กำแพงเขตแดน
LIFE
กำแพงเขตแดน
Get out of my country

new-country

เป็นที่เข้าใจกันว่ายิ่งมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ดี เกือบทุกประเทศอาศัยรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นรายรับสำคัญของการคลัง รายงานประจำปีของ World Travel & Tourism Council’s และ Oxford Economics เผยว่า การท่องเที่ยวนั้นเติบโตแซงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นปีที่หกซ้อนในปี 2016 ซึ่งคิดเป็น 10.2 เปอร์เซ็นต์ของ GDP โลก หรือเป็นเงิน 7.6 ล้านล้าน USD โดยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจ้างแรงงานจำนวน 292 ล้านทั่วโลก… นี่หนึ่งในสิบตำแหน่งงานบนโลกเชียวนะ!!!

รู้อย่างนี้แล้ว ใครจะบ้าปิดกั้นประเทศตัวเอง และขับไล่นักท่องเที่ยวออกจากประเทศล่ะ จริงไหม?

หารู้ไม่!!! ปัจจุบันนานาประเทศเริ่มมีมาตรการขับไล่นักท่องเที่ยวออกจากประเทศ สาเหตุนั้นมีตั้งแต่ผู้นำประเทศบ้าพลัง ไปจนถึงคนธรรมดาไม่มีที่จะซุกหัวนอน

Big Beautiful Wall

คงเป็นที่คุ้นหูกันไปแล้วสำหรับกำแพงใหญ่แสนสวยของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ต้องการสร้างขึ้นเพื่อกั้นระหว่างชายแดนเม็กซิโก (ไม่ว่าใครจะเป็นคนจ่าย) หรือนโยบายปิดกั้นนักท่องเที่ยวจากเจ็ดประเทศตะวันออกกลางที่กำลังเริ่มเป็นตัวก่อกำแพงกั้นอาณาเขตตัวเองในหลายภูมิประเทศ และถึงแม้จะมีคำสั่งยกเลิกแบนชั่วคราวในสหรัฐ แต่ดูเหมือนว่าการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ทำให้นานาประเทศในยุโรปออกมาตรการแอนตี้ชาวมุสลิมอย่างชัดเจน ซึ่งจากนโยบายนี้ก็มีผลกระทบกับตัวเลขท่องเที่ยวที่บรรดานักวิเคราะห์เรียกกันว่า ‘Trump Slump’ นั่นเอง

Foward Keys ไกด์ท่องเที่ยวชื่อดังจาก Frommer’s ได้วิเคราะห์ไว้ว่าการท่องเที่ยวสหรัฐอาจจะหดตัวไปถึง 6.8 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ และการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวจะลดถึง 6.5 เปอร์เซ็นต์ เพราะนโยบายแบนมุสลิม นอกจากนี้ ตัวเลขสายการบินจากยุโรปตะวันตกที่เดินทางไปสหรัฐลดลงไป 14 เปอร์เซ็นต์ และ 38 เปอร์เซ็นต์จากประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง ซึ่งถ้ามองเป็นการประเมินเม็ดเงินที่ขาดดุลไปนั้นคิดเป็นเงิน 7.4 พันล้าน USD เจ็บปวดซ้ำเติมเมื่อ Global Business Travel Association อ้างอิงจากข้อมูลว่านักธุรกิจกว่า 45 เปอร์เซ็นต์จากยุโรปนั้นจะไม่เดินทางเรื่องธุรกิจที่สหรัฐในปีนี้ นี่ยังไม่นับเงินที่สหรัฐนั้นได้รับจากค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาหรือรายได้จากค่าเทอมการศึกษา และค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ

จากนโยบายเหยียดเชื้อชาติของทรัมป์ผลักดันให้หลายประเทศต้องออกมาเตือนประชากรของตัวเองให้ระวังการเดินทางไปอเมริกา และหลังจากที่มีข่าวเรื่องชาวไนจีเรียจำนวนหนึ่งถูกกันไม่ให้เข้าประเทศแม้จะมีวีซ่าเดินทางท่องเที่ยวอย่างถูกต้อง ทำให้รัฐบาลประเทศเขาออกมาประกาศกับประชาชนว่า “ถ้าไม่จำเป็น ก็อย่าเดินทางไปสหรัฐ”

ผลที่เกิดนั้นไม่เพียงกระทบกับการคลังเท่านั้น แต่กับแรงงานอีก 15 ล้านชีวิตในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของมหาอำนาจตะวันตก และบรรดาเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ได้เลือกทรัมป์ เช่น นิวยอร์ก ไมอามี และลอสแอนเจลีส กลับต้องมานั่งกุมขมับกับนโยบาย ‘เชือดกระเป๋า’ ตัวเอง จนถึงขั้นต้องออกมาตั้งแคมเปญต่อต้านนโยบายรัฐ เช่น ‘All are welcome’ เพื่อดึงดูดและเรียกนักท่องเที่ยวให้กลับมา

new-country3

The Scary Politics

ใกล้บ้านเรามาหน่อยก็มี ประธานาธิบดีของประเทศฟิลิปปินส์ Rodrigo Duterte ที่กำลังสร้างปัญหาให้กับการท่องเที่ยวของประเทศ จนทางการที่ดูแลท่องเที่ยวถึงขั้นต้องออกมาขอให้สื่อเล่นประเด็นการฆ่าตัดตอนผู้ค้ายาเสพติดของรัฐบาลให้น้อยลง เพราะนักท่องเที่ยวเริ่มไม่กล้าเดินทางเข้ามาในประเทศตั้งแต่ดูแตร์เตเข้ามาเป็นรัฐบาล สงครามยาเสพติดในฟิลิปปินส์คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 2,500 ชีวิต ซึ่งยังไม่นับจำนวนอีกเป็นพันที่ถูกสั่งประหารโดยกฎหมายรัฐ ถึงแม้คนส่วนใหญ่ที่เข้าไปเกี่ยวข้องจะเป็นคนจนในสลัม แต่ก็มีนักท่องเที่ยวโดนลูกหลงบ้างเหมือนกัน อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีดูแตร์เตได้ยกเลิกสงครามยาเสพติดไประยะหนึ่งหลังจากที่มีข่าวออกมาว่าตำรวจนั้นใช้สงครามยาเสพติดในการปิดบังการลักพาตัวของนักธุรกิจเกาหลีรายหนึ่ง ทั้งหมดนี้ทำให้รัฐมนตรีการท่องเที่ยว Wanda Teo ออกมาร้องว่า ทุกวันนี้ขายการท่องเที่ยวยากมาก โดยเฉพาะยิ่งประเด็นการฆ่าตัดตอนนั้นยังถูกเล่นบนสื่ออยู่เป็นประจำ

new-country2

‘Over-Tourist’ Crisis

ทั้งนี้ การป้องกันและปิดกั้นผู้ก่อการร้ายแบบเหยียดเชื้อชาติ หรือนโยบายหัวรุนแรง ไม่ได้เป็นเพียงสาเหตุของการขับไล่นักท่องเที่ยว แต่ปัญหาที่เกิดจากนักท่องเที่ยวเองกลับทำให้บางประเทศรู้สึก
‘ยี้’ และเริ่ม ‘แขวะ’ คนนอกที่เดินทางเข้ามา แม้เมืองส่วนใหญ่จะกระโดดโลดเต้นกับจำนวนนักท่องเที่ยว 32 ล้านคนต่อปี แต่สำหรับบาร์เซโลนากลับบอกว่า “เยอะเกินไปแล้ว” ซึ่งเมืองดังในสเปนกล่าวว่า แม้ว่าการท่องเที่ยวนั้นนับได้ถึง 14 เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจ และทางภาครัฐหันมาวางแผนการท่องเที่ยวใหม่ ด้วยการคิดภาษีโรงแรมและสถานที่รองรับการท่องเที่ยวอื่นๆ มากมาย เพื่อพยายามกีดกันไม่ให้นักท่องเที่ยวมารบกวนคนท้องถิ่นจำนวน 1.6 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการท่องเที่ยวในอดีต

ปัจจุบัน เมืองใหญ่ๆ จำนวนมากมีโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เหมือนจะไม่เคยเพียงพอสำหรับการรองรับนักท่องเที่ยวที่บุกเข้าไปยึดถนน ร้านค้า สวนสาธารณะ สร้างความแออัด และทำให้การจราจรติดขัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนในท้องถิ่นขึ้นเรื่อยๆ ที่หนักยิ่งขึ้นคือ พวกเขากำลังจะไม่มีที่อยู่อาศัยเมื่อทุกๆ สถานที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

ปัญหาดังกล่าวก็เกิดขึ้นที่บาร์เซโลนา จนผู้ว่า Ada Colau ต้องออกมาตรการ ‘ควบคุม’ นักท่องเที่ยวด้วยการขีดเส้นแผนผังเมือง และจัดสรรพื้นที่เพื่อจำกัดสถานที่ท่องเที่ยวไม่ให้ลุกลามมาแย่ง
พื้นที่ของคนในท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งยังมีความคิดที่จะเก็บภาษีนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในเมืองแบบไม่ค้างคืน เพื่อจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีอีกด้วย

แม้ว่าดูเผินๆ การท่องเที่ยวสามารถสร้างงานให้คนท้องถิ่นใน บาร์เซโลนาถึง 14 เปอร์เซ็นต์ ทว่า งานที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นับเป็นงานรายได้ขั้นต่ำหรือน้อยกว่า ซึ่งนั่นหมายความว่า คนงานเหล่านั้นไม่ได้จ่ายภาษีให้แก่รัฐ และงานที่เกิดขึ้นนั้นก็มักเป็นแค่งานชั่วคราว

เช่นเดียวกับในสเปน การให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทำให้ธุรกิจเล็กๆ เช่น ธุรกิจซักอบรีด หรืองานช่างไม้ กำลังประสบปัญหา ทำให้คนวัยหนุ่มสาวในสเปนตกงานถึง 43 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ช่วงศตวรรษที่ผ่านมาในย่านโกธิก (Gothic) นั้น มีจำนวนผู้พักอยู่อาศัยลดลงไปกว่าหนึ่งในสาม และ 27 เปอร์เซ็นต์ของที่อยู่อาศัยถูกเปลี่ยนเป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ค่าเช่าดีดตัวขึ้นไปถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี 2014 ทำให้คนทั่วไปไม่มีปัญญาจะจ่ายค่าเช่าในเมือง ถ้าปัญหาเหล่านี้ยังคงสะสมอยู่ต่อไป เป็นไปได้ว่าบาร์เซโลนาจะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวตอนกลางวัน และเป็นเมืองร้างยามค่ำคืน

เมื่อเร็วๆ นี้ UN General Assembly กำหนดให้ปี 2017 เป็น International Year of Sustainable Tourism for Development ซึ่งหมายความว่า ปีนี้จะเป็นปีสำคัญสำหรับการท่องเที่ยว ซึ่งในเวลานี้ การท่องเที่ยวโดยรวมของโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวยุโรปเติบโตขึ้นถึงสี่เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การท่องเที่ยวในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเติบโตขึ้นแปดเปอร์เซ็นต์ จึงน่าติดตามต่อไปว่าถ้าผลกระทบจากท่องเที่ยวนั้นกลับสวนกระแส ไม่ว่าจะด้วยปัญหาทางการเมือง หรือสร้างปัญหาให้กับคนในท้องถิ่น แล้วต่อไปอีกไม่นาน เมื่อถึงคิวของประเทศไทย หรือไม่ก็กรุงเทพฯ นั้น เราจะเป็นอย่างไร…

เพราะบ้านเราก็เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกนี่นา

เรื่อง: นพนันท์ อริยะวงศ์มณี
ภาพ: Getty Images

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/05/open-country.jpg