LIFE
นิทรรศการ Perspectives และมุมมองของเสกสรร รวยภิรมย์ต่อโลก
เราพาไปชมนิทรรศการอุดมความหมายและเจาะลึกผู้ชายเบื้องหลัง SATI Foundation

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทีม Elle Men ไปชมนิทรรศการภาพถ่าย Perspectives ของ SATI Foundation เราผลักประตูร้าน Broccoli Revolution ความอบอุ่นของกลิ่น แสงและบรรยากาศครอบคลุมตัวของทีม เราถามทางกับพนักงานน้ำเสียงหน้าตาเป็นกันเองว่า Case Space Revolution ไปทางไหนแล้วพวกเธอก็ชี้ทางส่งเราขึ้นไปชั้นสองของร้าน ทางเดินขึ้นเป็นกำแพงขาวที่ถูกละเลงด้วยภาพวาดหลากสีที่คล้ายหลุดออกมาจากสมุดวาดรูปของเด็กน้อย ในนิทรรศการมีรูปถ่ายไม่มาก แต่ทั้งหมดเป็นรูปที่ดูมีรังสีความดิบและแท้จริงในตัวตนของผู้ถ่ายแผ่ออกมา แต่ยังเดินดูได้สักพักเล็ก ๆ ก็มีเสียงเสียงหนึ่งทักทายเรา เราหันไปพบกับชายคนหนึ่ง แต่งกายง่าย ๆ ด้วยเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนส์แต่ด้วยท่าทาง บุคลิกและน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่ก็มีพลังเรารู้สึกได้ถึงความเท่และความละเอียดอ่อนในความเรียบง่ายนั้น ชายผู้นี้จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก เสกสรร รวยภิรมย์ หรือคุณแซ็ก ผู้ก่อตั้ง SATI Foundation ใต้ลุคเรียบ ๆ นี้เขาเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ คนหนึ่ง เขาเกิด เรียน และทำงานอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 10 ปี แล้วหลังจากนั้นเขาก็ย้ายกลับมาที่ไทยโดยในช่วงแรกเขายึดอาชีพแพทย์เพราะสายที่เรียนมาและความต้องการที่อยากช่วยเหลือผู้คนของเขา แต่ด้วยความคิดว่าปัญหาในโลกนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในโรงพยาบาลเขาจึงคิดว่าการเปิดมูลนิธิอาจช่วยเหลือคนได้หลากหลายมากขึ้น จึงเป็นจุดกำเนิดของ SATI Foundation วันนี้ทางทีมงานได้มีโอกาสมาสัมภาษณ์ชายที่เท่ทั้งไลฟ์สไตล์และความคิดคนนี้ เกี่ยวกับทั้งมูลนิธิ นิทรรศการ และแนวคิดของเขา

EM : ด้วยนิทรรศการชื่อ Perspective คุณแซ็กมีมุมมองต่อเด็กด้อยโอกาสอย่างไรและคิดว่ามูลนิธิ SATI ช่วยอะไรได้บ้าง

แซ็ก : เหตุผลที่มูลนิธิมีชื่อว่าสติเพราะว่าพี่เชื่อในการแก้ปัญหาด้วยสติ คือบางครั้งเราไม่ต้องไปไกลหรอก ปัญหามันจะอยู่รอบตัวเรา การที่เรามีสติเราก็จะเข้าใจ หนึ่งคือเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับพี่ คือพี่ไม่เชื่อว่าคนเราควรจะแก้ปัญหาด้วยความสงสาร เพราะว่าความสงสารคือความรู้สึก ความสุข ความทุกข์ ความสงสาร มันเป็นความรู้สึกที่ผ่านไป ตอนที่เราเจอเด็กคนหนึ่งเราอาจจะสงสารเขา พอเราไปอยู่กับเพื่อนเราก็จะมีความสุข คือสิ่งพวกนั้นมันจะหายไป แต่พอเราเข้าใจปัญหามันก็จะอยู่กับเราตลอด ซึ่งเราก็อยากจะเข้าใจปัญหาให้มากที่สุดกับเด็กที่เราเจอ บางครั้งเราอาจจะไม่ได้รู้คำตอบก็ได้ แต่อย่างน้อยเราก็ต้องใส่ใจในการเข้าใจปัญหา ซึ่งพอเรามาเจอเด็กพวกนี้เยอะ ๆ เด็กด้อยโอกาศในหลายรูปแบบ เรื่องก็มีหลากหลาย จะมีศูนย์ที่จะไปทำคลินิคทุกอาทิตย์ มันจะมีอีกมูลนิธิหนึ่งที่เป็นศูนย์ (The HUB) เด็กพวกนี้ก็จะเข้ามา มีอาหารให้ทาน 3 มื้อ มีกศน.อาทิตย์ละ 2 วัน พี่ก็จะเข้าไปอาทิตย์ละวัน ซึ่งเราทำตั้งแต่สุขภาพพื้นฐาน มีเด็กท้อง วิธีให้นมแม่ จากโรคติดต่อ ยาเสพติด ก็จะมีพวกเวิร์คชอปเข้ามา คือผมไม่เคยบอกอะไรผิดอะไรถูก ผมไม่บอกว่าน้องขายบริการมันผิดนะ แต่เราแค่ต้องเข้าใจ มูลนิธิเข้าใจว่าปัญหามันเกิด เขาทำแบบนั้นทำไม ซึ่งวิธีที่เราจะให้เขาเลือกทางที่ถูกได้คือเราต้องหาบางอย่างมาเสริมจิตใจเขา ซึ่งศิลปะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์หลายคนได้ในด้านจิตใจ

EM : อยากให้ลองพูดถึงเวิร์คชอปหน่อย

แซ็ก : จริง ๆ เวิร์คชอปเราเริ่มปีที่แล้ว มีครั้งนึงมีเด็กในมูลนิธิประมาณ 12 คน เป็นเด็กที่มีปัญหา เราก็สอนถ่ายรูป 3 เดือน ก็มีช่างภาพเก่ง ๆ มาสอน ก็จะมีตั้งแต่ประกอบกล้อง พอประกอบเสร็จก็จะมีช่างภาพแต่ละคนที่จะมีสกิลไม่เหมือนกัน เช่น อาทิตย์นี้เป็น portrait ก็จะสอนถ่าย มีแฟชั่น ช่างภาพแฟชั่น แทนที่เราจะให้เขาสอนแฟชั่นเรากลับกัน เราให้เด็กเป็นนายแบบ-นางแบบ แล้วก็มีแพรี่พายมาแต่งหน้า มี Issue บริจาคเสื้อผ้า แล้วความสำคัญของเวลานั้น แบบ พี่ก็เพิ่งมาเข้าใจตรงจุดนั้นว่าเราก็ไม่ได้หวังอะไร นึกภาพเราเป็นเด็กคนหนึ่ง ที่เราเห็น เวลามีแฟชั่นโชว์ เล่นหนัง มันจะมีคนมาทำหน้า คนนึงทำผม คนนึงแต่งหน้า มันมี 5 คนยืนรอบเขาอ่ะ สนใจเด็กหนึ่งคน แล้วเด็กตาเป็นประกาย เพราะเกิดมาเขาไม่เคยมีใครมาสนใจเขา ซึ่งไอ้ value นี้มันเป็นอะไรที่— มันมีความคุ้มค่าของมนุษย์มาก ซึ่งพี่ก็พยายามใช้หลายวิธีมาก

EM : นิทรรศการนี้มีความเป็นมายังไง

แซ็ก : ก็มีน้องคนนึงที่ถ่ายรูปเก่งมาก ชื่อน้องส้ม น้องคนนี้งานเขาขายดีสุดเลยปีที่แล้ว ซึ่งก็มีงานเด็กหลายคนนะ แต่ของน้องส้มขายหมดเลย แล้วหลังจากนั้นน้องส้มคนนี้ก็หายตัวไป ก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน ไปหาที่บ้านก็ไม่มีใครเจอ คือหายตัวไปเลย แล้วมาเจอเขาอีกทีเมื่อประมาณ 5 เดือนที่แล้ว คือหาเขามาปี 1 ไม่เจอ มาหาเจอเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว เราคุยกับน้องว่าเราจะทำโฟโต้อีกรอบนึง แต่เป็นไพรเวท คือน้องกับศิลปิน 2 คน ซึ่งก็เป็นในงานนี้ แล้วเหตุผลของงานนี้มันมี 3 อย่างครับ หนึ่งคือ perspective คือมุมมอง คือนึกภาพเหมือนเราเคยไปตรงซอยนานา พี่ก็จะไปอาทิตย์ละครั้ง แล้วเวลาพี่นึกถึงซอยนานา พี่จะนึกถึงจุดนี้มันจุดเล่นยา จุดนี้คือจุดขายบริการ คือพี่ไม่ได้นึกถึงจุดที่ไปเที่ยว ไปกินดื่มแบบที่คนทั่วไปเค้าอาจจะนึกถึง  มันก็จะเป็นมุมมองต่างกัน แต่มันเป็นที่เดียวกัน ซึ่งพี่ต้องการให้งานนี้มันสื่อถึงว่ามุมมองของเรามันก็จะเป็นสิ่งที่สร้างโลกเรา ซึ่งโลกแต่ละคนมันต่างกัน ไม่ได้มีใครดีหรือแย่กว่ากัน เพียงแต่ว่าเราอยู่ในโลกของเรา ก็อยากเปิดให้เห็นมุมมองอื่นบ้าง สิ่งที่เรารู้จักกัน เห็นเหมือนกัน อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ นี่คืออย่างแรกที่อยากให้คนเข้าใจว่า ทุกคนอยู่ในโลกของเขา เราก็ต้องเปิดใจให้กับโลกนั้นบ้าง

สอง ก็คือเรื่องเป็นการกุศล ก็คือเงินที่ขายรูป ทุกภาพที่เป็นของส้มก็คือเข้ากองทุน แล้วเขาเป็นเด็กทุนเราด้วย ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ค่ากิน ค่าอะไรให้เขาอยู่ เงินที่ได้มาก็เข้ามูลนิธิมาดูแลเขาอีกส่วนคือดูแลเด็กในมูลนิธิ

ส่วนที่สาม ก็คือ คุณค่าของชีวิต ผมบอกส้มว่ารูปที่ขายมาคือเงินที่เขาได้มา ไม่ใช่เงินที่บริจาคมานะ คนเห็นว่าคุณถ่ายรูปเก่ง สิ่งนี้สร้างอนาคตให้คุณได้ คุณไม่ต้องไปเป็นหมอ ไม่ต้องไปเป็นอะไรหรอก มีสกิลที่ฝึกได้แล้วคุณเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งมันเป็น value ที่เด็กหลายคนไม่ได้เข้าใจสิ่งพวกนี้ ซึ่งบางครั้งเราก็ต้องให้โอกาสคนให้อย่างเขาเข้าใจว่าคนเราเกิดมาเรามีทางเลือกได้นะ

EM : ทำไมคุณแซ็กถึงเลือกจะทำงานกับเด็กด้อยโอกาสแทนที่จะเป็นเด็กที่มีความต้องการด้านอื่นเช่นเด็กพิการ

แซ็ก : อาจจะเป็นความ— ไม่อยากใช้คำว่าถนัด แต่โอกาสที่เราได้เจอมากกว่า คือพี่ทำมูลนิธิมาประมาณ 6 ปีแล้ว ตอนแรกเริ่มทำที่ต่างจังหวัดก่อน เพราะว่าแบ็คเราจะเป็นเรื่องสุขภาพ แบบเรื่องจิตวิทยาหลายอย่าง แล้วเราก็ไปดูเรื่องสุขภาพอนามัย แล้วทำไปสักพักนึงก็มีคนที่หัวลำโพงเขาติดต่อมา อยากให้ไปสอน คือตอนแรกพี่สอนพี่ไปต่างจังหวัดใช่ไหม แล้วเวลาไปเด็กมันจะวิ่งมากอด แล้วพอตอนนั้นประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว มีที่ศูนย์นี้เขาติดต่อมาอยากให้มาช่วยสอนเรื่องโรคติดต่อ ยาเสพติด เรื่องสุขภาพ ก็เข้ามาสอน เราก็ตั้งตารางวันแรกไว้ มีตารางเรียนว่าคุณเล่นยาสมองเป็นอย่างนี้ เป็นคลาส คลาสแรกพี่มีประมาณ 20 กว่าคน ทุก 5 นาทีหายไปทีละคน เด็ก 13 – 14 ออกไปดูดบุหรี่ แล้วไม่กลับมา พอจบคลาสเหลืออยู่คนเดียวนั่งฟังเพลง แล้วก็เข้าใจว่า คือวิธีมันต้องแตกต่างกัน พี่ก็เลยแบบเข้าใจว่าพี่คงสอนอย่างนั้นไม่ได้ ต้องหาวิธีอื่น

พี่ก็เลยต้องมี activity มา อาทิตย์นึงมีสอนมวย สอนเต้นหลายอย่าง แล้วแต่ละอย่างมันก็จะมีขั้นตอนของมันไง สุขภาพกาย สุขภาพจิต แล้วอย่างตอนนั้นก็จะมีให้คำปรึกษา เขาก็จะเข้ามาคุยกับเราเรื่องปัญหา ว่าเขาเจอปัญหาอะไร ไปขายตัว วันนี้เจออย่างนี้ เรากับเพื่อนต่อยกันอย่างนี้ ซึ่งอย่างที่กล่าวมา การที่ทำงานกับเด็กด้อยโอกาสมันก็เป็นโอกาสที่เข้ามาหาเรามากกว่า

EM : หลังจากที่ทำงานคลุกคลีกับเด็กกลุ่มนี้มานาน พี่แซ็กพบเจอปัญหาอะไรที่หนักหนาที่สุด และ บ่อยที่สุด จากการทำงานกับน้องๆ

แซ็ก : ส่วนมากจะเป็นเรื่องยาเสพติดกับเรื่องการหาเงินที่เหมือนผิดทางอ่ะครับ เช่นการขายบริการ ซึ่งการหาเงินที่ผิดทางคือเขาไม่ได้คิดว่ามันผิดหรอก หรือเขาอาจจะเข้าใจว่ามันผิดแต่เขารู้สึกว่าไม่มีทางเลือกไง ซึ่งปัญหาหลักที่พี่คิดว่าในสังคมเราคือ ข้อแรกคือความเข้าใจ มันจะเหมือนแบ่งแยกกันไง อาจเพราะไม่รู้จะช่วงยังไง คือเด็กคนนึงเดินมามีปัญหาเราก็ไม่ยุ่ง ผ่านเขาไปกี่คนๆเราก็ยังละเลยเหมือนเดิม คือเรื่องความเข้าใจกัน

สองคือโอกาสที่จะให้ คือเด็กมันก็ไม่ได้มีโอกาสกันทุกคน ซึ่งหน้าที่ของมูลนิธิคือเปิดโอกาสให้เด็ก หยิบโอกาสที่เขาไม่เคยได้ให้เขา เหมือนเราเปิดโอกาสในการถ่ายรูป พอเขาเก่ง เราก็หาวิธี build เขาต่อ เขามีโอกาสในการเต้น เด็กคนนี้เขาเต้น เราก็ build ต่อ เราให้โอกาสให้เด็กเลือกทางที่ถูกต้องด้วยตัวเอง

หลายคนจะถามว่าพี่ช่วยเด็กมากี่คน เราก็จะบอกว่าแค่ 1 คน เพราะ 1 คน คือคนที่อยู่ต่อหน้าเรา คนปัจจุบันคือคนที่สำคัญที่สุดเพราะว่าเราไม่ได้อยู่กับเขาตลอด คนเราดีวันนี้พรุ่งนี้อาจจะแย่ก็ได้ เพราะมันไม่ใช่หนังไม่ใช่ละคร หนังมันมี happy ending จบ แต่ว่าชีวิตเรา มันไม่มีใครมีชีวิตที่ดีตลอดไม่มีใครแย่ตลอด ซึ่งเราทำเท่าที่เราทำได้ในปัจจุบัน เราสร้างมุมมองให้เขา ที่เขาจะได้มองไปในทางที่บวก

EM : อยากให้อธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมการทำโปรเจ็คครั้งนี้ ถึงต้องเป็นการถ่ายภาพ ที่สำคัญคือทำไมถึงต้องเป็นน้องส้ม อยากรู้ว่าเราจะคัดยังไง เราคัดคนที่มาเป็นคนที่เป็นหัวใจของเรื่องราวเหล่านี้อย่างไร

แซ็ก : ทุกกิจกรรมที่เราทำคือกิจกรรมรวม เราต้องดูจากตรงนั้นว่าเด็กคนไหนสนใจ เรียกได้ว่าต้องอินกับมันเลย อย่างเช่น คือสมมติ 10 คนที่เรียนถ่ายรูปใช่ อ่า—3 คนอยากถ่ายเซลฟี่ 4 คนอยากมีรูปลงเฟซบุ๊ค อีก 2 คนอยากถ่ายรูปจริง ๆ ชอบจริง ๆ สนใจจริง ๆ คือมันไม่มีทางที่ทุกคนจะสนใจเหมือนกัน แล้วบังเอิญคือ— จริง ๆ สกิลก็สำคัญ แต่บังเอิญว่าน้องเขาสนใจด้วยแล้วน้องเขาก็มีสกิลด้วย มันเลยไปด้วยกัน มันก็มีเด็กอีกคนที่เขามีสกิลแต่เขาติดคุกไปแล้ว

EM : โจทย์ของการถ่ายภาพครั้งนี้คืออะไรครับ เป็นการสื่อตัวตนของส้มรึเปล่า?

แซ็ก : โจทย์มันเป็นอย่างนี้ครับ คือเราเริ่มจากเรียนก่อน พอเรียนเรื่อย ๆ ใกล้ ๆ เราก็จะเริ่มบอกส้มว่า โอเค เราอยากจะคัดงานส้มมาจำนวนนึง คือเราให้ส้มอยู่ใน process ตลอด เราต้องการให้เขาได้สกิลหมดเลย โอเคส้ม เราจะมาคัดเลือกกันนะ แล้วก็มาคัดกัน เราก็เลือกรูปจำนวนนึงที่เป็นของส้ม แล้วจากรูปนี้ผมให้ศิลปิน ให้ช่างภาพ โอเคนี่คือ inspiration ของคุณ สมมติเป็นรูปมือถือนี้คุณอาจจะต้องถ่ายรูปมือถือ แล้วแต่คุณจะ inspire คุณอาจจะถ่ายรูปมือถือแบบเขาเลยก็ได้ หรือคุณอาจจะถ่ายรูปมือถือที่อยู่บนโต๊ะก็แล้วแต่เป็น inspiration ซึ่งรูปของช่างภาพที่เกิดมา มันเกิดมาใน inspiration จากภาพของน้องส้ม

EM : อยากทราบว่าจะมีนิทรรศการหรือว่าเป็นแบบ performance หรือว่ารูปแบบอื่นๆ สกิลอื่นๆ เกิดขึ้นบ้างมั้ย (ข้อนี้เราคิดในใจทันทีเลยว่า พี่แซ็กต้องตอบว่า มี เพราะน้ำเสียงที่แน่วแน่ และความจริงใจในทุกประโยคที่ชายคนนี้พูด มันแสดงออกถึงความตั้งใจจริงที่แรงกล้าของเขา)

แซ็ก : เราก็จะมีเป็น acting class ปีที่แล้วก็ทำโฆษณา ให้เด็ก ๆ เขาทำ food truck แล้วก็มีโฆษณาวิดีโอ เดี๋ยวเดือนหน้าก็มีเป็นวิดีโอเหมือนกัน ก็คือมีหลากหลายมีเดีย ซึ่งจริง ๆ มูลนิธิเป็นแบบอาสาสมัครหมด เงินทุกบาทก็คือเอาไปช่วยเด็ก มันจะมีค่าพยาบาลที่ต้องจ่าย ซึ่งเรามีอาสาสมัครมาค่อยช่วยเหลือส่วนนึง— สกิลเขาสำคัญด้วยพอถึงที่อาสาสมัครเสนอมาเป็นครูสอนการแสดง มีครูสอนเต้น เขาเป็นโรงเรียนเต้นเขาเสนอมา เขามีบุคลากรอย่างนี้นะ เขามีคนอย่างนี้นะ เราทำอะไรก็ได้ เราก็มานั่งคุยกันว่าจะทำโปรเจ็คยังไงได้ ซึ่งพี่เชื่อว่าทุกอย่างมันเป็นแค่ตัวกลางในการแก้ปัญหา มันเป็นการ expression

EM : สุดท้ายแล้วก็คิดว่าเด็ก ๆ จะได้อะไรไปจากโปรเจ็คนี้ครับหรือว่ามันสร้างแรงผลักดันที่ใหญ่พอหรือเปล่าให้กับน้อง ๆ ที่ได้รับตรงนี้แล้วอยากมุ่งมั่นไปในทางที่ดีขึ้นกับเขาได้

แซ็ก : ผมหวังว่ามันจะช่วยได้ เพราะเป็นอะไรที่เราจะทำเรื่อย ๆ คือมันเป็นการ develop หนึ่งสกิลให้เขา สร้างความมั่นใจให้เขาเพราะมันไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นได้ในคืนเดียว อันนี้เราก็ทำมา 2 ปี เด็กเขาก็พัฒนามาได้ แล้วน้องเขาก็ดีขึ้นเยอะ ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิตเขาดีขึ้นด้วยศิลปะ เขามีสกิลมากขึ้น อย่างน้องส้ม เพราะเขาอายุแค่ 15 เอง เราก็ไม่ต้องการให้น้องเขาเป็นตัวเด่นเพราะว่าความลบในชีวิตของเขา แบบมีคนต้องมาสงสารเราอะไรอย่างนี้ คือเราก็ต้องอยากให้เขาได้โตอย่างเด็กปกติ แล้วพอเขา 18 ก็แล้วแต่เขา ก็หวังว่าอาจจะโชว์ทุกปีก็ได้ ปีหน้าส้มอาจจะเป็นครูก็ได้ ผมอยากให้น้องเขาพัฒนาไปเรื่อย ๆ และนั้นแหละคือความหวังของผม

หลังจากบทสนทนาร่วมหนึ่งชั่วโมงของเราจบลง ความอิ่มเอมใจก็เกิดขึ้นในหัวใจของพวกเราอย่างประหลาด ดีกรีความเท่และจริงใจของชายคนที่เราพูดคุยด้วย ไม่ลดลงเลยตลอดเวลาที่เรานั่งคุย มันกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีจังหวะจะโคน ราวกับมอเตอร์ไซค์คลาสสิคที่สวยงามด้วยรูปลักษณ์และยังทรงพลังจากข้างใน มันทำให้พวกเรารู้ซึ้งขึ้นมาทันทีว่าปัญหาในชีวิตที่เราต้องพบเจออยู่ทุกวันนั้น เล็กลงทันตา เมื่อเทียบกับสิ่งที่ชายคนนี้ต้องเผชิญมากว่า 6 ปี ซึ่งเขาก็ยังมุ่งมั่นและเต็มที่กับมันเสมอตั้งแต่วันและวินาทีแรกกับเด็กคนแรกที่เขาเข้าไปดูแล หัวจิตหัวใจและแนวคิดของชายคนนี้อยู่ห่างจากคำว่าธรรมดาไปมาก เราหวังเหลือเกินว่าทุกคนที่ได้รับฟังเรื่องนี้จะตระหนักและเปิดใจต่อปัญหาของเด็กๆ มากขึ้นบ้าง อย่างน้อยซัก 1 ใน 5 ของพี่แซ็ก ประเทศหรือแม้แต่โลกของเราน่าจะมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ขับเคลื่อนและเติมเต็มโลกที่ไม่สมประกอบใบนี้ไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับใครที่อยากสนับสนุนโครงการดีๆ และ มูลนิธิ SATI สามารถติดต่อได้ที่

Sati Foundation
3/22 Sukhumvit 31, Klongtoey-nua,
Watttana, Bangkok 10110 Thailand

Tel : +66 (0) 81-934-6101
E-mail : sakson@gmail.com

Website http://sati.or.th/

นิทรรศการภาพถ่ายจากฝีมือและมุมมองของน้องส้ม Perspective By SATI จัดแสดงที่

Case Space Revolution

2nd floor of Broccoli Revolution, the corner of Sukhumvit 49

Bangkok, Thailand

Call 02 662 5002

ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม – 26 สิงหาคม 2561

 

เรื่อง : rhunrun และทัศนา พุทธประสาท

ภาพ : rhunrun และทัศนา พุทธประสาท

 

 

you may also like
LIFE
สัญลักษณ์การต่อสู้มะเร็งเต้านมใหม่โดยดีไซเนอร์เบลเยี่ยมชื่อดัง
LIFE
โปรดอย่าลืมประเด็น Sexual Harassment เมื่อปีที่แล้ว
LIFE
เดิมพันของเกียรติยศและการงานในการต่อสู้ระหว่างคนกับเวลา
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2018/07/Untitled-1-5-1024x1024.png