LIFE
Do You Marry Me?
ลงมือง้อเรื่องเล่าด้วยการยอมรับความจริง จากประสบการณ์ของ Writer "Korakot Unphanit"

new-arm

3 กุมภา 2560 หลายสัปดาห์มานี้ เรื่องเล่าหนีจากผมไปหมด บางครั้ง นักเขียนก็เขียนไม่ออก

ผมพยายามตามหาสาเหตุว่าทำไม ‘เรื่องเล่า’ จึงหนีผมไป พบว่ามีสามปัจจัยที่ทำให้ ‘เธอ’ ทิ้งผม (ขอเรียกว่าเธอแล้วกัน เพราะผมอยากให้เรื่องเล่าเป็น ‘เพศหญิง’ ถ้าถามว่าทำไม? ก็มันดีกว่าเพศชายด้วยกันเป็นไหนๆ หรือไม่จริง?)

ปัจจัยแรกคือ เราไม่อยากทำงานซ้ำกับที่เคยทำไว้ ซึ่งยาก เพราะเราไม่ใช่นักเขียนที่เขียนหนึ่งบทความแล้วมีเงินใช้ได้ตลอดสามเดือน เพราะความเป็นจริงคือ บางเดือน เราเขียนกันนรกแตก เขียนคอลัมน์มากมาย (ที่ไม่เหมือนกันเลย) เคยคิดเล่นๆ ว่าถ้าไปอยู่ในอีกซีกโลกแล้วงานเยอะขนาดนี้ คงได้ออกไปทักทายกลางคืนด้วยการประจันหน้ากับบาร์เทนเดอร์ในสปีกอีซี่ และเรียกไฮบอล (ซึ่งราคาแพงกว่าค่าแรงขั้นต่ำเกือบเท่าตัว) มาดื่มบวงสรวงความคิดสร้างสรรค์ให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ (และตื่นมาด้วยอาการที่ต้องแบกน้ำหนักก้อนสมองซึ่งทั้งหนักและข้นคลั่กเหมือนฟองน้ำชุบน้ำมันทอดปลา)

ปัจจัยที่สองคือ เพราะเราไม่มั่นใจ เขียนมาแล้วลบใหม่ เขียนใหม่แล้วลบอีก และเขียนใหม่…และลบอีก จนอยากจะว่าจ้างเพื่อนวิศวกรให้มันช่วยเอาปุ่ม Backspace ออกไปจากแล็ปท็อปคู่บุญ เพราะหลายครั้งอยากจะตะโกนด่าและล่ามโซ่ตัวเองไว้กับโต๊ะว่า มึงอย่าลบได้ไหม ทั้งซับเอดิเตอร์ พรูฟรีดเดอร์ และกราฟิกดีไซเนอร์เขารองานมึงอยู่

สุดท้าย ผมต้องเดินเข้าไปกอดคอคนเหล่านั้น ตีหน้าเศร้าเล่าความจริงและอ้อน (วอน) ว่า ผมพยายามอยู่นะพี่

ส่วน บก.น่ะหรือ? ผมเลี่ยงที่จะมองหน้าเขา

ไม่ได้เกลียดกัน แต่มันพูดไม่ออกเพราะเห็นๆ กันอยู่ หลักฐานคาตาว่าผมไม่มีผลงานไปอวดเขา ยังดีที่เขายังพอมี (หรือแสร้งทำเป็นมี) อารมณ์ขัน เพราะคงไม่อยากให้บรรยากาศในกองตึงเครียดจนนักเขียนต้องชงเหล้ากินกันกลางกอง และเริ่มร้องไห้

ปัจจัยสุดท้าย เห็นจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้าง abstract และเก๊กพอสมควรถ้าจะมาสารภาพ นั่นคือ อย่างที่เคยบอก งานเขียนเป็นงานที่เงียบเหงา โดยเฉพาะการเขียนที่ไม่ใช่การรายงาน หรือ report แต่ต้องใส่ ‘ตัวตน’ ของนักเขียนเข้าไปด้วย อย่างที่ผมเปลือยตัวเองบนหน้ากระดาษนี้

ที่ยากเพราะหลายครั้งเราก็ไม่อยากจะยอมรับความจริงสักเท่าไหร่ว่าตอนนี้เรารู้สึกยังไงอยู่หรือเราอยากได้อะไร พูดง่ายๆ คือกลัวผิดหวังจากที่คาดหวังไว้ และจะยิ่งเจ็บเข้าไปใหญ่หากความผิดหวังนั้นคือความผิดหวังที่ตัวเองคิดว่าจะรับไหว แต่พอเกิดขึ้นจริงแล้วรับไม่ได้

เห็นไหม เริ่มเก๊กแล้ว ปัญหาคือ เขียนเก๊กๆ แต่เสือกรู้สึกจริง

ราวๆ ปลายเดือนมกราที่ผ่านมา เพื่อนสนิทของผมวางแผนขอแฟน ที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย แต่งงาน และแน่นอน ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทของผม แผนที่วางไว้คือ มันเกณฑ์เพื่อนเกือบ 20 ชีวิตมาช่วยเซอร์ไพรส์ ลองนึกภาพคน 20 คนต้องมาแอบที่บันไดหนีไฟชั้น 25 ระหว่างที่มันพา (ว่าที่) เจ้าสาวขึ้นดาดฟ้าเพื่อจะขอแต่งงาน เงื่อนไขมีอยู่ว่า ถ้าฝ่ายหญิง say yes ฝ่ายชายจะขอให้ว่าที่เจ้าสาวหลับตา และส่งสัญญาณให้พวกเราจุดไฟเย็นออกมาจากบันไดหนีไฟ ล้อมตัว (ว่าที่) เจ้าสาวไว้เพื่อแสดงความยินดีพร้อมๆ กัน

แต่ถ้า say no นั่นหมายถึง พวกเราต้องเดินจากชั้น 25 ลงไปจนถึงชั้นหนึ่งเสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และฝ่ายหญิงจะไม่รู้ว่าพวกเรามารอเซอร์ไพรส์เด็ดขาด ที่ต้องไม่ให้รู้ เพราะฝ่ายชายกลัวว่าฝ่ายหญิงจะกดดันและไม่กล้าเซย์โนหากรู้ว่าเพื่อนมารอเซอร์ไพรส์

ถ้าถามว่าผลเป็นไง ตอบได้แค่ว่าคืนนั้น (ว่าที่) คู่บ่าวสาวเลี้ยงเหล้าทีมงานทั้งหมดที่เอกมัย รอยยิ้มอบอวลคลุกเคล้าไปกับควันจากแอลเอ็มแดง (มีกรุงทองแทรกมาบ้างเป็นบางเวลา เข้าใจ เงินหายาก) อาหารหมดเร็วเหมือนแร้งลง ผมทอดอารมณ์กับสหายคนสนิท รับลมด้วยการปลดกระดุมเชิ้ตขาวสองเม็ด (เครียดน้อยหนึ่งเม็ด เครียดมากสองเม็ด หรือตามดีกรีความเมาจากเหล้าผสมโซดาแต่ที่เครียดสุดคือ อยากมีคนมาปลดให้มากกว่า) ยิ้มกริ่มดีใจที่เพื่อนกำลังเป็นฝั่งเป็นฝา

“แล้วถ้าแม่งเซย์โนล่ะ มึงทำไง” ผมแอบถามฝ่ายชายหลังไมค์

“กูก็จะได้รู้เหตุผลของเธอ” มันตอบเสียงสั่นๆ เพราะยังไม่หายตื่นเต้น

คบกับมันมาตั้งแต่ ม.ต้น วันนั้นเป็นวันที่ผมรู้สึกว่า มันกล้าหาญที่สุด
ในชีวิต

กล้าหาญที่จะยอมรับความจริงที่ว่า ผู้หญิงอาจจะยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานก็ได้ และที่สำคัญคือ กล้าหาญที่จะยอมรับว่าตัวเองอาจจะต้องเสียใจและทุกข์ใจหากหล่อนเซย์โน

แต่เกือบลืมไปว่า ถ้าเธอเซย์โนในวันนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่รักมัน
นี่หว่า ผมคิดในใจ

“กูแค่อยากลองทำดู ตั้งแต่คบกันมา กูไม่เคยเซอร์ไพรส์อะไรแบบนี้ให้เธอเลย ดอกไม้สักช่อก็ไม่เคยให้”

วันนั้นมันทำสำเร็จจนฝ่ายหญิงต้องพูดกวนส้นตีนว่า “ดอกไม้ช่อแรกตั้งแต่คบกัน” แต่รอยยิ้มมันบานยิ่งกว่าดอกไม้ในมือเสียอีก

เรื่องนี้ทำให้ผมรู้วิธีที่จะรับมือไม่ให้เรื่องเล่าจากไป นั่นคือ ต้องกล้าเผชิญหน้าและยอมรับความจริงของทั้งสามปัจจัย

ความจริงที่ว่าเราอาจต้องลอกงานเก่าบ้าง (ย้ำว่าบ้าง เพราะถ้าลอกทั้งหมดก็ไปทำอย่างอื่นดีกว่า) เพราะสำหรับคนที่เอาน้ำหมึกแลกเงิน เดดไลน์นั้นน่าเคารพยิ่งกว่าอารมณ์เป็นไหนๆ ความจริงต่อมา เราอาจไม่มั่นใจว่าบรรทัดที่เพิ่งเขียนไปนั้นดีพอหรือไม่ ยอมรับซะว่า มันอาจไม่ดีพอ แต่ดีที่สุดเท่าที่เวลาจะอนุญาต และสุดท้ายคือ ความจริงที่ว่า เราอาจไม่เป็นอย่างที่พยายามจะเป็น อาจไม่เก่งอย่างที่คิด และอาจไม่ใช่อย่างที่เคยรู้สึก

ถ้าผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมา ไม่ใช่อย่างที่คาดหวังไว้ ก็แค่ต้องยอมรับ

“กูจะได้รู้เหตุผลของเธอ” เหตุผลว่าทำไมเรื่องเล่าจึงหนีไป

อย่าลืมว่า ถ้าเธอเซย์โนในวันนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่รักผมนี่หว่า ผมบอกตัวเองด้วยเสียง (และใจ) ที่สั่นเพราะรีเจนซี่

ว่าแล้วก็เผชิญหน้ากับความเหงา เคาะแป้นพิมพ์เพื่อตามง้อเรื่องเล่ากันต่อไป

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/03/open-arm.jpg