LIFE
MR & MR SMITH
สังคม การเมือง กับรักร่วมเพศ

new-gg1

เป็นเรื่องที่ทั้งน่าตลกและน่าสลดกับความเป็นจริงของโลกเรานี้ ที่สังคมเปิดใจกว้างกับการแต่งงานแบบพิสดารกับวัตถุและสิ่งของได้ แต่ในแง่ของรักร่วมเพศหรือรักเพศเดียวกันนั้น กลับยังคงล้าหลังในแง่มุมความคิดและกฎหมาย

โดยรวมแล้ว ประเทศไทยและคนไทยนั้นค่อนข้างมีความอดทนสูง และให้การยอมรับกลุ่ม LGBT หรือ Lesbian, Gay, Bisexual และ Transgender ว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งยังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ gay friendly อีกต่างหาก นอกจากนี้จากการวิจัยของ University of Hong Kong พบว่าหนึ่งใน 166 ของชายไทยนั้นเป็นกะเทยแปลงเพศ เทียบกับหนึ่งใน 2,500 ของผู้ชายอเมริกันในฐานะปัจเจกชน ดูเหมือนเราจะยอมรับว่าบุคคลรักร่วมเพศเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในระดับสังคมเรากลับมีอคติต่อกลุ่มคนเหล่านี้อย่างน่าประหลาดใจ

new-gg2

The Puppets

การยอมรับนั้นก็มี stereotype ที่ต้องเอาอย่าง และการที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมก็จำเป็นต้องมีที่ยืนในสังคม “มีคนไม่น้อยที่พอเห็นเราทำตัวไม่เหมือนเกย์ ‘ทั่วไป’ ไม่กระดี๊กระด๊าไม่ทำตัวเฮฮา เสียงดัง ก็มองเรากันแปลกๆ” คู่เกย์ บาสกับโอม (นามสมมติ) เล่าถึงวิธีการแสดงออกให้สังคมยอมรับ

ไม่ต่างอะไรจากหุ่นเชิด เมื่อต้องเข้าสังคมและทำตัวให้สมกับความคาดหวัง เช่น สาวทอมชื่อแอม (นามสมมติ) ที่เผยว่าเวลาควงแฟนสาวไปไหน ก็มักจะพบคำถามเดิมๆ ที่จาบจ้วง sexual preference ของพวกเธอ แต่สิ่งที่ทำได้ก็เพียงแต่ ‘ยิ้ม’ พยักหน้า และบ่ายเบี่ยงที่จะตอบโดยการเล่นมุกตลกแทน

“ปกติแล้ว ไม่ค่อยมีใครเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือแสดงท่าทางไม่พอใจเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ถึงจะมีการเหยียดเพศในระดับสังคมอยู่บ้าง แต่คนทั่วไปนั้นก็ไม่ได้มีการแสดงออกในเชิงต่อต้าน” แอมเผย

ในทางกลับกัน โพลจากเว็บไซต์ LGBT The center เผยสถิติว่าคนไทยในวัย 17-24 ปี จำนวน 56 เปอร์เซ็นต์มองว่าการรักร่วมเพศเป็นสิ่งผิด ต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ที่คนหนุ่มสาวกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เห็นว่าสังคมควรเปิดใจยอมรับการรักร่วมเพศเสียที

แม้บ้านเราจะไม่มีกฎหมายต่อต้านกลุ่ม LGBT และทางภาครัฐเองจะโปรโมตภาพลักษณ์ gay friendly ของประเทศไทยในเชิงธุรกิจการท่องเที่ยว หากนโยบายด้านสิทธิ์ของคนกลุ่มดังกล่าวกลับแทบไม่ได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่แปลงเพศแล้ว

ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยว่าด้วยเรื่องครอบครัว มาตรา 1448 กำหนดให้ชายและหญิงเท่านั้นสามารถจดทะเบียนสมรสกัน บรรดากลุ่มรักร่วมเพศจึงยังไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ ในปี 2012 นายนที ธีระโรจนพงษ์ อายุ 55 ปี แกนนำเครือข่ายอัตลักษณ์ทางเพศพร้อมนายอรรถพล จันทวี อายุ 38 ปี แฟนหนุ่ม ขอจดทะเบียนสมรส ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ หลังครองคู่กันมา 19 ปี แต่ถูกปฏิเสธ จึงเป็นการบังคับให้คู่เกย์จำนวนมากตัดสินใจไปแต่งงานกันที่ต่างประเทศ

new-gg3

กลุ่มอัญจารีเพื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ กลุ่มเพื่อสิทธิ LGBT ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กำลังเสนอกฎหมายฉบับใหม่เพื่ออนุญาตให้คู่รักร่วมเพศใช้นามสกุลเดียวกัน และมีสิทธิ์ทางมรดกอย่างคู่สมรสปกติ แต่ข้อเสียก็คือการเพิ่มอายุผู้จดทะเบียนจาก 18 ปี เป็น 20 ปี และยังไม่สามารถที่จะรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยงตามกฎหมายได้ สภาได้ผ่านพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศในปี 2015 ซึ่งปัจจัยหลักนั้นร่างขึ้นมาเพื่อปกป้อง LGBT และลงโทษกลุ่มผู้ที่หมิ่นเรื่องเพศ ซึ่งมีโทษจำคุกถึงหกเดือน และปรับ 20,000 บาท

มาตราสามในพระราชบัญญัตินี้ ‘การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ’ หมายความว่า การกระทำหรือไม่กระทำการใด อันเป็นการแบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยปราศจากความชอบธรรม เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด

สมชาย เจริญอำนวยสุข อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอธิบายว่า กฎหมายนี้จะมีผลบังคับให้หน่วยงานรัฐหรือเอกชนหรือบุคคลไทยทั่วไปไม่สามารถออกนโยบายเหยียดหรือกีดกันกลุ่มชาวเกย์ในทุกรูปแบบ

“ดูเหมือนว่าสังคมจะมีขอบเขตของการยอมรับและมีที่ยืนให้กับกะเทยเฉพาะในแวดวงบันเทิงหรืออุตสาหกรรมท่องเที่ยวเสียมากกว่า” เคท ครั่งพิบูลย์ อาจารย์กะเทยคนเดียวของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวไว้ ซึ่งเธอเองนับเป็นหนึ่งในคนจำนวนน้อยที่ได้รับเข้าทำงานจากความสามารถและความเป็นตัวของตัวเอง มีกะเทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องตัดผมแต่งตัว ‘แอ๊บแมน’ เพื่อสมัครงาน และเข้าสังคมเพื่อได้รับการยอมรับ

เมื่อห้าปีก่อน รัฐได้เลิกการจัดแบ่งกะเทยอยู่ในกลุ่มบุคคลประเภท ‘จิตไม่สมประกอบ’ ปัจจุบัน คู่รักเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนใช้นามสกุลร่วมกันได้ และมีสิทธิ์ครอบครองมรดกแบบคู่สมรสทั่วไป อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกฎหมายอีกจำนวนมาก เช่น การรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม ที่ยังคงให้สิทธิ์เฉพาะคู่สมรสชาย-หญิงเท่านั้น

แต่ถึงอย่างนั้น การพัฒนาต่างๆ ถือเป็นสัญญาณด้านบวก “ก็ยังดีกว่าประเทศอื่นๆ ถึงกฎหมาย LGBT จะยังล้าหลัง” แอมกล่าวปนหัวเราะ “แค่ตอนนี้อยู่ได้อย่างไม่ต้องพะวง ไม่โดนระราน จะว่าไปประเทศไทยและคนไทยก็ค่อนข้างจะเปิดกว้างในมุมเรื่อง gay rights”

Top 5 Gay Friendly Countries

สเปน

จาก Pew Survey ระบุว่าประชากรชาวสเปนนั้นยอมรับเรื่องรักร่วมเพศถึง 88 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้กฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของชาว LGBT นั้นค่อนข้างจะพัฒนาไปไกลกว่าประเทศอื่นๆ

เนเธอร์แลนด์

เป็นประเทศแรกที่มีกฎหมายอนุญาตให้เพศเดียวกันสามารถแต่งงานกัน และถือเป็นประเทศผู้นำด้านกฎหมายสิทธิ์ LGBT อีกด้วย

เบลเยียม

นอกจากเป็นประเทศที่สองในโลกที่ legalize การสมรสระหว่างเพศเดียวกันนั้น เบลเยียมนั้นเป็นสวรรค์สำหรับชาวเกย์ ด้วยโรงแรมและบาร์ในกรุงบรัสเซลส์ (Brussels) ที่ gay friendly มากๆ

แคนาดา

เป็นอีกที่ที่ให้การคุ้มครองกลุ่ม LGBT มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของประชากรตอบรับ Pew Survey ไปในทางบวก แถมช่วงซัมเมอร์นั้นเป็นเวลาที่ดีที่จะไปเที่ยวแคนาดา โดยเมืองใหญ่ๆ จัดงานเกย์เฟสติวัล และพาเหรดกันเป็นประเพณี

เยอรมนี

ด้วยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่สนับสนุนให้เพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันแดนแห่งเบียร์เองก็จัดได้ว่าเป็นสวรรค์ของชาวเกย์ในยุโรปอีกที่หนึ่ง

เรื่อง: นพนันท์ อริยะวงศ์มณี
ภาพ: GETTY IMAGES

you may also like
LIFE
แฟชั่นกับวงการแพทย์ เกี่ยวข้องกันยังไง
LIFE
อะไรคือรางวัลของการต่อสู้กับเวลาของคนทุกวันนี้?
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/02/open-ggg.jpg