LIFE
M to R of KING Bhumibol Adulyadej
น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

new-m

M (MAHAJANAKA)

พระมหาชนก เป็นหนึ่งในทศชาดก หรือชาดก 10 ชาติสุดท้ายก่อนที่พระโพธิสัตว์จะประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยชาดก พระมหาชนก ว่าด้วยเรื่องการบำเพ็ญวิริยบารมี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีความสนพระราชหฤทัย จึงทรงศึกษาเรื่องพระมหาชนกในพระไตรปิฎกและทรงแปลเป็น
ภาษาอังกฤษตรงจากมหาชนกชาดก โดยทรงดัดแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ทั้งยังทรงแปลเป็นภาษาสันสกฤตประกอบอีกภาษา นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงวาดแผนที่ แสดงสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองโบราณบางแห่ง และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับทิศทางลม กับกำหนดวันเดินทะเล ตลอดจนจุดอับปางของเรืออับโชค ทรงคาดคะเนโดยอาศัยข้อมูลทางโหราศาสตร์อีกด้วย

สำหรับเรื่องความเพียรของพระมหาชนกปรากฏชัดเมื่อครั้งเกิดพายุใหญ่ และเรือล่มจมสู่ท้องทะเล ระหว่างการเดินเรือสู่ดินแดนสุวรรณภูมิเพื่อทำการค้าสะสมทุนรอน และกำลังคนเพื่อชิงเอาราชสมบัตินครมิถิลากลับคืน ครั้งนั้นพระมหาชนกทรงแหวกว่ายอยู่ในทะเลถึงเจ็ดวัน นางมณีเมขลา เทพธิดาผู้รักษามหาสมุทร เห็นพระมหาชนกว่ายน้ำอยู่เช่นนั้น จึงสนทนากันจนนางมณีเมขลาเข้าใจในปรัชญาของการบำเพ็ญวิริยบารมี นางมณีเมขลาจึงช่วยอุ้มมหาชนกกุมารจากท้องทะเล และพาขึ้นฝั่งเมืองมิถิลา

เรื่องราวของพระมหาชนก เป็นพระราชนิพนธ์ออกจำหน่ายเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองปีกาญจนาภิเษก พ.ศ. 2539 และเป็นที่ชื่นชมโดยทั่วไป หากด้วยหนังสือพระราชนิพนธ์มีความซับซ้อนในข้อความและภาพ ในปีพ.ศ. 2542 เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์พระราชนิพนธ์ พระมหาชนก อีกครั้งในรูปแบบของการ์ตูน โดยมีชัย ราชวัตร นักวาดการ์ตูนชื่อดัง เป็นผู้วาดภาพการ์ตูนประกอบ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้อ่านที่หลากหลายขึ้น

ในปีพ.ศ. 2557 พระมหาชนก กลับมาอีกครั้ง หากได้รับการนำเสนอในรูปแบบใหม่คือ การ์ตูนแอนิเมชั่น และจัดฉายในโรงภาพยนตร์ และออกอากาศทางโทรทัศน์ทุกสถานี ในปีเดียวกัน ยังมีการแสดงแสง สี เสียงในชุด ‘พระมหาชนก เดอะ ฟีโนมีนอน ไลฟ์โชว์’ อีกด้วย

‘วรรณกรรม’ นับเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญ ดังพระราชดำรัสที่พระองค์ทรงแสดงถึงจรรยา-บรรณในการเขียนหนังสือตอนหนึ่งว่า “นักเขียน นักประพันธ์ งานสำคัญก็คือ แสดงความคิดของตนออกมาเป็นเรื่องชีวิต หรือเรื่องแต่งขึ้นมา เพื่อให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ คือความรู้บ้าง บันเทิงบ้าง นักแสดงความคิดสำคัญมาก เพราะว่ามีอิทธิพลต่อชีวิตของมวลมนุษย์ อาจทำให้เกิดความคล้อยตามไป และตัวท่านเขียนดีก็ยิ่งคล้อยตามกันมาก ฉะนั้น นักประพันธ์ต้องมีความรับผิดชอบสูงเพราะท่านเป็นผู้ปั้นความคิดและความบริสุทธิ์ในความคิดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังบทความกลั่นกรองไว้ในสมองว่า สิ่งที่จะเขียนออกมาจะไม่แสลง ไม่ทำลายความคิดของประชากร ไม่ทำลายผู้อื่น และตนเอง คือมีเสรีภาพในการเขียนอย่างเต็มที่ในขอบเขตของศีลธรรม” พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะกรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515

ตลอดระยะเวลาการครองราชย์อันยาวนาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงอุทิศพระวรกายทรงงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดไม่รู้จักเหนื่อย แต่ยังทรงมีพระวิริยอุตสาหะในการพระราชนิพนธ์และทรงแปลหนังสือออกมาจำนวนไม่น้อย นับเป็นพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถทางด้านภาษาและวรรณกรรม จนเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่ผู้สร้างสรรค์งานเขียนในปัจจุบัน

new-n

N (NAILUANG)

แม้ประชาชนชาวไทยจะคุ้นเคยกับการใช้สรรพนามเรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ว่า ‘ในหลวง’ ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ แต่หลายคนอาจไม่ทราบถึงที่มาที่ไปของคำๆ นี้มากนัก จากการชี้แจงถึงรากศัพท์ของคำว่า ในหลวง ในหนังสือ สาส์นสมเด็จ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ประทานพระอธิบายตั้งแต่ความหมายของคำว่า ‘ใน’ ซึ่งมีความหมายตรงข้ามกับคำว่า ‘นอก’ ส่วนคำว่า ‘หลวง’ หมายความว่าใหญ่โต โดยคำหลังสุดมักถูกนำไปประกอบกับคำอื่นเพื่อขยายความเพิ่มเติม เช่น เมืองหลวง หมายความว่า เมืองใหญ่ที่เป็นราชธานี วังหลวง หมายความว่า วังที่เป็นใหญ่

ทว่า มูลเหตุที่เกิดคำว่า ในหลวง เกี่ยวข้องกับการปกครองสมัยโบราณ ที่มีลักษณะพ่อปกครองลูก โดยมีคำเรียกว่าผู้ปกครองตามขนาดของอาณาจักร ไล่ตั้งแต่พ่อเมือง พ่อขุน ไปถึงขุนหลวงสำหรับราชธานีขนาดใหญ่ โดยค้นพบการใช้คำว่า ขุนหลวง ในสมัยอยุธยา อีกทั้งยังตัดเอาคำว่า หลวง ไปประกอบกับคำอื่น เพื่อแทนความหมายว่า ของพระเจ้าแผ่นดิน เช่น คนหลวง ช้างหลวง เรือหลวง หมายความว่า คน ช้าง และเรือ อันเป็นของขุนหลวง

อย่างไรก็ดี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานพระอธิบายเพิ่มเติมว่า การใช้คำว่า ของหลวง มีแต่ในตำรับตำราที่แต่งขึ้นสมัยกรุงธนบุรี ส่วนตำราที่แต่งในรัชกาลที่ 1 เริ่มใช้คำว่า ‘ในหลวง’ ทั้งนั้น อาจเป็นไปได้ว่ามีการสั่งให้เลิกใช้คำว่า ‘ของหลวง’ และใช้คำว่า ‘ในหลวง’ แทนก็เป็นได้ ซึ่งคำนี้จัดอยู่ในคำพวกเดียวกับ ‘ในวังขุนหลวง’ หรือ ‘ในกิจการของขุนหลวง’ จึงเรียกหมายความต่อไปถึงพระองค์พระเจ้าแผ่นดินตามสะดวกปากว่า ‘ในหลวง’ อย่างเดียวกับคำว่า ‘ของหลวง’

นอกจากนี้ คุณครูลิลลี่-กิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์ ผู้ชำนาญด้านภาษาไทย เคยเขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทความ ‘ในหลวงของแผ่นดิน’ ในเว็บไซต์ไทยรัฐ เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ว่ามีข้อสันนิษฐานไว้สองข้อด้วยกัน กล่าวคือ หนึ่ง คำๆ นี้มาจากคำว่า นายหลวง หรือนายของหลวง อาจจะเป็นเจ้านายของคนหลวง คนราชการทั้งปวง แล้วกร่อนเสียง นายเป็นใน สอง มาจากคำว่า ในวังหลวง เนื่องจากราษฎรสมัยก่อนน้อยคนมากจะรู้จักพระนามเต็มๆ ของพระมหากษัตริย์ จึงมีคำเรียกแทนพระองค์โดยนำเอาชื่อวังของท่านบ้าง หรือเรียกสิ่งแทนพระองค์บ้าง เช่น พระเจ้าท้ายสระ เป็นต้น คำว่า ในหลวง จึงน่าจะมาจากการกร่อนคำว่า ในวังหลวง หรือพระมหากษัตริย์ในบรมมหาราชวังหลวงก็เป็นได้

new-o

O (ONITSUKA TIGER “MEXICO 66”)

รองเท้าผ้าใบที่ออกแบบและผลิตขึ้นสำหรับใส่วิ่งบนลู่แข่ง มีทรงเรียวยาว ทำจากหนังทั้งคู่ ลวดลายที่จดจำได้ง่ายคือ มีเส้นตัดเป็นกราฟิกอยู่ด้านข้างรองเท้าคล้ายๆ ลาย ‘ติ๊กถูก’ หรือ ‘Swoosh’ ของ Nike (เพราะ Onitsuka คือบริษัทที่ยอมรับทำต้นแบบรองเท้าวิ่งคู่แรกให้กับ Phil Knight ผู้ก่อตั้งไนกี้) มักเห็นบนเท้าของดารา และแฟชั่นไอคอน อย่าง Jared Leto เจ้าฟ้าชาย Charles หรือแม้กระทั่ง Andy Warhol แต่ก่อนที่สุภาพบุรุษเหล่านี้จะใส่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของเราทรงใส่นำแฟชั่นมาก่อนหลายสิบปี! รูปที่คุ้นตาพวกเรานั้นคือ รูปที่พระองค์เสด็จฯ ไปทรงงานยังแหล่งทุรกันดาร โดยทรงฉลองพระบาท Onitsuka Tiger รุ่น Mexico 66 สีดำตัดขาว ในภาพ ทรงก้าวกระโดดข้ามแอ่งน้ำแบบไม่ทรงกลัวเลอะ ลุคนี้พระองค์ทรงสูทสีดำ ถือเป็นต้นแบบการมิกซ์แอนด์แมชต์เสื้อผ้าในคอลัมน์ ‘How To Wear’ ให้กับ Fashion Editor ของเรามาตลอด วิธีการที่ทรงจับคู่สนีกเกอร์กับสูทของพระองค์นับว่าล้ำเทรนด์มาก่อนหลายสิบปีก็ว่าได้! (เพราะเราเพิ่งมาเริ่มทำกันเมื่อไม่ถึง 10 ปี)

นอกจาก Mexico 66 แล้ว เรายังเห็นพระองค์ทรงฉลองพระบาทผ้าใบไอคอนิกอีกหลายคู่ ตั้งแต่ Converse Jack Purcell สีขาวสะอาดเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงเรือใบ หรือ New Balance รุ่น 990 เมื่อทรงสำราญพระราชอิริยาบถอยู่กับคุณทองแดง ณ วังไกลกังวล

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วเมื่อย้อนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต ความเท่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ไม่ได้อยู่ที่ฉลอง-พระบาท หรือสูทคัตติ้งดีเยี่ยม หากคือความมุ่งมั่นที่พระองค์ทรงก้าวกระโดดข้ามแอ่งน้ำแอ่งนั้น โดยไม่ต้องมีข้าราชบริพารช่วยเหลือ หรือถือพระองค์ว่าเป็น ‘พระราชา…เจ้าของแผ่นดิน’ แม้แต่เพียงน้อยนิด

new-pp

P (PIGGY BANK)

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงสอนถึง ‘หน้าที่’ และสิ่งสำคัญ เช่น การเสียภาษี ให้กับพระองค์ โดยสมเด็จย่าทรงตั้ง ‘กระป๋องคนจน’ เป็นกระป๋องออมสินเพื่ออบรมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เรื่อง ‘การออม’ และ ‘การให้’ คือ หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก ‘เก็บภาษี’ หยอดใส่กระปุกนี้ 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำเงินที่ได้ไปมอบให้กับโรงเรียนคนตาบอด เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงได้ค่าขนมสัปดาห์ละครั้ง แต่แม้จะได้เงินค่าขนม พระองค์ก็ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้รับเงินมา ก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม

ครั้งหนึ่ง พระองค์กราบทูลสมเด็จย่าว่า อยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆ เขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าทรงตอบว่า “ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน”

กล้องถ่ายรูปตัวแรก Coronet Midget ของพระองค์ที่ได้มาเมื่อพระชันษาเพียงแปดปี ครั้งที่อยู่ ณ โลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ ก็ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ในราคา 2.50 แฟรงค์

สังเกตได้ว่า ‘การประหยัด’ และ ‘การออม’ นั้น เป็นพื้นฐานสำคัญที่นำมาสู่แนวคิด ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ หรือ Sufficiency Economy แนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นพื้นฐานในการดำรงและพัฒนาชีวิต ที่ดำเนินตามทางสายกลาง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และความไม่ประมาท

ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตรัสไว้ว่า การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้
พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป

Q (QUOTES)

‘การทำงานอย่างไร้เงื่อนไข’
“เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไข
อันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆ นั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น”
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา – 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

new-r

R (RAJPATAN)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระราชหฤทัยในงานช่างสาขาต่างๆ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ดังความในบทพระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เรื่อง เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์ ทรงเล่าไว้ว่า

“พระอนุชาได้เริ่มทำแบบเรือต่างๆ ด้วยไม้ เช่น แบบเรือรบที่ไม่มีขาย ในระยะนั้นกำลังทำเรือใบใหญ่พอสมควร ใบก็เย็บเองด้วยจักรเสร็จแล้ว เหลือแต่การทาสี เมื่อเริ่มไปแล้ว ก็พอดีเป็นเวลาที่กำลังจะตัดสินว่าจะอพยพออกไปสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเล่าว่า ทุกคนก็ถามอย่างล้อๆ ว่า เรือจะแห้งทันไหม”

ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 9 พระองค์ยังโปรดต่อเรือใบด้วยพระองค์เอง และทรงทดลองแล่นเรือในสระภายในสวนจิตรลดา (พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน) โดยเรือใบฝีพระหัตถ์ลำแรกทรงต่อขึ้นในปีพ.ศ. 2507 ชื่อ ‘เรือราชปะแตน’ ซึ่งเป็นเรือใบสากลประเภทเอนเตอร์ไพรส์ โดยคำดังกล่าวมาจาก Royal Pattern หมายถึง แบบอย่างของพระราชา

ในปีต่อมา พระองค์ทรงใช้เรือลำดังกล่าวเข้าร่วมแข่งขันเรือใบกับเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ พระราชสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ในโอกาสที่เสด็จมาเยือนประเทศไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ โดยใช้เส้นทางไปกลับพัทยา-เกาะล้าน ซึ่งการแข่งเรือครั้งนี้เป็นการแข่งเรือครั้งแรกของพระองค์และทรงชนะเลิศในการแข่งขัน นอกจากนี้พระองค์ยังทรงต่อเรือใบประเภทนี้อีกลำชื่อ ‘เรือเอจี’ ด้วย

ในปีเดียวกัน พระองค์ทรงต่อเรือใบประเภทโอเคตามแบบสากลชื่อ ‘นวฤกษ์’ แปลว่า ฤกษ์ใหม่ และทรงต่อเรือประเภทนี้ออกมาอีกหลายลำ ได้แก่ เรือเวคา 1 เรือเวคา 2 และเรือเวคา 3 โดยคำว่า เวคา มาจากภาษาอังกฤษ Vega อันมีความหมายว่า ดวงดาวที่สว่างสุกใส ไม่เพียงเท่านั้นพระองค์ยังทรงนำเรือเวคา 2 เข้าร่วมแข่งขันในกีฬาแหลมทองครั้งที่สี่ ที่ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2510 และทรงเป็นผู้ชนะเลิศรางวัลเหรียญทองในการแข่งขันครานั้น

ต่อมาพระองค์ทรงออกแบบและต่อเรือใบประเภทม็อธ ซึ่งมีการกำหนดความยาวของเรือไม่เกิน 11 ฟุต เนื้อที่ใบไม่เกิน 75 ตารางฟุต ส่วนความกว้าง รูปร่างลักษณะ และความสูงของเสาเรือออกแบบได้ไม่จำกัด เรือม็อธที่ทรงออกแบบและทรงต่อด้วยพระองค์เองระหว่างปีพ.ศ. 2509-2510 มีสามแบบ พระราชทานชื่อว่า ‘เรือมด’ ‘เรือซูเปอร์มด’ และ ‘เรือไมโครมด’

ส่วนเรือใบลำสุดท้ายที่ทรงออกแบบและต่อด้วยพระองค์เอง เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2510 คือ ‘เรือโม้ก’ อันเป็นเรือที่ทรงทดลองสร้าง โดยออกแบบให้มีลักษณะผสมระหว่างเรือโอเคและเรือโอเคซูเปอร์มด คือทรงออกแบบให้มีขนาดลำเรือใหญ่กว่าเรือซูเปอร์มด โดยให้มีขนาดใกล้เคียงเรือโอเค แต่ใช้อุปกรณ์เสาและใบของเรือโอเค หลังจากนั้นพระองค์ก็ไม่ได้ทรงออกแบบเรือใบอีก

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเรือใบฝีพระหัตถ์สามลำ ประกอบไปด้วยเรือเอจี เรือซูเปอร์มด และเรือไมโครมดสำหรับจัดแสดง ณ ห้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการกีฬาในพิพิธภัณฑ์กีฬาแห่งชาติ ซึ่งประชาชนสามารถน้อมรำลึกถึงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาเรือใบของพระองค์ได้อย่างครบถ้วน

ติดตามเพิ่มเติมได้ในนิตยสารแอลเมนฉบับพิเศษเดือนธันวาคม

เรื่อง: กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบ: NANZO
พระบรมฉายาลักษณ์: GETTY IMAGES

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2016/12/open-m-r.jpg