LIFE
Begin Again (and again)
คุย เขียน ค้นพบ เรื่องเล่าโดยนักเขียน "Korakot Unphanit"

3 มีนาคม เช้าตรู่ ผมดื่มกาแฟดำ ฟังนกร้องเพลง และนั่งหายใจอยู่กับหัวใจที่ใกล้จะจมน้ำตา

Tommy Lee Jones ในบทบาทบุรุษชุดดำแห่ง MIB เคยบอกกับ Will Smith ว่า “ถ้าคิดอะไรไม่ออก พ่อฉันสอนว่าให้ไปกินพาย” เสียดาย ร้านพายหายากในกรุงเทพฯ

สหายมืดเพื่อนซี้ของผม เคยบอกไว้ด้วยน้ำเสียงและลมหายใจฉ่ำแอลกอฮอล์ “คิดไรไม่ออก ไปกินเบียร์” ก่อนที่เขาจะหันไปร้องเพลงเศร้าร่วมกับวงดนตรีสด และมีน้ำตาปริ่มที่นัยน์ตา (ซึ่งดูเหมือนหมาหลงทาง) คู่นั้น

Haruki Murakami แนะนำให้ผูกเชือกรองเท้าแน่นๆ และออกไปวิ่งให้สุดตีน ใช้ลมหายใจให้สุดปอด (ส่วนผมจะตอบว่าฟัง Serge Gainsbourg, Bruno Mars หรือลาบานูนขณะวิ่งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคนถามนั้น ‘เก๊ก’ แค่ไหน)

สำหรับผมตอนนี้ สิ่งที่ยากที่สุดในการเขียนหนังสือคือ เริ่มเขียนและผมจะเริ่มไม่ได้เลยหากใจไม่นิ่งพอ ตอนนี้ใจผมไม่นิ่ง ค่อนข้างน่าอายที่จะบอกว่าเรื่องอะไร เคยได้ยินไหม

“เป็นผู้ชายอย่าร้องไห้ให้ใครเห็น” ไม่รู้ใครพูด แต่โคตรเกลียดเลย ในบางเวลาของชีวิต ใครๆ ก็มีสิทธิ์อ่อนแอกันทั้งนั้น หรือต้องใช้ช่วงเวลาที่ฝักบัวรดหัวเพื่อแอบสะอื้นให้น้ำตามันไหลไปพร้อมกับยาสระผม? คนที่กล้าเปลือยความรู้สึก ของตัวเองออกมายังดีกว่าคนที่แสร้งทำเป็นว่าไม่เป็นไร เพราะจริงๆ แล้วไม่กล้าเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่แท้จริง

ไม่ว่าเพศไหน อ่อนแอได้ แต่อย่านานเกินไปและต่อให้ใจไม่นิ่ง แต่สำหรับคนที่เอาน้ำหมึก (และน้ำตา) มาแลกค่าข้าว ค่าเหล้า ก็ต้องเริ่มเขียน เพราะมันคือวินัย คือความรับผิดชอบใน
วิชาชีพ

หากจำเป็นต้องเริ่มทั้งที่ใจไม่พร้อม วิธีที่ผมใช้บ่อยที่สุดคือ อิมโพรไวส์ด้นไปตายเอาดาบหน้า

ที่เซอร์ไพรส์ทุกครั้งคือ เมื่อตัดสินใจเริ่มแล้ว เดี๋ยวมันก็มีทางไปต่อเอง (และหลายครั้งดีกว่าที่คิดเสียอีก)

ไม่ใช่แค่การเขียน แต่รวมถึงการสัมภาษณ์ด้วย ก่อนจะไปคุยกับใคร ผมจะศึกษาข้อมูลของอีกฝ่ายให้มากที่สุด เข้าตำรารู้เขารู้เรา และเตรียมคำถามที่เขายังไม่ถูกถามไว้เยอะๆ แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าคำถามที่เตรียมไปจะเวิร์กไหมจนกว่าจะไปเจอกันตัวเป็นๆ (และหลายครั้ง ต้องเปลี่ยนแผนหน้างาน)

ไม่ต่างกับตอนที่นักดนตรีแจ๊ซผลัดกันโซโล่ ผมชอบโมเมนต์นั้น มันลุ้นดี จะออกมาดีไหม ไม่รู้ แต่กูต้องรอด นั่นคือกฎข้อเดียวเมื่อผมต้องอิมโพรไวส์ การเริ่มเขียนทั้งที่ใจไม่นิ่ง ทำให้ผมหลงทาง วกวน สับสน และลบใหม่ ต้องต่อสู้กับความคิดที่ยังไม่มีข้อสรุป นี่กูทำอะไรลงไป? ตัดสินใจถูกแล้วหรอ?
แต่ถ้าทนได้ การเขียนจะนำเราไปสู่ข้อสรุปของปัญหาที่แก้ไม่ตก

เหมือนเราคุย (กับตัวเอง) เพื่อค้นหา เราเขียนเพื่อค้นพบอะไรบางอย่างและหลายครั้งคือการบำบัดความหนักอึ้งทางความรู้สึกให้เบาบางลง

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เมื่อเริ่มเขียน ผมค้นพบว่าทั้งพาย เบียร์ หรือการวิ่งก็ช่วยให้ผ่านภาวะนี้ไม่ได้ เพราะต้นเหตุมันอยู่ที่ใจ (ซึ่งหายไปแล้วครึ่งหนึ่ง)

คนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนคงบอกว่า “เวลาจะช่วยรักษานายเอง”

หากงานหลักของเวลาคือการขับเคลื่อนยุคสมัย งานพาร์ตไทม์ของมันก็คงเป็นการทำให้มนุษย์ค่อยๆ ลืม (หรืออย่างมาก ทำให้ชินกับความทรงจำเก่า) เพื่อให้เขาลุกขึ้นมาเริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง

ผมนึกถึงเนื้อเพลง สมรสและภาระ ของอพาร์ตเมนต์คุณป้า “เพราะเราไม่รู้ในเรื่องราวอนาคต เหมือนภาพยนตร์ที่ไม่สนคนจัดไฟ เหมือนเป็นบทเพลงที่เราต้องอิมโพรไวส์ บรรเลงต่อไปมันไม่จบ… หากเรายังไม่ตาย”

ดีไหม ไม่รู้ แต่กูต้องเริ่ม
รอดไหม ไม่รู้ แต่กูต้องไม่ตาย
นั่นรวมถึงเธอด้วย

Story by Korakot Unphanit (writer)

you may also like
LIFE
แฟชั่นกับวงการแพทย์ เกี่ยวข้องกันยังไง
LIFE
อะไรคือรางวัลของการต่อสู้กับเวลาของคนทุกวันนี้?
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/04/open-arm.jpg