G to L of KING Bhumibol Adulyadej
LIFE
G to L of KING Bhumibol Adulyadej
น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

กษัตริย์นักพัฒนา ต้นแบบความพอเพียง พ่อของแผ่นดิน อัครศิลปินโลกจารึก นักกีฬาเรือใบทีมชาติเจ้าของเหรียญทอง สไตล์ไอคอนของสุภาพบุรุษไทย และชายชาตรีผู้ยึดมั่นความสัตย์ซื่อตลอดชีวิต

นิตยสารแอลเมน ประเทศไทย ขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นแบบอย่างในทุกด้าน มหาบุรุษผู้ครองทุกคุณสมบัติที่สุภาพบุรุษพึงมี และมหาราชาผู้เป็นพ่อที่พสกนิกรชาวไทยจะจดจำไว้ในหัวใจตราบนิจนิรันดร์ จึงขอถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร G ถึง L

new-g

“G” Grain de riz

ใครๆ ก็รู้ว่าเมนูที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเคยทำให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสวยสมัยยังทรงพระ-เยาว์คือ ‘ไข่พระอาทิตย์’ เพราะเมื่อส่องกล้องแล้วจะเห็นว่าพื้นผิวของดวงอาทิตย์มีลายคล้ายเมล็ดข้าว ซึ่งภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Grain de riz แปลว่า rice grain นั่นเอง

แต่รู้หรือไม่ว่า เมนูที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรดคืออะไร? ตามที่หนังสือ ใกล้เบื้องพระยุคลบาท กับ ‘ลัดดาซุบซิบ’ กล่าวไว้คือ ในหลวงโปรดเสวยอาหารอ่อน เช่น อาหารฝรั่ง ถ้าเป็นอาหารไทย โปรดผัดผักทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นคะน้า ถั่วงอก ถั่วลันเตา เน้นใส่ผักเยอะๆ เนื้อสัตว์น้อยๆ

ตัวอย่างเมนูอาหารมื้อเช้า ได้แก่ ไข่ลวก ข้าวโอ๊ต ไอศกรีม มื้อกลางวัน เช่น ซุปอาสาเรน (ซุปใสใส่ไข่) สปาเกตตีมิลานเนส แกงจืดเซ่งจี๊ ผัดไก่เล่าปี่ ปูเค็มต้มกะทิ หลนปลากุเรา ผัดเผ็ดปลาดุกทอดฟู กล้วยหักมุกเชื่อม ผลไม้ มื้อดึก เมื่อกลับจากพระราชกิจ มหาดเล็กจะเตรียมของว่าง เช่น บะหมี่เป็ด หมูแดง หรือปู แต่แม้จะโปรดปรานผักมากขนาดไหน พระองค์ก็ไม่โปรดผักชี ใบหอม ต้นหอม และตังฉ่าย

เมื่อถามถึงเครื่องดื่มโปรดขององค์พระมหากษัตริย์ของไทย ตำนานกล่าวไว้ว่า องค์รัชกาลที่ 5 โปรด ‘น้ำเพชร’ หรือน้ำจากแม่น้ำในเมืองเพชรบุรี (ปัจจุบันคือ บริเวณท่าน้ำวัดท่าไชยสิริ จังหวัดเพชรบุรี) แต่เครื่องดื่มโปรดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นั้นไม่ต้องไปไกลถึงเพชรบุรี เพราะมีจำหน่ายทุกร้านสะดวกซื้อ นั่นคือ ‘โอวัลติน’ ซึ่งพระองค์โปรดมากกว่าชา กาแฟ และเคยเสวยวันละหลายครั้ง

ส่วนผลไม้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรดเป็นพิเศษคือ ทุเรียนทุกพันธุ์ พระองค์จะทรงใช้ช้อนส้อมตัดทุเรียนที่แกะเม็ดแล้วออกเป็นชิ้นเล็กๆ และกดให้เละ

สุดท้าย มีอาหารอีกอย่างที่พระองค์ไม่เสวยเด็ดขาด นั่นคือ ปลานิล ถ้าอยากรู้ว่าทำไม ลองอ่านไปจนถึงตัว T มีคำตอบครับ

new-h

“H” Hawaiian Shirt

ในวันสำราญพระราชอิริยาบถ หรือทรงเรือใบ หนึ่งในฉลองพระองค์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นประจำก็คือ เชิ้ตลายพริ้นต์แขนสั้นทรงฮาวายเฉดสีโทนร้อน เช่น สีส้ม หรือสีแดง ส่วนลวดลายนั้นมีให้เห็นทั้งลายต้นไม้ ลายเรือใบ ที่สมัยนี้คนกลับมานิยมกันอีกครั้ง

หลายครั้งที่เราเห็นพระองค์ทรงเชิ้ตทรงฮาวาย พระองค์มักจะทรงพระมาลาและ
ฉลองพระเนตรกันแดดสีดำเสมอ

สำหรับเสื้อฮาวายหรือที่เรียกกันว่า Aloha shirt เป็นรูปทรงเสื้อที่กำเนิดจากเกาะฮาวายตามชื่อ หลังจากที่ชาวญี่ปุ่นที่อพยพไปอยู่ฮาวายได้เอาม้วนผ้ากิโมโนไปด้วยและนำผ้าสีสันและลวดลายที่สะดุดตานั้นไปตัดเสื้อ กระทั่งช่วงทศวรรษ 1930 เสื้อฮาวายกลายเป็นสินค้าส่งออกมากที่สุดและได้รับความนิยมสูงสุด ทั้งยังมีนักแสดงและนักร้องคนดังที่ชอบใส่เสื้อฮาวาย คือ Elvis Presley ที่พระองค์ทรงพบและมีพระราชปฏิสันถารอย่างเป็นกันเองเมื่อครั้งเสด็จฯ ไปยัง Paramount Studios ที่เมืองลอสแอนเจลิสตอนเพรสลีย์กำลังถ่ายหนังเรื่อง G.I. Blues เมื่อปีค.ศ. 1960

new-i

“I” Indian Gooseberry

จากหนังสือ พระราชอารมณ์ขัน โดย วิลาศ มณีวัต เล่าว่า มีอยู่คราวหนึ่ง หลังจากปีนเขาไปบนสันเขาลูกใหญ่ลูกหนึ่ง มีผู้กราบบังคมทูลถามในหลวงว่า ภูเขาลูกใหญ่ที่ทรงปีนเมื่อวานซืนกับลูกนี้ ลูกไหนจะสูงกว่ากัน

ในหลวงตรัสตอบว่า

“ลูกวานชืนนี้สูงกว่า เพราะฉันเคี้ยวมะขามป้อมถึงห้าลูกกว่าจะถึงยอด… แต่วันนี้เพียงสามมะขามป้อมเท่านั้น”

ยิ่งประกอบกับภาพเก่าๆ เวลาเสด็จพระราชดำเนินยังถิ่นทุรกันดาร มักปรากฏภาพพระองค์ทรงพระดำเนินไวนั้น ผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทท่านหนึ่งเล่าว่า ในหลวงทรงพระดำเนินสม่ำเสมอ และก้าวพระบาทท่านก้าวสาม แต่เราอาจจะซอยสี่ หรือห้า ถึงจะทัน

ส่วนรูปที่เห็นว่าพระองค์มักจะอมอยู่ในปากนั้น

คำตอบมีว่า “มะขามป้อม”

จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งว่ามะขามป้อมอาจจะเป็น ‘ลูกอม’ ที่ในหลวงมักเสวยยามเสด็จพระราชดำเนินในถิ่นทุรกันดาร

new-j

“J” John Dominis

‘When King Bhumibol Meets The King of Cool’

รู้ไหมว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของเราทรงมีอะไรเหมือนกับ Steve McQueen? แน่นอนนอกจากการทรงเครื่องที่เท่แบบเฉือนกันไม่ลงแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นั้นเคยได้รับการฉายพระรูป โดย John Dominis แห่งนิตยสาร Life ผู้ติดตามชีวิตของดาราดังแมคควีนในยุค’60s ที่หลายๆ คนยกเขาให้เป็น The King of Cool ด้วยคาแร็กเตอร์อันมีเสน่ห์ คารม และสไตล์การแต่งตัวแบบเหนือกาลเวลา

โดมินิสคือเบื้องหลังภาพเหล่านั้นที่ทำให้ แมคควีนกลายเป็นไอคอน ไม่ว่าจะเป็นรูปที่แมคควีนนั่งบนโซฟา และถือปืนลูกโม่ขณะใส่แว่นตา Persol รุ่น 714 หรือช็อตที่กำลังซิ่งรถ Jaguar XKSS บนถนน Sunset Blvd

โดมินิสได้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในพระราชอิริยาบถที่ช่างภาพคนอื่นไม่เคย ‘จับ’ ได้มาก่อนเมื่อ Life ส่งโดมินิสมาประเทศไทยในปีค.ศ. 1960 อย่างเช่นขณะที่พระองค์ทรงสำราญพระราชอิริยาบถกับพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งสี่พระองค์ในสวน ณ วังจิตรลดา หรือขณะพระองค์ทรงแบดมินตัน

แน่นอนโดมินิสคงคาแร็กเตอร์ความ ‘เก๋า’ อันเป็นธรรมชาติในผลงานเมื่อฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระองค์เหมือนกับที่เขาได้ลั่นชัตเตอร์ใส่แมคควีน แต่ถึงแม้คนอเมริกันจะเรียกแมคควีนว่า ‘The King of Cool’ แต่ลึกๆ แล้วเรามั่นใจว่า ‘King’ ของเรา ‘Cool’ กว่าแน่นอน

new-k

“K” KLAIKANGVOL

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงผูกพันกับวังไกลกังวล ตลอดจนอำเภอหัวหิน และอำเภอต่างๆ ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงพระองค์จะเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังไกลกังวลอยู่บ่อยครั้ง พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นต้นกำเนิดโครงการต่างๆ จนถึงเรื่องราวสุดประทับใจ ให้ประชาชนเล่าขานสู่กันฟังไม่รู้จบ

เช่นเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปทรงสำราญพระราชอิริยาบถและฮันนีมูนที่พระตำหนักเปี่ยมสุข ในวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2493 โดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ไปยังสถานีรถไฟบางกอกน้อย ณ ที่นั้น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทเรนทร ทรงรอเฝ้าฯ รับเสด็จ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จถึงสถานีรถไฟบางกอกน้อยแล้ว ประทับรถไฟพระที่นั่ง เสด็จฯ ไปประทับแรม พร้อมด้วยคณะผู้ตามเสด็จเป็นเวลาสามวัน

ความตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ ม.ร.ว.กิติวัฒนา ปกมนตรี หนึ่งในราชนิกุลที่ได้ร่วมขบวนพระราชพิธีอธิบายไว้ว่า “ตลอดระยะทางที่รถไฟผ่านมีประชาชนมาคอยเฝ้าฯ รับเสด็จตามรายทางทุกจังหวัด ตั้งโต๊ะหมู่บูชา พอขบวนรถไฟจอด ผู้ว่าราชการ ทหาร ตำรวจของจังหวัดนั้นๆ ก็มายืนต้อนรับ ถวายรายงาน แตรวงบรรเลง ราษฎรนำของมาถวายมากมาย จอดแป๊บเดียวก็ไปต่อค่ะ ทั้งสองพระองค์ก็ทรงพระสำราญเพราะท่านเอง
ก็เพิ่งกลับจากต่างประเทศ…

ประทับอยู่ไม่กี่วัน เพราะต้องเตรียมพระองค์เสด็จฯ กลับมางาน
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างประทับหัวหิน ท่านก็ทรงว่ายน้ำ
พระเจ้าอยู่หัวก็ฉายพระรูปสมเด็จฯ เสด็จฯ ไปตลาด ทรงซื้อของเล็กๆ น้อยๆ มีคนเอาของมาถวาย ปัจจุบันบางร้านในหัวหินยังมีรูปติดอยู่เลย ท่านไม่ค่อยเสด็จฯ ไปไหน ตอนเย็นมีเจ้านายหลายพระองค์ผลัดกันมาเฝ้าฯ เสวยพระกระยาหารค่ำ”

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยังทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการคมนาคมโครงการแรกที่หมู่บ้านห้วยมงคล ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอำเภอหัวหิน โดยเหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในอีกสองปีต่อมา เมื่อพระองค์ทรงขับรถพระที่นั่งเข้าไปยังบ้านห้วยมงคล ซึ่งถนนมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อจนไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก ดังความตอนหนึ่งในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เรื่องถนนห้วยมงคลจุดกำเนิดโครงการพระราชดำริแห่งแรก ตีพิมพ์ฉบับวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559 อ้างอิงถึง เรื่อง ‘ประทีปแห่งแผ่นดิน’ ในหนังสือเรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) กับงานจัดการทรัพยากรน้ำ ที่เขียนโดยนายมนูญ มุขประดิษฐ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ในขณะนั้น ที่บันทึกเรื่องราวไว้ว่า โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรกคือ ถนนสายห้วยมงคล เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2495 ที่บ้านห้วยมงคล ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งในขณะนั้น แม้ว่าบ้านห้วยมงคลตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากตลาดหัวหิน แต่ก็ยังไม่มีถนนจากหมู่บ้านออกมาสู่ตลาดหัวหิน ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรปลูกพืชผล เช่น ข้าวโพด ผัก ผลไม้ หากจะขายพืชผลจะต้องบรรทุกผลผลิตใส่รถเข็นมาตามทางเดินใช้เวลาถึงสองวันสองคืน กว่าจะถึงตลาด ซึ่งบางครั้งพืชผลเน่าเสียก่อนจะขายได้ ถ้าจะให้เร็วต้องเช่าเหมารถจี๊ปที่สามารถบุกไปในถนนดินขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ แต่ต้องเสียค่าเช่าเหมาถึงเที่ยวละ 500 บาท ซึ่งไม่คุ้มกับราคาพืชผลที่ขายได้

ในเวลานั้นพระราชยานพาหนะของพระองค์เกิดติดหล่มอยู่หน้าบ้านลุงรวย งามขำ เห็นดังนั้นลุงรวยจึงออกมาเข็นรถออกจากหล่ม โดยไม่ทราบว่าคนขับรถคันดังกล่าวคือพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จนกระทั่งพระองค์ทรงลงจากรถปรากฏต่อหน้าลุงรวย เมื่อลุงเห็นชายหนุ่มสวมแว่นตากับหญิงสาวลักษณะงดงามลงจากรถจึงนึกถึงคำบอกเล่าของผู้ใหญ่บ้านที่บอกกับเขาว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กับสมเด็จพระราชินีจะเสด็จพระราชดำเนินมาที่หัวหิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รับสั่งถามลุงรวยถึงปัญหาของหมู่บ้าน ลุงรวยจึงกราบบังคมทูลว่า “อยากได้ถนนมากที่สุด” หลังจากพระองค์เสด็จกลับ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้หน่วยงานตำรวจตระเวนชายแดนค่ายนเรศวรสร้างถนนเข้าไปยังบ้านห้วยมงคลเป็นระยะเวลานานกว่า 8 เดือนจึงสำเร็จ จากที่ชาวบ้านต้องใช้เวลาข้ามวันข้ามคืน ก็สามารถใช้เวลาไม่ถึง 20 นาทีก็ถึงตลาดในตัวเมืองหัวหิน

ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงริเริ่มโครงการต่างๆ ในพื้นที่นี้ไว้อีกมากมาย และหนึ่งในโครงการที่สำคัญจนได้รับการจดจำแก่ประชาชนชาวไทยคือ โรงเรียนวังไกลกังวล เนื่องจากพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นในเขตพระราชฐานวังไกลกังวล เมื่อปีพ.ศ. 2481 เพื่อให้การศึกษาแก่บุตรหลานของเจ้าหน้าที่มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ต่อมาพระองค์ทรงพัฒนาปรับปรุงมาตามลำดับ

กระทั่งในปีฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี กระทรวงศึกษาธิการโดยการประสานงานจากนายขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง เสนอให้กรมสามัญศึกษาจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม เพื่อเฉลิมพระเกียรติในปีฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีตรงกับปีพ.ศ. 2539 ซึ่งนายขวัญแก้วอธิบายไว้ในบทสัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ประกอบบทความ ‘ประทีปแห่งการศึกษา’ ว่า

“จุดเริ่มต้นโครงการมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่า การให้การศึกษากับคนในพื้นที่ที่ขาดแคลนครูเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้น เด็กในบ้านนอกจะตะเกียกตะกายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เผอิญว่าพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยเรื่องเทคโนโลยีอยู่แล้ว พระองค์ท่านก็เลยทรงคิดว่าทำไมเราไม่ใช้ไอทีให้การศึกษาทางไกล”

ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงช่วยปัดเป่าปัญหาขาดแคลนครูให้ทุเลาลง อีกทั้งเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนเข้าถึงความรู้และการศึกษาแขนงต่างๆ โดยไม่ต้องเสียสตางค์แต่อย่างใด ทั้งยังเป็นสื่อในการเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้พระองค์ทรงมีส่วนร่วมในการเป็นครูที่โรงเรียนแห่งนี้ โดยทรงเน้นการเรียนการสอนแบบทัศนสัมผัสคือ ทรงให้นักเรียนไปเรียนและทำด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงให้มีการจัดรายการศึกษาทัศน์ (Quest for Knowledge) และทรงถ่ายทอดความรู้เรื่องดิน น้ำ การปลูกพืช และฝนหลวงแก่เด็กนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้ และถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมไปยังโรงเรียนทั่วประเทศอีกด้วย

new-l

“L” Laos Interlude

จากหนังสือ King Bhumibol Adulyadej A Life’s Work ตอนหนึ่ง ได้บอกเล่าเรื่องราวความประทับใจ และความรักของชาวต่างชาติที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ดังเช่น ในปีพ.ศ. 2537 ที่พระองค์เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อทรงเปิดสะพานมิตรภาพสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 1 ร่วมกับนายหนูฮัก พูมสะหวัน ประธานประเทศหรือประมุขแห่งสปป.ลาว โดยในคืนเดียวกันยังมีงานเลี้ยงรับรองจัดเป็นเกียรติแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ หอสภาแห่งชาติ เวียงจันทน์ โดยภายในงานดังกล่าวมีการบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในรูปแบบวงออร์เคสตร้าลาว ซึ่งแขกผู้มีเกียรติภายในงานและประชาชนลาวต่างเคยคุ้น เพราะเคยได้สดับตรับฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระองค์จากเครื่องรับวิทยุมานานหลายปี

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยังเคยเสด็จฯ ไปทำบุญที่วัดธาตุหลวงเหนือ จากการอ้างอิงของหนังสือข้างต้น กล่าวว่า ช่วงเวลานั้น ทางการลาวยกให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็น ‘proxy king’ หรือ ทรงทำหน้าที่แทนกษัตริย์ของประเทศลาว

ตลอดการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เยือนต่างประเทศเพื่อเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตตั้งแต่ปีพ.ศ. 2505-2510 จากนั้นพระองค์ก็มิได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศอีกเพราะทรงเห็นว่าพระราชภารกิจในการทรงงานเพื่อประชาชนของพระองค์นั้นมีความสำคัญยิ่ง กระทั่งทรงว่างเว้นการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศเป็นเวลานานถึง 27 ปี จนวันที่ 8-9 เมษายน พ.ศ. 2537 ได้เกิดกรณีพิเศษขึ้น พระองค์ทรงเสด็จฯ ต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็คือ สปป.ลาว (เพื่อทรงประกอบพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 1 ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง)

และเพื่อแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต สมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพได้จัดนำกฐินพระราชทานไปถวาย ณ วัดต่างๆ เกือบครบทุกแขวงทั่วสปป.ลาว นอกจากนี้
ในแต่ละโอกาสยังมีการสร้างวัดวาอาราม โรงเรียน และประกอบกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนลาวอีกด้วย

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่นิตยสารแอลเมนฉบับพิเศษเดือนธันวาคม

เรื่อง: กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบ: NANZO
พระบรมฉายาลักษณ์: GETTY IMAGES

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2016/12/open-g-j2.jpg