LIFE
เมืองหลวงแห่งความหลากหลาย
BANGKOK DIVERSITY

ในยุคสมัยที่คนเรามุ่งไปข้างหน้าอย่างไร้ความปรานี เรานั้นต้องหาจุดยืนอย่างไรถึงจะมีตัวตนให้ผู้คนสนใจ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่มีความหลากหลาย เต็มไปด้วยความแตกต่าง และ sub culture อันละลานตา

ระหว่างที่ผมกำลังนอนนวดอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง ในหัวกำลังครุ่นคิดถึงประเด็นเกี่ยวกับซับคัลเจอร์ในกรุงเทพฯ “พี่เอาหนักหรือพี่เอาเบา” ผมลืมตาแล้วเห็นน้องผู้ชายร่างผอม อายุไม่น่าเกิน 18 ผมงงอยู่ซักพักแล้วก็ตอบไปว่า “เอาหนักประมาณกลาง” ตอนพูดออกไปก็ตะหงิดๆ กับการเรียงประโยคของตัวเอง ทำไมมันฟังดูทะลึ่งๆ แล้วก็สงสัยว่าทำไมไม่มีหมอนวดผู้หญิง แต่อีสมองข้างซ้ายมันก็บอกว่าลองดู มันต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่เราได้เจอเด็กหนุ่มคนนี้

พอการนวดเริ่ม ผมก็หลับตาพยายามนึกถึงกลุ่มซับคัลเจอร์ต่างๆ ที่มีตัวตนอยู่ที่นี่ การที่คนเรารวมตัวมาก่อตั้งกลุ่มของตัวเองนั้นมันประกอบด้วยหลายปัจจัย บางที่เขาทำเพื่อสร้าง value ให้กับตัวเอง ยกคุณค่าของตัวเองสูงขึ้น สร้างความชัดเจนในความเป็นปัจเจก ซึ่งซับคัลเจอร์ก็ไม่ต่างจากเผ่าพันธุ์ที่ย่อยออกมาจากกลุ่มแมสที่ตัวเองเข้าหาไม่ได้ เพื่อต่อต้านสังคม ต่อต้านเจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจ

การชูนิ้วกลางใส่สถาบันที่เราไม่เอาด้วยความพังก์ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ทั้งแนวเพลงที่กระแทกหูและการแต่งตัวที่ทิ่มแทงแหลมคม ในเมืองไทยนั้นมีซับคัลเจอร์เยอะมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วกลุ่มต่างๆ ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรมาก เป็นการประกอบภาพลักษณ์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ เป็นความนิยมที่คนเมืองให้ความสำคัญ แต่มันก็มีกลุ่มที่ทำเพื่อสังคม เช่น Change.org หรือมูลนิธิกระจกเงา แบบนี้เรียกว่าซับคัลเจอร์หรือเปล่า หรือซับคัลเจอร์คือแค่เปลือกและภาพลักษณ์เท่านั้น ทำอะไรที่ตัวเองดูดีดูเท่

“พี่หุ่นดีนะ ออกกำลังกายบ่อยหรือเปล่าเนี่ย” น้องผู้ชายถามผม ผมบอกว่าเคยออก แต่ตอนนี้ไม่ออกแล้ว แล้วน้องเขาก็เริ่มพูดเรื่องของเขา เขาบอกผมว่าเขาเป็นนักมวย เขาต่อยมาได้ 19 แมตช์แล้ว เขากำลังได้ฉายา ฉายาก็เหมือนได้ไตเติ้ล ผมถามเขาว่าต่อยมวยได้ไฟต์ละเท่าไหร่ “หมื่นสอง บางทีก็สาม แต่ถ้างานวัดนี่สามพัน เลยไม่ค่อยไป ไม่คุ้ม” เขาบอกเขาเคยโดนน็อกครั้งนึง สลบไปสองวัน ตื่นมาเรียกหาแม่เลย น้องเล่าต่อว่าชีวิตนักมวยนี่หนักจริง บางคนโดนน็อกไปแล้วไม่ตื่นก็มี บางคนโดนค่ายวางยา คือวางยาจริงๆ คือทางค่ายจะล้มมวย บางทีเขาไม่บอกก่อน แต่เอายาระงับประสาทใส่ลงไปในน้ำดื่มของนักมวย พอสารออกฤทธิ์นักมวยจะตาเบลอขาเปลี้ย ยืนไม่ได้ หมดแรง “ค่าตัวเราก็ขึ้นตามฉายาเราอ่ะพี่ ถ้าแพ้ก็ต้องรอต่อยใหม่ ค่าจ้างก็เท่าเดิม” เด็กหนุ่มคุยไม่หยุดเลย การหวังได้ความสงบจากการนวดนั้นได้พังทลายไปแล้ว ผมก็เลยคุยกับเขาไปเรื่อยๆ

“คือผมกำลังเก็บตังค์เรียนตำรวจครับพี่” เขาเล่าต่อ ผมถามเขาค่าเรียนเทอมละเท่าไหร่ “ประมาณสองหมื่นกว่า” เขาตอบ ผมนึกถึงซับคัลเจอร์ของชาวตำรวจ คงไม่มีแก๊งไหนที่ bad ass ไปกว่าแก๊งนี้ จะชอบหรือไม่ชอบเขา แต่เขาเป็นกลุ่มที่ใหญ่และชัดเจนที่สุดแล้วสำหรับคนเมือง “ทำไมถึงอยากเป็นตำรวจ” ผมถามเขา เขาตอบว่า “รายได้มั่นคง แถมเกษียณไปก็มีเงินบำนาญ” มันก็จริงอย่างที่เขาพูด “นายเลยต่อยมวยเตรียมวิชาไว้ก่อน?” ผมถามเขา เขาตอบใช่ จะได้ปกป้องตัวเองได้…แล้วมึงคิดจะปกป้องคนอื่นเขามั้ย ผมคิดในใจ…ระหว่างที่เขาเล่าไป แรงมือเขาก็ลดลงเรื่อยๆ พลังงานและโฟกัสถูกส่งไปที่เรื่องที่ตัวเองเล่า ผมต้องคอยกำชับเขาให้เพิ่มแรงหน่อย

“ผมเคยเป็นหัวหน้านักเลงด้วย” เขาบอก ผมถามเขาว่านักเลงทำอะไรกันบ้าง เขาบอกว่าไม่ได้ทำอะไร รวมตัวกันชิล ดูแลชาวบ้าน มีปัญหาอะไรจัดการให้ ใครมาก่อความไม่สงบก็เข้าซัด “บางทีก็ทำงานกับตำรวจ ช่วยกันดูแลถิ่น” ผมถามเขาตีกับคนบ่อยมั้ย เขาบอกว่าก็มีบ้างแต่ไม่มีอะไรมาก ทุกที่มีนักเลงของมัน ที่ใครที่มัน ฟังดูเหมือนว่าการเป็นนักเลงมันไม่มีอนาคตเท่าไหร่ เด็กเลยไปเรียนมวยกัน ไหนๆ จะต่อยตีแล้วก็ขอมีรายได้หน่อยแล้วกัน “ผมมีแฟนแล้วนะ ขอหมั้นแล้วด้วย ผมได้เงินเท่าไหร่ก็เอาไปให้มันใช้หมด” ผมก็เลยถามเขาว่าถ้าต่อยมวยได้เงินดีแล้วมานวดทำไม เขาตอบด้วยน้ำเสียงเจื่อนๆ ว่าต่อยมวยรายได้ไม่ได้มั่นคงเท่าไหร่ สุดท้ายเรื่องหักมุม ระหว่างที่เขากดหลังผมอยู่ เขาบอกว่าผมว่าเขารู้สึกมึนๆ ผมก็ถามเขาว่ามึน (เชี่ย) อะไร เขาก็ตอบว่ามึนๆ อะไรเกี่ยวกับผู้ชายอีกคนนึงที่คุยไลน์อยู่ด้วย (คือระหว่างที่มันนวดไปมันดูมือถือไปด้วย) ผมถามเขาว่าที่นี่คือที่นวดแบบนั้นหรือเปล่า เขารีบตอบว่าไม่ๆ

แล้วเขาก็เล่าถึงลูกค้าผู้ชายอีกคนที่เป็นเกย์ที่มานวดแล้วอยากให้น้องนวดกษัยให้ แต่น้องไม่ยอมก็เลยโดนเขาต่อว่า แต่ดันแลกไลน์ไว้คุยกัน แล้วก็คุยกันอยู่ ระหว่างที่นวดผม…(เออ ตรงนี้ผมก็งง) “ผมก็รักแฟนผมนะ” มันบอก อยากแต่งอยากมีลูกมีครอบครัว ในแสงสลัวของห้องนวดที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือนั้น ผมเห็นหน้าเขาไม่ชัด มันเป็นหนึ่งชั่วโมงที่เต็มไปด้วยเรื่องของเขาเอง ไม่รู้ว่าเขาไม่มีใครคุยด้วยหรือไง

สังคมเรามันเต็มด้วยกลุ่มย่อยๆ ต่างๆ ที่เราทุกคนในจุดหนึ่งของชีวิตจะมีความอยากจะเข้าไปร่วมด้วยเพราะตัวตนของเรายังไม่ชัดเจนพอ คนไทยเราจึงได้ให้ค่ากับเพื่อนฝูงมาก เพราะเรารักความเป็นกลุ่ม รักจนตัวตนของเราลดลง คนที่เข้ากลุ่มไม่ได้ไม่ใช่คนที่มีปัญหา แต่ว่าตัวเขาเข้มแข็งพอที่จะกล้าปฏิเสธ กล้าที่จะยืนคนเดียว พอเราเป็นคนไม่กล้าเราก็ให้ค่ากับคนที่ ‘ฉวยโอกาส’ ไปเชื่อเขาไปฟังเขา ควักตังค์ให้เขาเพื่อแลกซื้อตั๋วล่องหนขึ้นยานบินสีทองไปสู่แดนสวรรค์

ในจุดนั้นผมกำลังยื่นตังค์ให้กับเจ้าของร้าน (เหมือนจ่ายตังค์ไปฟังคนพล่าม) เจ้าของร้านเป็นผู้ชายแต๋วๆ โบ๊ะหน้าขาว ผมมองเขาแล้วพยายามนึกถึงคัลเจอร์ของชาวเขา “ที่นี่มีนวดกษัยด้วยเหรอครับ” พี่เขารีบปฏิเสธ ผมก็รีบบอกว่าไม่เป็นไร ผมเองก็ไม่รู้ตอนเข้ามา พี่เขาบอกว่าก็มีถ้าต้องการ (อ้าว) ผมถามเขาว่าคนประเภทไหนมาใช้บริการบ้าง พี่เขาบอกว่าก็มีหลายแบบ บางทีแบบแต่งงานมีลูกแล้วก็ชอบมาบ่อยๆ…

เชี่ยยย ผมรักกรุงเทพฯ ครับ แม่งโคตร diverse เลย 

เรื่อง : พจแมน
ภาพ : BBC THAI
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/07/bkksq.jpg