกาลาตราบาออกแบบให้โครงสร้างไขว้กันในองศาที่ไม่เท่ากัน เมื่อถึงเวลาแปดโมงสิบนาทีซึ่งเป็นเวลาที่เครื่องบินชนตึก แสงจะตกลงมาเป็นเส้นแกนตรงกลางพอดี แม้กาลาตราบา
จะไม่ได้มีอิทธิพลต่อสไตล์การออกแบบของผมโดยตรง เพราะเขาเน้นเรื่องฟอร์ม ส่วนผมสนใจบริบท แต่ผมศรัทธาในความเก่งของเขา เพราะเขาเป็นทั้งวิศวกร สถาปนิก และศิลปินที่มีเอสเธติกสูงมาก

new-armm5

2) ทรงกลด บางยี่ขัน

‘Japan Vintage Village’ ผลงานเล่มล่าสุดของนักเขียนหนุ่มคนนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการเที่ยวญี่ปุ่นนอกโตเกียว เขาปั่นจักรยานจากฟุกุโอกะซึ่งอยู่ทางตอนใต้ มุ่งหน้าสู่โตเกียว ลัดเลาะไปตามหมู่บ้านเก่าและพูดคุยกับผู้คนที่อยู่ในยุคสมัยเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง Always: Sunset on Third Street ซึ่งญี่ปุ่นกำลังสร้างชาติหลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง เสน่ห์ของความเป็นชุมชนดั้งเดิมและการรักษารากเหง้าของชาวญี่ปุ่นช่วยจุดไฟในการสร้างสรรค์ผลงานแก่เขาเข้าอย่างจัง

“การไปหมู่บ้านเล็กๆ ทำให้เราได้ค้นพบอีกด้านหนึ่งของญี่ปุ่นคือ คนญี่ปุ่นยังอยู่กับรากเหง้าของตัวเองได้เป็นธรรมชาติมาก ทุกอย่างที่เขาทำคือการเคารพจิตวิญญาณของทุกสรรพสิ่ง เมื่อเราเคารพธรรมชาติ จะทำให้เราถ่อมตัว ไม่อยากจะครองโลก เพราะรู้ว่ามีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเราเสมอ การเดินทางก็เหมือนกัน มันคือการออกไปข้างนอกที่ตัวเราต้องเล็กลง และการเห็นโลกที่หลากหลายจะทำให้เราไม่ไปตัดสินใครคนใดคนหนึ่งในมุมมองของเราเพียงคนเดียว เพราะโลกนั้นหลากหลาย ที่เราทำได้คือ จงยอมรับความหลากหลายนั้นแล้วเราจะพบว่า เราไม่ได้เก่งหรือฉลาดล้ำโลก เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งในโลกใบนี้เท่านั้นเอง”

new-armm6

เมืองคุระฌิกิ (Kurashiki) เมืองเก่าที่มีชื่อเสียงเรื่องคลอง และเป็นเมืองที่ทรงกลดได้พบกับนักตีกลองไทโกะมือหนึ่งของโลก

new-armm7

บัตร JR Pass ที่นำมาซึ่งการเดินทางทั้งหมด เป็นบัตรแบบเก่าที่ยังพิมพ์เลขแบบญี่ปุ่นซึ่งเจอาร์พาสในปัจจุบันเปลี่ยนมาพิมพ์เลขตามปีคริสต์ศักราชแล้ว ตัวเลข 21 หมายถึง ปีเฮเซที่ 21 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้

new-armm8

ผนังในร้านเครื่องเขียนเก่าแก่บนเกาะนะโอะฌิมะ (Naoshima Island) คุณลุงเจ้าของร้านตัดกระดาษจากหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารมาทำคอลลาจ เสมือนเป็นอาร์ตเฮาส์อีกแห่งบนเกาะนี้

new-armm9

3) นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์

แง่คิดเรื่องชีวิตและความตายจากการไปชมค่ายกักกันเอาชวิตซ์ ( Auschwitz) และเบียร์เคเนา (Birkenau) ที่เมืองคราเคา (Krakow) ประเทศโปแลนด์ ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่นวพลหยิบมาใช้ในโปรเจ็กต์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ Die Tomorrow ซึ่งตีแผ่โมเมนต์หนึ่งวันก่อนตายของตัวละครหกชีวิต

“สำหรับเรา ความตายเป็น system ที่แฟร์มาก เป็นระบบที่ทุกคนต้องเจอ มัน democratic ไม่มีใครหนีพ้น จริงๆ แล้ว คนเราทุกคนอาจถูกกำหนดด้วยระบบนี้เลยนะ คนเราทำงานหาตังค์ เพราะอะไร เพราะเรากลัวตาย ใช่ไหมล่ะ ลองคิดดูว่า ถ้าวันนึงมนุษย์ไม่มีวันตาย เราว่าทุกอย่างคงเปลี่ยนไปหมด

ในทริปนี้เหมือนเราได้เรียนรู้ชีวิต ได้เรียนรู้ความสว่างผ่านความมืดอีกที ได้เห็นว่าคนเราไปได้สุดทางแค่ไหน มันถูกขีดด้วยความตายทั้งนั้น การเกิดขึ้นมาของทั้งสองค่ายนี้ย่อมมีเหตุผล แม้จะไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้อง แต่มันก็มีเหตุผลของมันอยู่ หลักการพวกนี้เป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตเหมือนกันคือ ต่อให้เราเจอคนที่คิดไม่เหมือนเรา มันมีเหตุผลเสมอ ไม่เกี่ยวว่าเขาโง่หรือฉลาด ซึ่งมันอาจเป็นเหตุผลที่เราไม่เข้าใจ หรือรับไม่ได้ แต่มันก็คือเหตุผล เราควรทำความเข้าใจและเรียนรู้จากมัน อาจเรียนรู้เพื่อให้เราไม่ทำอย่างเขาก็ได้” และนั่นคือมุมมองของความเป็นมนุษย์ที่ผู้กำกับหนุ่มคนนี้เห็นและรู้สึกผ่านการท่องเที่ยวในครั้งนี้

new-armm0

รองเท้าและของใช้ของนักโทษที่ถูกแยกออกมา จริงๆ จะมีอีกห้องหนึ่งที่เก็บเส้นผมของชาวยิวใส่ตู้แก้วไว้เป็นกองสูงมาก ผมพวกนี้มาจากการกล้อนหัวก่อนส่งไปรมแก๊ส ซึ่งของเหล่านี้อาจเอาไปขายต่อ การได้อยู่ในสถานที่จริงทำให้เรารู้สึกว่า ทั้งหมดนี้ถูกคิดไว้หมดแล้ว มันเป็น perfect system มากๆ แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อจุดประสงค์ที่ดี และเป็นระบบที่ dehumanize หรือลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ลด identity ของคนให้กลายเป็นแค่ยูนิตที่เหมือนๆ กัน เพราะก่อนโดนรมแก๊ส คุณก็คือผู้หญิงหัวโล้นคนหนึ่ง ผู้ชายหัวโล้นคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายๆ กันเท่านั้น

new-armm10

ภาพถ่ายพอร์เทรตของนักโทษทุกคนในค่าย จะมีบางห้องที่เป็นรูปเด็กและเขียนไว้ว่า พบอีกทีที่ไหน หรือหายสาบสูญ เมื่อเราไปอยู่ในสถานที่แบบนี้ ทำให้เรานึกถึงวันก่อนเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ นึกถึงช่วงชีวิตก่อนที่พวกเขาจะถูกส่งมาที่นี่

new-arm11

รูปถ่ายจากในค่ายเบียร์เคเนา รางรถไฟที่เห็นใช้สำหรับขนคนเข้า-ออก สภาพในค่ายเหมือนไร่องุ่นกว้างๆ ได้มาเดินในสถานที่จริงถึงได้รู้ว่า ไกลขนาดนี้ จะหนียังไง?

ติดตามเรื่องราวและแรงบันดาลใจของพวกเขาเพิ่มเติมได้ในนิตยสารแอลเมนฉบับพฤษภาคม

เรื่อง: กรกฏ อุ่นพาณิชย์
ภาพ: อรรคพล คำภูแสน

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/05/open-armm.jpg