LIFE
It Begins At The Office
มหันตภัยร้ายเริ่มที่ออฟฟิศ

new-wellness

หนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง และในหนึ่งสัปดาห์มีอยู่เจ็ดวัน หนุ่ม Elle Men ส่วนมากทำงานในออฟฟิศไม่ต่ำกว่าวันละแปดชั่วโมง สัปดาห์ละห้าวัน นั่นหมายความว่า ต้องใช้เวลาถึงหนึ่ง
ในสามของชีวิตอยู่ที่ทำงาน หากมีคำพูดว่า ‘You are what you eat’ หรือสุขภาพจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทานแล้วละก็ การจะเพิ่มไปอีกสักประโยคว่า ‘You are what you work’ หรือสุขภาพของคุณจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับสไตล์การทำงานของคุณ ก็คงไม่เกินความจริงไปมากนัก เพราะด้วยสภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง ย่อมส่งผลให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์วันละหลาย ๆ ชั่วโมง บางครั้งก็ทำงานหนักจนอดอาหาร อดหลับอดนอนเพื่อทำงานให้เสร็จ จนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยทางร่างกายที่เนื่องมาจากการทำงานมากมาย หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘Office Syndrome’

new-wellness2

ผลการสำรวจพนักงานออฟฟิศในยุโรป พบว่าพนักงานส่วนใหญ่เคยพบแพทย์ด้วยอาการปวดหลัง รองลงมาคือปวดบริเวณคอไหล่ และปวดศีรษะ ตามลำดับ กลุ่มคนทำงานอายุระหว่าง 16-24 ปี มีความเสี่ยงของการเกิดภาวะดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 55 เนื่องจากต้องทำงานหนัก กอปรกับอิริยาบถในการทำงานไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งหลังค่อม นั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานกว่าหกชั่วโมงต่อวันโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ Office Syndrome ที่พบกันบ่อย ได้แก่

อาการปวดหลังเรื้อรัง (Chronic Back Pain)

เกิดจากการนั่งทำงานอยู่กับเก้าอี้เป็นเวลานาน บางคนนั่งหลังค่อม นั่งยกไหล่ ทำแต่งานจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย ส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหลังอ่อนล้า ส่วนมากถ้าเป็นไม่นานมักไม่มีอาการรุนแรง ถ้าได้พักผ่อน นวดผ่อนคลาย ประคบร้อน ประคบเย็น ออกกำลังกาย
หรือรับประทานยากลุ่มคลายกล้ามเนื้อก็มักจะหายเป็นปกติได้ แต่ถ้าไม่ใส่ใจ ทิ้งไว้นานก็อาจทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง ที่ต้องให้การรักษาอย่างจริงจัง เพราะถ้าหากทิ้งเอาไว้นานๆ การอับเสบของกล้าม-เนื้อหลังและต้นคอ อาจส่งผลทำให้เกิด ‘มือชา เอ็นอักเสบ และนิ้วล็อก’ ได้อีกด้วย หากมีอาการเช่นนี้ หลายคนอาจดูแลตัวเองด้วยการนวดผ่อนคลาย ประคบร้อนและรับประทานยาแก้ปวดก็พอจะช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ถ้าทำแล้วยังไม่หายก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

นิ้วล็อก (Trigger Finger)

การใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจะทำให้อยู่ในท่างอนิ้ว ส่งผลให้เส้นเอ็นของนิ้วมีการเสียดสีกับรอกหุ้มเส้นเอ็นจนเกิดอาการอักเสบ อาการที่เกิดขึ้นคือ มีอาการตึงนิ้ว ปวด และบวมบริเวณมือ กำนิ้วมือไม่สะดวกโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังจากตื่นนอน ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่แก้ไข อาการเป็นมากขึ้นจนเกิดการติดล็อกของนิ้วมือเวลากำและเหยียดได้ในที่สุด ในเบื้องต้นหากมีอาการเช่นนี้ ลองแช่มือในน้ำอุ่น และรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อ พักการใช้งานของมือสักระยะก็น่าจะดีขึ้นได้ไม่ยาก

โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome)

เป็นอีกหนึ่งอาการในกลุ่มออฟฟิศซินโดรม การนั่งทำงานโดยเฉพาะงอข้อมือเพื่อพิมพ์งานหรือลากเมาส์นานๆ ทำให้ช่องทางเดินของเส้นประสาทบริเวณข้อมือแคบลง เส้นประสาทจะเสียดสีกันในช่องแคบๆ จนอักเสบ เกิดอาการปวดและชาฝ่ามือ โดยเฉพาะที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนางครึ่งนิ้ว เกิดมากกับมือข้างถนัด และถ้าปล่อยไว้อาจทำให้มือและนิ้วมืออ่อนแรง เช่น หยิบจับของแล้วหล่นง่าย กำมือได้ไม่แน่น เป็นต้น ต่อมากล้ามเนื้อในมืออาจจะฝ่อลีบ ในบางรายพบว่ามีอาการมากขึ้นในตอนกลางคืน มีอาการปวดฝ่ามือจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก การพักใช้งานมือสักระยะ นวดด้วยครีมหรือเจลคลายกล้ามเนื้อ รับประทานยาแก้ปวด ออกกำลังกายกล้ามเนื้อมือและแขน จะทำให้อาการดังกล่าวดีขึ้น

อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)

เกิดจากการนั่งทำงานนานๆ จนลืมเข้าห้องน้ำ หรือบางทีก็เกิดจากการเดินทาง ทำให้ต้องกลั้นปัสสาวะเป็นประจำ ทำให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ อาการก็คือปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแล้วเหมือนไม่สุด บางครั้งมีอาการปวดแสบ หรือมีเลือดปน อาการพวกนี้มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย หากมีอาการดังกล่าว ในเบื้องต้นขอแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ อย่ากลั้นปัสสาวะ ก็จะหายไปเอง แต่ถ้าอาการแย่ลงหรือเริ่มมีไข้ นั่นเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องปรึกษาแพทย์แล้วละครับ

โรคเครียด นอนไม่หลับ (Stress and insomnia)

เป็นอีกหนึ่งกลุ่มอาการที่พบบ่อย บางครั้งเราอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังเผชิญอยู่กับภาวะเครียดรุมเร้า วิธีการหลีกเลี่ยงที่ง่ายที่สุดคือ พยายามหาเทคนิควิธีผ่อนคลาย หากนั่งทำงานอยู่นานแล้ว ลองลุกไปเดินเล่นสัก 10 นาที ก็เป็นทางเลือกที่ทำได้ไม่ยาก ความเครียดจากการทำงาน หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลทำให้เกิด ‘ปวดศีรษะแบบไมเกรน’ หรือมีผลต่อสายตาอีกด้วย เราสามารถแก้ไขอาการดังกล่าวได้ง่ายๆ หาวิธีผ่อนคลายความเครียดที่เหมาะกับคุณ เช่น ออกกำลังกาย หาเวลาพักร้อนไปเที่ยวก่อนจะกลับมาเผชิญหน้ากับงานหนักอีกครั้งก็เป็นไอเดียที่ไม่เลว

อาการผิดปกติทางตา

ที่พบบ่อยๆ ได้แก่ ‘ตาแห้ง (Dry Eye Syndrome)’ และ ‘อาการล้าของตาจากคอมพิวเตอร์ (Computer Vision Syndrome)’ ซึ่งพบได้มาก 70-80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือโทรศัพท์มือถือต่อเนื่องกันนานหลายชั่วโมง อาการที่เกิดขึ้น ได้แก่ เคืองตา แสบตา เมื่อยตา ตามัว หรือบางครั้งอาจเห็นภาพซ้อนได้ หากมีอาการต่างๆ เหล่านี้ นั่นเป็นสัญญาณบอกให้รู้ตัวว่าคุณใช้เวลากับคอมพิวเตอร์นานเกินไปแล้ว ในเบื้องต้นแนะนำให้ลองใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเมื่อรู้สึกว่ามีอาการระคายเคือง
ร่วมกับการพักสายตา อาการดังกล่าวมักจะหายไปได้เอง แต่ถ้าอาการดังกล่าวเป็นมากขึ้น แปลว่า ถึงเวลาที่ควรไปพบแพทย์ได้แล้วละครับ

เรื่อง: พงศกร จินดาวัฒนะ
ภาพประกอบ: นภิษา ลีละศุภพงษ์

you may also like
LIFE
แฟชั่นกับวงการแพทย์ เกี่ยวข้องกันยังไง
LIFE
อะไรคือรางวัลของการต่อสู้กับเวลาของคนทุกวันนี้?
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2016/11/open-wellness.jpg