LIFE
Lost In Transportation
สาบสูญในขนส่ง เรื่องจริงจาก Lifestyle Editor "Panya Leelasoontornkul"

new-joe

ถ้าเกิดระบบขนส่งทุกประเภทในกรุงเทพฯ บอกเวลาเข้า-ออกสถานีได้จริงๆ ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน? เชื่อว่าหลายต่อหลายคนที่ใช้ชีวิตในเมืองหลวงแห่งนี้คงเคยคิดแบบเดียวกัน แถมไม่ได้ฉุกคิดตอนใช้ชีวิตชิลๆ หรอกนะ แต่คิดได้ก็ตอนกำลังรีบเร่งและลนลานไปให้ทันเวลานัดหมาย ซ้ำร้ายสุดคือไม่มีทีท่าว่ามันจะมารับเราสักที

ว่ากันตามจริงแล้วระบบขนส่งในกรุงเทพฯ อย่างรถเมล์และเรือมีมานมนานกาเล เรียกว่าเกิดมาก็เห็นแล้ว ส่วนรถไฟฟ้าสายแรกที่วิ่งจากอ่อนนุชไปจตุจักรและบางหว้าเปิดให้บริการมานานเกือบ 20 ปี แต่เชื่อไหมว่าไม่มีการขนส่งใดในมหานครแห่งนี้แสดงเวลาเข้า-ออกให้ผู้โดยสารได้รู้อย่างชัดเจนเลย

ฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยใช่ไหมครับ แต่จริงๆ แล้วเรื่องเล็กๆ แบบนี้ซุกซ่อนปัญหาเชิงโครงสร้างอะไรหลายอย่างเอาไว้อย่างไม่น่าเชื่อครับ แต่ก่อนจะขยายความเรื่องนั้น ผมขอย้อนกลับไปยังการเดินทางเมื่อครั้งที่ไปเมืองบาเซิล (Basel) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตอนนั้นผมต้องพึ่งพารถรางและรถไฟติดต่อกันนานหลายวันจนคุ้นเคยและซึมซับการเดินทางของคนที่นั่น แต่ที่เจ๋งที่สุดคือ ระบบรถรางมีแอปพลิเคชั่นเป็นของตัวเองชื่อว่า BVB ซึ่งจะบอกเวลาการเดินรถแต่ละสาย เวลาที่จะเข้าจอด แผนที่ระบุตำแหน่งของสถานี จำนวนสถานีทั้งหมดบนเส้นทาง ตลอดจนการค้นหารถรางจากจุดที่เราอยู่จนถึงหมุดหมาย พูดได้ว่าระบบขนส่งที่นี่ไม่ยอมให้หลงทางและเสียเวลาไปกับการเดินทางใดๆ แม้แต่วินาทีเดียว

สิ่งที่ผมกล่าวถึงไม่ได้มีเฉพาะเมืองบาเซิลเท่านั้น ถ้าคุณเล่นทวิตเตอร์อยู่ ลองเปิดเข้าไปแล้วค้นหาแอ็กเคานต์ Transport of London, London Tram และ TfL Bus Alerts ดูสิ แล้วจะพบว่าระบบขนส่งในลอนดอนน้อยใหญ่ล้วนให้ความสำคัญกับเรื่องเวลามากเพียงใด ไม่เพียงแจ้งเวลาแต่รวมไปถึงทราบสาเหตุด้วยว่ามีการเปลี่ยนเส้นทาง หรือสภาพการจราจร เห็นไหมครับว่ามหานครใหญ่ๆ ล้วนให้ความสำคัญกับเรื่องเวลาในการเดินทางกันทั้งสิ้น

ช่างเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับมหานครแห่งนี้ของเราชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ (หรือหลังเท้า) พูดให้เห็นภาพก็อย่างการยืนรอรถเมล์ที่ป้าย ซึ่งไม่มีวันจะให้ข้อมูลอะไรนอกจากสายรถเมล์ที่จอดตรงป้าย แรกๆ ของการยืนรอ เราค่อนข้างมีความหวังว่าจะไปถึงที่หมายอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักสิบนาทีชักส่อแววความหวังเลือนลางซะแล้ว พอผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมงความหวังทั้งหมดริบรี่ลงทันที ยืนจนรากงอกก็แล้ว ชะโงกหน้าก็แล้ว สุดท้ายก็เห็นรถเมล์วิ่งฉิวมาแต่ไกล ทว่าคนขับรถเมล์กับเหยียบคันเร่งผ่านหน้าเราไปต่อหน้าต่อตา เพียงเพราะเขากำลังแข่งความเร็วกับรถเมล์อีกคัน

ปัญหาเล็กๆ แบบนี้แหละที่สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการมองไม่เห็นรากของปัญหาที่แท้จริง เพราะถ้าคนเราสามารถวางแผนสิ่งต่างๆ ว่า เราจะเดินทางไปถึงที่หมายภายในกี่โมง แล้วจะเหลือเวลาทำธุระปะปังให้เสร็จภายในกี่โมง ต้องกลับบ้านด้วยระบบขนส่งภายในกี่โมง ถ้าต้องรอนานเราแวะนู่นแวะนี่ก่อนดีไหม หรืออย่างน้อยก็กะเวลาได้ว่าพรุ่งนี้เช้าตื่นกี่โมงเพื่อจะได้ให้ทันรถขบวนแรก พูดง่ายๆ คือว่า ถ้าเรารู้เวลาเดินทางในแต่ละวัน เราย่อมบริหารจัดการงานและเรื่องต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เมื่อทำได้แบบนั้นก็มีเวลาเหลือมากขึ้นสำหรับใช้ชีวิตกับเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย

พอไม่มีใครมีวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้ก็ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ไล่ตั้งแต่การแก้ปัญหาจราจรที่ไม่คำนึงถึงคนส่วนใหญ่ การสร้างถนนสำหรับรถยนต์มากกว่าระบบขนส่งสาธารณะ ท้ายที่สุดเมื่อระบบขนส่งไม่ตรงเวลา หลายต่อหลายคนก็หันไปซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลมาขับกันเต็มถนน ส่วนคนที่ไม่มีกำลังทรัพย์ก็ต้องใช้ชีวิตในระบบขนส่งห่วยๆ ต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นภาครัฐไม่เคยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งการเสนอวิธีแก้ไขปัญหา หรือเสนอไอเดียใหม่ๆ ผ่านช่องทางต่างๆ อย่างที่ควรจะเป็น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างของการแก้ปัญหาที่แยกรัฐกับประชาชนออกจากกันอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด หรือไม่ก็เป็นเพียงการไม่แยแสของรัฐ และปล่อยให้ประชาชนเผชิญชะตากรรมกับการเดินทาง

เมื่อเราต้องรอคอยอย่างสิ้นหวังทั้งจากระบบขนส่ง (และรัฐ) แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่สุดท้ายเราจะค่อยๆ เมินเฉยและคุ้นชินกับการสูญเสียเวลาไปกับการเดินทางแบบไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเองและเศรษฐกิจระดับมหภาค ผมไม่รู้ว่าที่แท้จริงมูลค่าทั้งหมดของการสูญเสียคิดเป็นเท่าไหร่ แต่ที่รู้แน่ๆ คือคุณภาพชีวิตของเราไม่มีทางจะดีขึ้นแน่ ถ้าเราไม่มีเวลามากพอจะทำอะไรต่อมิอะไรได้มากกว่าเดินทางไปไหนมาไหนเท่านั้น

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/03/open-joe.jpg