LIFE
เสี่ยงตายแต่ผ่อนคลายบนเขาเอเวอเรสต์
Freeze, Hike, Love?

new-neapl

คุณเชื่อในรักแรกพบหรือเปล่า? สำหรับเราถ้าไม่นับเรื่องหนุ่มๆ แล้ว ก็คงภูเขาลูกนี้แหละที่ทำให้เราสงสัย อยากทำความรู้จัก อยากไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง และเมื่อได้รู้จักกลับยิ่งหลงเสน่ห์ หลายคนถามเราว่าทำไมต้อง ‘เอเวอเรสต์’… ไม่รู้สิ คงนับตั้งแต่วันที่ได้ฟังคุณหนึ่ง-วิทิตนันท์ โรจนพานิช คนไทยคนแรกที่ได้พิชิตยอดเอเวอเรสต์มาเป็นวิทยากรรับเชิญเล่า ในใจตอนนั้นคิดว่า เขาลูกนี้มันยิ่งใหญ่จนคนหลายคนต้องยอมทุ่มเทชีวิตเพื่อพิชิต เพื่อไปสัมผัสมากขนาดนั้นเชียวหรือ และนับตั้งแต่นั้น เอเวอเรสต์ก็อยู่ในใจ และอยู่ในความสงสัยของเรามาตลอด

new-mepal2

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อ… ทุกครั้งที่เราเริ่มรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวมีอิทธิพลต่อตัวเรามากเกินไป หรือความวุ่นวายรอบตัวมีมากเกินไป จนเริ่มรู้สึกว่า ‘อยู่ไม่สุข’ เราจะเริ่มคิดถึงการไปใช้ชีวิตคนเดียวเพื่ออยู่กับตัวเองและคุยกับตัวเองสักพัก ครั้งนี้ก็เช่นกัน ความตั้งใจในการไปไหนสักที่คนเดียวมีเต็มเปี่ยม เวลามีพร้อม แต่คิดไม่ออกสักทีว่าจะไปไหนดี อยู่ดีๆ เนปาลก็ลอยเข้ามาในหัว พอลองเช็กราคาตั๋วเครื่องบิน ค่าใช้จ่ายการเดินทาง เบ็ดเสร็จแล้วอยู่ในงบที่กันไว้ปลีกวิเวกพอดี เนปาลเลยกลายมาเป็นจุดหมายอันดับแรกของการพักร้อนทันที

ทำไมต้องเนปาล? เป็นคำถามที่เราเจอตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทาง จนกระทั่งกลับมาแล้วก็ยังคงเจอคำถามนี้อยู่ … นั่นสิ…ทำไม? สำหรับเราแล้วการไปเนปาลในครั้งนี้ จุดประสงค์นั้นไม่ใช่การไปถึงจุดหมายปลายทาง แต่ความท้าทายตัวเองอีกขั้นคือสิ่งที่ทำให้เราเลือกออกเดินทางในครั้งนี้ และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากลองท้าทายตัวเองเหมือนกัน บอกได้เลยว่า ตัวเลือกนี้ทำหน้าที่พิสูจน์หัวใจและร่างกายของคุณได้ดีทีเดียว

ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า เนปาลเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางของการเทรกกิ้งที่ยอดนิยมมากที่สุดของโลก โดยมีเส้นทางให้เลือกเดินอยู่มากมายเป็นสิบเส้นทางได้ แต่เส้นทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจะเป็น ABC หรือ Annapurna Base Camp, Annapurna Circuit ที่เป็นเส้นทางเทรกกิ้งเส้นทางแรก และ Everest Base Camp เราเลือก EBC เพราะเราอยากเห็น เอเวอเรสต์เบสแคมป์อยู่ในอุทยานแห่งชาติซาการ์มาธา (Sagarmatha National Park) ของประเทศเนปาล เป็นฐานแรกที่ทุกคนจะปีนขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์มาปักหลัก และเป็นจุดที่เต็นท์อำนวยการของการปีนเขาตั้งอยู่ ถ้าได้ดูหนังเรื่อง Everest น่าจะพอเห็นภาพมากขึ้น ดังนั้น การที่เราไป EBC ไม่ได้แปลว่าเราไปปีนเอเวอเรสต์มานะ และถ้าเราไปในฤดูปีนเขา หรือเรียกว่า summit season ช่วงเดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม พื้นที่ตรงนั้นจะมีเต็นท์ของนักปีนเขาอยู่

การจะขึ้นไปถึง EBC นั้นมีสองวิธี คือการเดิน หรือที่เรียกว่าเทรกกิ้ง และถ้าทุนทรัพย์ไม่ใช่ปัญหา จะนั่งเฮลิคอปเตอร์ก็ได้เช่นกัน สำหรับฐานะอย่างเรา ก็ต้องเลือกการเดินอย่างแน่นอน การเดินนั้นมีทั้งแบบเดินด้วยตัวเอง หรือจะจ้างบริษัททัวร์จัดการให้ก็ได้ง่ายดี ซึ่งแพ็กเกจก็จะรวมทุกอย่าง ตั้งแต่ค่าตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ กาฐมาณฑุลุคลา ค่าโรงแรมที่พักทั้งที่กาฐมาณฑุและตลอดการเดินทาง ค่าไกด์ ค่าลูกหาบ ค่าอาหารทุกมื้อ ค่าเข้าอุทยาน ค่า permit ค่าเช่าถุงนอน แต่จะไม่รวมค่าน้ำดื่มและค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าอาบน้ำร้อน ค่าทิป เป็นต้น สำหรับเราที่เป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียว และเป็นครั้งแรกของการเทรกกิ้งในเนปาล จึงเลือกผจญภัยแบบยังห่วงความปลอดภัยของตัวเองอยู่บ้าง ด้วยการซื้อแพ็กเกจแบบไพรเวตมีไกด์หนึ่ง ลูกหาบหนึ่ง เดินไปกับเราตลอดเส้นทาง

การเทรกกิ้งเส้นทาง EBC ใช้เวลาประมาณ 15 วัน แล้วแต่ว่าจะพักปรับระดับความสูงกี่ครั้ง และใช้เวลาในการเดินลงกี่วัน สำหรับเราที่มีระดับความอึดเกินมาตรฐานหญิงไทย เราใช้เวลาขึ้นแปดวัน และลงสามวัน

ในช่วงแรกของการเดินทาง ความตื่นเต้นนั้นยังมีอยู่มากเพราะใจและกายยังพร้อมสู้ ทุกสิ่งทุกอย่างยังตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นวิวเขาที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เทือกเขาหิมาลัยสูงมากและอลังการมาก ภูเขาในเมืองไทยที่เราเคยปลาบปลื้มยามนั่งรถผ่านนี่เด็กๆ ไปเลย ขบวนลาน้อยที่เดินสวนทางส่งเสียงกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งน่ารัก ลูกหาบที่แบกของมากมายบนหลังจนสร้างความประหลาดใจว่ามนุษย์สามารถแบกสิ่งของเหล่านี้บนหลังแล้วเดินขึ้นเขาได้อย่างไรกัน อากาศระหว่างการเดินทางช่วงแรกๆ ร้อนกว่าที่คิดไว้มาก แดดแรงจัดส่องลงมาแผดเผาหน้า ยิ่งเดินยิ่งร้อนยิ่งอบอ้าว แต่พอหยุดเดินเท่านั้น ลมเย็นก็ปะทะจนหนาวสั่น

new-alpe

อากาศบนภูเขาเป็นที่รู้กันว่าเอาแน่เอานอนไม่ได้ กลางวันอุณหภูมิประมาณ 15 องศา แต่ตกกลางคืนลดลงมาถึง -7 องศาเลยทีเดียว คืนแรกที่ยังตั้งตัวไม่ทัน เรียกว่าหนาวสะท้านและกังวลใจขึ้นมาทันทีว่าจะรอดไหม

ตลอด 11 วันบนเขา ชีวิตแต่ละวันไม่ต่างกัน ตื่น เก็บของ กิน ออกเดินทาง ถึงที่พักก็กิน แล้วนอนเตรียมร่างสำหรับวันต่อไป ชีวิตทำอยู่แค่นั้นตลอด 11 วันจริงๆ จะต่างกันก็ที่วิว สภาพเส้นทาง ผู้คนที่พบเจอ และสภาพที่พัก กิจกรรมหลักในทุกวันคือการเดิน ระยะทาง ระยะเวลาแตกต่างกันไป เดินอยู่ราววันละ 5-7 ชม. บางวันก็เป็นทางเดินขึ้นยาวๆ เหมือนการขึ้นบันไดที่ไม่สิ้นสุดเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมงติดต่อกัน ชีวิตตลอดการเดินทางไม่ได้สะดวกสบายเหมือนการไปเที่ยวเขาใหญ่ ไม่มีอาหารดีๆ ไม่มีที่พักหรูหรา ยิ่งเดินสูงขึ้นเท่าไร ความลำบากก็มากขึ้นเท่านั้น ด้วยความที่ทุกอย่างบนเขาต้องแบกมาจากด้านล่าง ดังนั้น ไกด์จะไม่แนะนำให้เรากินเนื้อสัตว์เพราะมันจะไม่สดและไม่สะอาด เราจึงต้องเป็นมังสวิรัติกัน อาหารรสชาติไม่แย่ ถ้าเบื่อก็สั่งข้าวไข่เจียวมากิน แต่การกินติดต่อกันหลายวันก็มีพะอืดพะอมบ้าง ช่วงวันหลังๆ เราจึงรู้สึกเบื่ออาหารไปโดยปริยาย

ยิ่งนานวันร่างกายก็ยิ่งสะสมความเหนื่อย ทั้งจากการเดินและผลกระทบจากความสูง ยิ่งสูงอากาศยิ่งเบาบาง ยิ่งสูงร่างกายยิ่งไม่คุ้นชิน เหนื่อยง่ายมากขึ้นเพราะร่างกายขาดออกซิเจน เมื่อระดับความสูงเกิน 4,000 เมตร เราสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้อย่างชัดเจน อาการ Acute Mountain Sickness (AMS) อ่อนๆ ส่งผลให้เราเริ่มปวดหัว ความอยากอาหารลดลงจนแทบจะไม่แตะอาหาร เมื่อไม่กินก็ไม่มีแรงเดิน กลางคืนก็นอนหลับไม่สนิท ซึ่งเรื่องนอนไม่หลับ ไกด์กับลูกหาบก็เป็นเช่นกัน ร่างกายเราเริ่มโหยหาออกซิเจนซะแล้ว

จุดพีกของการเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นในวันที่แปด ซึ่งเป็นวันที่เราจะเดินถึงจุดหมาย เอเวอเรสต์เบสแคมป์ในช่วงบ่าย ทำให้วันนั้นรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ ลืมอาการเหนื่อยที่สะสมมาตลอดแปดวันไปได้ชั่วขณะ ทางเดินวันนั้นมีแต่หิน ทราย และพุ่มไม้เตี้ยที่ดูแห้งแล้งมาก บรรยากาศเข้าใกล้ดาวอังคารไปทุกที เราเดินบนคุมบูกลาเซียร์ (Khumbu Glacier) หรือหินใต้เท้าเรานั้นคือน้ำแข็งนั่นเอง ทางเดินนั้นเดินยากมาก ไม่มีทางที่ชัดเจน ต้องก้าวไปบนก้อนหินทีละก้อน และต้องเล็งให้ถูกว่าก้อนที่เหยียบลงไปนั้นมันจะไม่เคลื่อนตัว ทางมันช่างเวิ้งว้าง มองไม่เห็นจุดหมายเลยจริงๆ จนไกด์ชี้ให้เห็นว่า ตรงนู้นน่ะคือเบสแคมป์แล้ว อีกนิดเดียวเอง อีกนิดเดียว… แต่ภาพที่เห็นนี่คืออยู่ด้านล่างๆ ลิบๆ ให้ลองนึกภาพตามว่าตอนนี้เรากำลังเดินอยู่บนเขา และเบสแคมป์คือการต้องเดินลงเขาไป แล้วขึ้นเขาไปอีกลูก คิดภาพตอนไปว่าท้อแล้ว คิดถึงตอนขากลับนี่หมดแรงยิ่งกว่า เพราะเราต้องกลับทางเดิม ดังนั้น เดินลงไปเท่าไร แปลว่าก็ต้องไต่ปีนเขาขึ้นมาเท่านั้น

ทว่าวินาทีที่เท้าเหยียบลงบนพื้นที่ที่เรียกว่า เอเวอเรสต์เบสแคมป์ที่ระดับความสูง 5,364 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ความเหนื่อยความล้าที่สะสมมาตลอดแปดวันหายไปหมดสิ้น ไกด์เข้ามาจับมือแล้วกอดแสดงความยินดีที่เดินทางมาถึงเบสแคมป์ ได้หันมองรอบตัวแบบ 360 องศา ตัวเราหดเล็กลง เป็นเพียงแค่ส่วนนิดเดียวของโลก ภูเขาหิมะ และธารน้ำแข็งรอบตัวเราดูยิ่งใหญ่มาก ภาพเบื้องหน้าสวยงามเกินบรรยาย เราถ่ายรูปตรงนั้นอยู่ประมาณ 10 นาทีไกด์ก็ชวนให้เดินกลับ การเดินทางมาที่นี่ใช้เวลาแปดวัน แต่เรามีเวลาดื่มด่ำกับมันประมาณ 10 นาทีเท่านั้น จึงพยายามซึมซับภาพเพื่อเก็บเป็นความทรงจำไว้ให้มากที่สุด

new-alpe2

ไฮไลต์ของทริปนี้ไม่ได้จบลงแค่ที่เบสแคมป์ หากอยู่ที่การขึ้นยอดคาลาปาธาร์ (Kalapathar) ที่ซึ่งคุณจะได้เห็นยอดเขาเเวอเรสต์ได้ชัดเจนที่สุด เต็มตาที่สุด ใช้เวลาในการเดินขึ้นสองชั่วโมงและเดินลงหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้ทันเห็นภาพแสงสีทองแรกส่องประกายบนยอดเอเวอเรสต์ เราต้องเริ่มออกเดินทางเดินขึ้นตั้งแต่ตีสี่ อย่างที่บอกว่าอย่าไว้ใจอากาศบนเขา หลังกลับจากเบสแคมป์อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ลมแรงมากตลอดคืนได้ยินเสียงลมตีพั่บๆ ตลอดเวลา ลังเลอยู่นานว่าจะไปหรือไม่ไปดี สุดท้ายก็เปิดประตูโรงแรมออกไปตอนตีสี่สะท้านกับลมแว่บแรกที่ฟาดเข้าหน้า หันไปถามไกด์ว่า ตอนนี้อุณหภูมิเท่าไร ได้รับคำตอบสั้นๆ ว่า “-20” ลมแรงมาก แรงจนแทบไม่ต้องเดินลมก็สามารถพัดตัวเราให้เคลื่อนที่ได้ หนาวมาก สบถไปตลอดทาง เดินไปก็โวยวายไป ไม่เอาแล้ว เราไม่อยากทำสิ่งนี้แล้ว สุดท้ายบอกไกด์ว่าเราเดินไม่ไหวแล้วมันหนาว ไกด์เสนอทางเลือกสองทาง คือ “เดินลง” หรือ “รออยู่ตรงนี้ อีกหนึ่งชั่วโมง พระอาทิตย์ก็ขึ้นแล้ว” ณ ตอนนั้นทางเลือก

new-alpe5

ทั้งสองอย่างนี้แย่ทั้งคู่ ให้เดินลงก็เสียดายที่อุตส่าห์ตะกายขึ้นมา แต่ถ้าจะให้หยุดรอตรงนี้คงจะแข็งตายแน่ๆ จึงพยายามค่อยๆ เดินต่อ สุดท้าย… เราไม่สามารถทนกับแรงลมและความหนาวระดับ -20 องศาได้อีกต่อไป ณ ตอนนั้นถึงจุดที่คิดว่ามันเกินลิมิตตัวเราแล้ว เราจะตายเมื่อไรก็ได้ และเราจะตายตรงนี้ไม่ได้ ความสูงที่ 5,500 เราหายใจไม่ได้แล้ว ปวดหน้าอก หัวเราไม่คิดอะไรแล้วเลยตะโกนบอกไกด์ว่า “No more! I cannot move and I will not move!” สิ่งที่คิดและรู้สึกตอนนั้นคือ ฉันจะมาตายตรงนี้ไม่ได้ มันเหนื่อย หายใจไม่ออกจนแทบจะขาดใจ ไกด์คงรู้แล้วว่า ณ จุดนั้นเราไม่ไหวแล้ว เพราะปากเราม่วงหมดแล้ว (เขามาเล่าให้ฟังทีหลัง) ไกด์บอกว่า โอเค ยูหันหลังกลับมาสิ ภาพที่เห็นคือแสงแรกบนยอดเขาเอเวอเรสต์ มันมหัศจรรย์มาก การได้เห็นภาพนี้ด้วยตาของตัวเองมันสวยงามกว่าที่เคยเห็นในภาพถ่ายมาก เราอึ้งกับภาพที่เราเห็นจนน้ำตาคลอ ภาพตรงหน้าสวยมากแต่เราไม่สามารถกดชัตเตอร์ถ่ายภาพได้เพราะมือแข็งไปหมด ไกด์บอกว่า “ตอนนี้ยูอยู่ที่ 5,500 เมตรแล้วนะ เป็นความสูงที่ยูทำได้สำหรับทริปนี้”

จากที่ได้พูดคุยระหว่างทาง คนที่มา EBC นั้นแยกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ หนึ่งคือ คนที่อยากเห็นเอเวอเรสต์ด้วยตาตัวเองสักครั้ง และสองคือ คนที่อยากทดสอบลิมิตของตัวเอง ที่น่าแปลกใจคือ เกือบทั้งหมดไม่เคยเทรกกิ้งและไม่ได้อินกับภูเขามากมาย แต่ขอมาเพราะสองข้อนี้ ดังนั้น เชื่อเถอะถ้ากายพร้อม และใจโคตรถึง ก็มาได้

คุณแม่ท่านหนึ่งที่ได้เจอกันเพราะเริ่มทริปพร้อมกันแต่เขาป่วยเสียก่อนเลยไปไม่ถึง ต้องเดินลงและปล่อยให้ลูกสาวเดินต่อไปคนเดียว ได้เจอกันอีกครั้งในวันสุดท้ายของการเดินทางของเราทั้งคู่ เขาบอกเราว่า จำไว้ว่ามีคนจำนวนมากที่ไปไม่ถึงเป้าหมาย บางคนถึงขั้นเสียชีวิต และให้เราภูมิใจกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของชีวิต

ถ้าคุณรู้สึกมีคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ หรืออยากลองท้าทายตัวเองสักครั้ง เราขอให้คุณลองไปสัมผัสภูเขาสักครั้ง แล้วคุณจะรักตัวคุณมากกว่าเดิม

เรื่องและภาพ: จิตรารัตน์ ลิขิตเกียรติกุล

you may also like
LIFE
แฟชั่นกับวงการแพทย์ เกี่ยวข้องกันยังไง
LIFE
อะไรคือรางวัลของการต่อสู้กับเวลาของคนทุกวันนี้?
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/05/open-alpe.jpg