LIFE
รอยร้าวในงานศิลปะบนเรือนร่าง ปัญหาที่รอการแก้ไข
Tattoo Tantrum

Freshly Inked, Nowhere to Go

การสักลายเป็นการสร้างสรรค์งานศิลป์บนเรือนร่างที่มีมาอย่างช้านาน ทั่วโลกมีรูปแบบการสักลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตามวัฒนธรรมและความเชื่อของตนเอง แต่สำหรับประเทศไทยในอดีตนั้น พื้นฐานการสักลายมาจากสองแนวคิดคือ การสักที่สืบทอดตามกันมาแต่โบราณ คือเป็นวิธีการที่ข้าราชการไทยโบราณสร้างรอยตำหนิไว้ที่ร่างกายของผู้ใต้บังคับบัญชา

สันนิษฐานว่าเป็นการแบ่งส่วนของข้าราชการไทย ซึ่งวิธีการเหล่านี้ได้ยกเลิกไปแล้ว กับอีกอย่างคือการสักยันต์ตามความเชื่อที่ให้ผลทางไสยศาสตร์ ซึ่งแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ เมตตามหานิยม ที่เน้นเรื่องเสน่ห์ และความรักใคร่ กับสอง คงกระพันชาตรี ที่เน้นเรื่องความแคล้วคลาดจากภยันตราย ทว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไปการสักยันต์ถูกตีตราว่าเป็นร่องรอยบนผิวกายของนักเลงหัวไม้ คนใช้แรงงาน ผู้ต้องขังที่ถูกจองจำ และยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้ารับราชการตำรวจ ทหาร พลเรือน ความนิยมเรื่องการสักยันต์จึงลดน้อยลงไปเมื่อเทียบกับในอดีต

อย่างไรก็ตาม การสักลายของไทยในปัจจุบันมีความหลากหลายและมีทางเลือกมากขึ้น กระทั่งกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งเมื่อชาวตะวันตก โดยเฉพาะบรรดาคนดัง ศิลปิน ดารา นักร้อง และกลุ่มซับคัลเจอร์ ต่างให้ความสนใจและยอมรับการสักของไทย ด้วยเพราะช่างสักไทยขึ้นชื่อเรื่องความประณีต มีความรู้ทั้งงานสักแบบดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ รวมทั้งสามารถพัฒนาตนเองสร้างสรรค์งานในรูปแบบสมัยใหม่ได้อย่างสวยงาม

เมื่อไม่นานมานี้ ช่างสักไทยหลายคนยังสามารถพิสูจน์ฝีมือด้วยการคว้ารางวัลระดับโลกมาไว้ในครอบครอง เช่น Noi Siamese ที่ชนะอันดับหนึ่งในหลายแขนงบนเวที London Tattoo Convention ซึ่งถือเป็นการเอาชนะตำนานช่างสักลายญี่ปุ่นอย่าง Hiroshi III อีกด้วย หรือถ้าเป็นแนวกระแสหลักต้องยกให้ Jimmy Wong (และลูกๆ ) ที่ผสมผสานศิลปะของหลากหลายประเทศเข้ากับความเป็นไทยจนกลายเป็นความโดดเด่นและสวยงาม

นอกจาก ‘ฝีไม้ลายมือ’ ระดับพระกาฬแล้ว ข้อได้เปรียบของการสักลายในประเทศไทยอีกอย่างหนึ่งก็คือ ‘ราคา’ ที่ถูกแสนถูก แตกต่างจากช่างชื่อดังในอเมริกาหรือแถบยุโรป ที่นอกจากจะต้องเข้าคิวยาวเป็นปีแล้ว ราคายังถึงกับ ‘มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ’ กันเลยทีเดียว จึงไม่น่าแปลกในว่า ช่างสักไทยจะเนื้อหอมมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อสถานการณ์โดยรวมดูดีขึ้นเช่นนี้ ทำให้นักวิเคราะห์การตลาดจำนวนหนึ่งมองว่า มีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยนั้นจะกลายเป็น ‘custom tattoo hub’ ของโลกฝั่งตะวันออกได้ไม่ยาก!… แต่คำถามคือ กว่าจะไปถึงจุดนั้น ภาคส่วนใดบ้างควรเข้ามา ‘ร่วมมือ’ กันทำงาน และ ‘สนับสนุน’ อุตสาหกรรมการสัก (Tatoo Industry) นี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพราะนอกจากจะเป็นการป้องกัน ‘การไหลออก’ ของแรงงานช่างสักไทยไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ เราจะยังได้อนุรักษ์งานศิลปะที่มีคุณค่านี้สืบไปอีกด้วย

ทั้งนี้ ช่างสักจำนวนหนึ่งสรุปว่าการที่ช่างสักไทยเลือกออกไปทำงานที่ต่างประเทศนั้น เป็นเพราะในปัจจุบันภาครัฐไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมการสัก ในทางตรงข้ามคือ รัฐพยายามสร้างมาตรการควบคุมมากกว่า ทั้งๆ ที่อุตสาหกรรมการสักของไทยนั้นมีข้อได้เปรียบกว่าอีกหลายประเทศทั่วโลก

ทิมจากร้าน Tattoo in Memories ย่านจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งมีลูกค้าจองคิวยาวหลายเดือน และให้ความสนใจโพสต์ชื่นชมร้านของเขาบนโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่พอใจกับราคาที่ถูกถึงขั้น ‘ช็อก’ เมื่อเทียบกับฝีมือช่าง แต่สำหรับทิม เขาอยากขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ หากไม่สามารถโปรโมตเพราะติดปัญหาเรื่องภาษา

โดยทิมอธิบายว่านักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยจะตรงไปยังร้านสักที่รู้จักหรือวอล์กอินไปที่สตูดิโอตามแหล่งท่องเที่ยว เช่น ถนนข้าวสาร สีลม ฯลฯ ทำให้ตลาดอื่นๆ แทบหมดโอกาส ซึ่งนี่เป็นภาพที่ชัดเจนว่าภาครัฐสามารถเข้ามามีส่วนในการสนับสนุนหรือโปรโมตแหล่งร้านสักที่มีชื่อเสียงแหล่งอื่นๆ และมีคุณภาพ ให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่อง-เที่ยวที่มาเยือนเมืองไทยได้ เป็นต้น

The Tatoo Touchstone 

ทว่าอีกด้านหนึ่ง ธนพิพัฒน์ ธำรงสุธัญยุทธ์ นักวิชาการอิสระ และหนึ่งในผู้คลั่งไคล้ศิลปะบนเรือนร่าง เล่าถึงปัญหาในวงการอุตสาหกรรมการสักตลอดกว่า 10 ปีที่เขาเข้ามาคลุกคลีในวงการนี้ว่า ช่างสักเองนั้นเปรียบเหมือนกับนักฟุตบอลที่มองเห็นเพียงกรอบสี่เหลี่ยมของสนาม และยังขาดโค้ชที่มีมุมมองกว้างและชัดเจนกว่า ซึ่งจากประสบการณ์ที่เขาได้ร่วมงานเป็นที่ปรึกษาอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์

ธนพิพัฒน์เห็นว่าทางกระทรวงไม่ได้นิ่งดูดาย แต่พื้นฐานส่วนตัวของช่างสักลาย โดยเฉพาะช่างรุ่นเก่านั้น ไม่มีความไว้วางใจกลุ่มคนที่ใส่สูทผูกไท ด้วยกลัวว่าจะถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือจ้องจะเอาผลประโยชน์จากตน จึงทำให้ที่ผ่านมายังมีความดื้อรั้น ไม่ยอมรับฟังความเห็นกัน

อย่างไรก็ตาม ธนพิพัฒน์เล่าว่ามีกลุ่มช่างสักรุ่นใหม่พยายามก่อตั้งสมาคม สร้างกฎเกณฑ์และมาตรฐานของร้านสักทั่วประเทศขึ้น รวมทั้งผลักดันให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างมาตรฐานและภาพลักษณ์ให้กับการสักของไทย แต่แนวคิดดังกล่าวกลับต้องล้มเหลว เพราะช่างสักรุ่นเก่าต่อต้านเนื่องจากต้องมีการปรับเปลี่ยนและลงทุนเพิ่ม

“ศิลปินต้องมีมาตรฐานในตัวเอง มาตรฐานในร้าน และที่สำคัญ มาตรฐานในราคา” ธนพิพัฒน์กล่าว “ธุรกิจนี้อยู่ด้วยภาพลักษณ์ แต่ทุกวันนี้บ้านเรา บางทีช่างสักฝีมือดีๆ ยังลดราคาตัวเองเพื่อแย่งลูกค้ากันอยู่เลย การไม่ยึดมั่นในราคาของตัวเองมันก็ลดคุณค่าของตัวเองในฐานะศิลปินไปด้วย”

ส่วนการทำงานของภาครัฐนั้น ธนพิพัฒน์อธิบายว่า เป็นขั้นตอนปกติของการสร้างอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน ที่ว่า กฎหมายที่เกี่ยวโยงกับธุรกิจของภาครัฐนั้นมีอยู่สองรูปแบบคือกฎหมายควบคุมและกฎหมายสนับสนุน กล่าวคือ ก่อนที่จะสนับสนุนภาครัฐต้องเข้ามาควบคุมจัดการให้ทุกอย่างอยู่ในรูปแบบที่ชัดเจน มีมาตรฐาน และถูกต้อง ก่อนจะก้าวไปในขั้นตอนต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ความยุ่งเหยิงจะบานปลาย ความไร้ระบบไร้ระเบียบจะเกินเยียวยา และการโยกย้ายทรัพยากรที่มีค่าของประเทศจะหมดทางแก้ไข… ปัญหาของอุตสาหกรรมการสักของไทยอาจเหมือนเหรียญที่มีสองด้าน หากแต่ละฝ่ายเลือกมองแต่ด้านของตนเอง ท้ายสุดผลลัพธ์ก็น่าจะเป็นความสูญเสียของส่วนรวม และรอยร้าวของอุตสาหกรรมการสักที่สุดท้ายไม่มีใครได้อะไร 

เรื่อง : นพนันท์ อริยะวงศ์มณี
ภาพ : Getty Images, Courtesy of Noi Siamese and Tattoo in Memories
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/07/tsq-1024x1024.jpg