LIFE
เชียงใหม่
ดินแดนผ้าฝ้ายเก่าในโลกใหม่

chaimai1
กว่า 700 ปีของเชียงใหม่นับเป็นระยะเวลาที่ยาวนานไม่น้อย จึงไม่น่าแปลกที่เชียงใหม่จะถูกยกระดับจากหัวเมืองทางการท่องเที่ยวทางเหนือให้กลายมาเป็นหัวหอกทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่า GDP กว่า 7.5 หมื่นล้านบาท และเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีธุรกิจท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เชียงใหม่ดึงดูดผู้คนด้วยเสน่ห์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้ มีส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างเมืองท่องเที่ยว เมืองแห่งการศึกษา และเมืองแห่งประวัติศาสตร์ และหนึ่งในสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของเชียงใหม่ก็คือผ้าฝ้าย
หากจะสืบค้นต้นกำเนิดของผ้าฝ้ายในล้านนา ข้อสรุปที่ได้อาจไม่แตกต่างจากชุมชนพื้นเมืองสมัยก่อนที่การทอผ้าเป็นส่วนหนึ่งของการทอเพื่อใช้กันในครัวเรือน เพื่อถวายเป็นเครื่องบรรณาการ หรือเพื่อบ่งบอกสถานภาพทางสังคมของแต่ละเผ่าแต่ละชนชั้น การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจผลักให้สินค้าที่เคยทำกันเองในบ้านกลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่า มีราคาค่างวด จนทุกวันนี้ผ้าฝ้ายได้กลายเป็นสินค้าที่บ่งบอกอัตลักษณ์ทั้งของผู้ซื้อและผู้สวมใส่และเป็นอัตลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ไปในที่สุด
เชียงใหม่ในปัจจุบันคือหม้อหลอมทางวัฒนธรรมของคนหลากหลายกลุ่ม ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ นักธุรกิจหน้าใหม่ และคนในท้องถิ่น การผสมปนเปกันทางวัฒนธรรมนี้ทำให้หลายสิ่งถูกนำกลับมาเล่าใหม่ในความหมายที่แตกต่างกันไป และไม่แปลกหากคุณจะมองว่าธุรกิจผ้าพื้นเมืองของเชียงใหม่ก็ถูกตีความออกไปในหลายๆ มิติเช่นกัน
ในฐานะที่ปีนี้เป็นปีที่เชียงใหม่กำลังก้าวสู่ศตวรรษที่ 8 ความหลากหลายของคนที่อยู่อาศัยที่นี่และประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจกำลังทำให้เชียงใหม่เปลี่ยนแปลงไป และธุรกิจผ้าฝ้ายซึ่งมีมูลค่ารวมกว่าพันล้านบาทเป็นตัวสะท้อนที่ดีอย่างหนึ่งของการขับเคลื่อนความเก่าไปสู่ความใหม่ การหยิบผ้าฝ้ายเชียงใหม่มาพูดถึงในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ช่างน่าสนใจ
มาร่วมค้นหาความหมายใหม่ของธุรกิจผ้าฝ้ายไปพร้อมๆ กับเรา

chamai-2

ฝ้ายเปลือกไม้ กลุ่มทอผ้าฝ้ายเปลือกไม้บ้านต่อเรือ: ธุรกิจครบวงจรสำหรับชุมชน

สำหรับเราแล้ว แบรนด์ ‘ฝ้ายเปลือกไม้’ ไม่ได้โดดเด่นแค่การออกแบบเท่านั้น แต่มีการวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบและมาจากชาวบ้านจริงๆ ตั้งแต่ความคิดเรื่องการอนุรักษ์ ‘ห้อม’ หรือพืชที่นำมาย้อมสีน้ำเงิน กลุ่มทอผ้าฝ้ายเลือกไม้ชนิดนี้มาเป็นวัตถุดิบหลัก และดูแลตั้งแต่การปลูก การเตรียมห้อม มาจนถึงการทอและการออกแบบการตัดเย็บ ทั้งหมดเกิดขึ้นในหลายชุมชน ซึ่งเป็นเครือข่ายในอำเภอแม่แจ่มที่ทำมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540 โดยแสงอรุณ ไชยรัตน์ ซึ่งพยายามฟื้นฟูเอกลักษณ์ดั้งเดิมของผ้าทอแม่แจ่มขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยผู้สูงอายุในชุมชนเป็นครูผู้ถ่ายทอดความรู้และนำคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยเรื่องการออกแบบและการทำตลาด ปัจจุบันกลุ่มทอผ้าฝ้ายเปลือกไม้บ้านต่อเรือมีสมาชิกในการทอและผลิตครอบคลุม 6 หมู่บ้าน มีแปลงปลูกห้อมและครามเป็นของตัวเอง และไม่ใช้สารเคมีตลอดกระบวนการผลิต เสื้อผ้าที่ออกมาจึงให้ความรู้สึกของงานที่ทำด้วยมือ มีเอกลักษณ์ และนิ่มเหมือนผ้าเก่าตั้งแต่ครั้งแรกที่ใส่ ที่มีเหนือกว่าก็คือการสร้างเงินหมุนเวียนในอำเภอแม่แจ่มนับล้านและยังได้อนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชนอีกด้วย

ติดต่อ: 136 หมู่ 2 บ้านต่อเรือ ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ 50270
โทร: 0-5382-8288, 08-9955-7837

chaimai3
ประวัติศาสตร์ที่คุณเป็นเจ้าของได้

ด้วยความที่นุสรา เตียงเกตุ เคยเป็นนักสังคมสงเคราะห์และทำงานด้าน NGO มาก่อน อีกทั้งมีความสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำให้คุณนุสราเข้าใจวิถีของผ้าฝ้ายมากกว่าแค่การผลิตเพื่อขายเท่านั้น ผ้าฝ้ายของร้านนุสราทุกผืนจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวและที่มาที่น่าสนใจ ผ้าทั้งหมดในร้านมาจากฝีมือของชาวแม่แจ่มที่ได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือจากนุสราที่คลุกคลีอยู่ในแหล่งผลิตผ้าฝ้ายมานานเกือบ 20 ปี ทำให้ผ้าฝ้ายในร้านนุสราแตกต่างจากร้านอื่นตรงที่มีทั้งผ้าฝ้ายเก่าๆ ที่เป็นงานฝีมือของชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มและที่เป็นคอลเล็กชั่นส่วนตัวของคุณนุสราวางจำหน่ายให้เลือกด้วย อีกส่วนคือผ้าที่ฟื้นฟูลายเก่าขึ้นมาทำใหม่ นำมาดัดแปลงปรับปรุงการออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของตลาดในปัจจุบันมากขึ้น
สิ่งที่น่าชื่นชมของร้านนุสราคือการทำยอดขายไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่การทำให้งานฝีมือเหล่านี้อยู่ร่วมสมัยและดำรงอยู่ได้แบบยั่งยืนต่างหาก คือสิ่งที่ผู้เป็นเจ้าของร้านต้องการ

ติดต่อ: 66 ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
โทร: 0-5330-2072, 08-1961-0525 (คุณนุสรา), 08-6920-0457 (คุณเล็ก) อีเมล: nussara66@gmail.com

chaimai5

แน่นในงานฝีมือ หนาหนักในงานศิลปะ

แพทริเซีย ชีสแมนเริ่มต้นด้วยการเข้ามาทำวิจัยเรื่องการย้อมครามบนผ้าฝ้ายและผ้าไหมกับชาวบ้าน และวิจัยเรื่องการทอผ้าของชนเผ่าในที่ราบสูงของเชียงใหม่ แต่ด้วยต้องการจะยกระดับงานของชาวบ้านให้มีคุณค่ามากขึ้น เธอจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานระหว่างชาวบ้านและลูกค้า โดยให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องการผลิตอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจและหาจุดร่วมตรงกลางที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเจอกันได้
จุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ของแน่นหนาสตูดิโอคือสินค้าทุกอย่างเน้นไปที่คุณภาพชีวิตของชาวบ้านเป็นสำคัญ รวมถึงการรักษามาตรฐานการผลิตให้คงที่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ งานที่ออกมาจึงเป็นส่วนผสมของงานเพื่อการพาณิชย์และงานหัตถกรรม และความคิดแบบตะวันตกกับความรู้แบบตะวันออก เอกลักษณ์อีกอย่างที่คนจำได้คือการใช้สีย้อมที่มาจากธรรมชาติ ความแข็งแรงทนทาน และลายที่เป็นเอกลักษณ์แบบผ้าทอพื้นเมืองจริงๆ โดยผ่านสายตาของนักการตลาดสมัยใหม่ที่เข้าใจว่ากลุ่มคนที่นิยมชมชอบผ้าฝ้ายแบบนี้ต้องการอะไร โดยเน้นหนักไปที่การทำงานด้วยมือทั้งหมด
แน่นหนาหันมาให้ความสำคัญกับงานฝีมือมากขึ้นหลังจากที่เคยสนใจกับงานที่เน้น ‘ปริมาณ’ แล้วพบว่านั่นอาจไม่ใช่คำตอบของคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวบ้าน งานของแน่นหนาในปัจจุบันจึงเน้นไปที่การทำงานแบบงานศิลปะและเน้นขายราคาต่อชิ้นที่สูงกว่าราคาตลาดเป็นหลัก รวมถึงความพยายามในการทดลองการย้อมแบบใหม่ที่ใช้สีธรรมชาติมากกว่าการใช้สารเคมี ซึ่งเราถือว่าเป็นจุดขายที่แตกต่างจากทุกแบรนด์ก็ว่าได้

ติดต่อ: 138/8 หมู่ที่ 1 ซอยช่างเคี่ยน ตำบลห้วยแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300
โทร: 0-5322-6042 www.studio-naenna.com

chaimai6
การก้าวข้ามขนบเดิมๆ

ในแวดวงของผู้ที่ชื่นชอบผ้าฝ้าย ฝ้ายซอคำเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีคนพูดถึงไม่น้อย เพราะพูดได้ว่าฐิติชัย อัครศิลปินเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่สนใจผ้าฝ้ายและประยุกต์การออกแบบได้อย่างร่วมสมัยและน่าสนใจ เริ่มต้นจากการเป็นคนหลงรักผ้าเก่า และต่อมาเริ่มผลิตและพัฒนางานของตัวเอง โดยอาศัยฝีมือการทอและการมัดย้อมของชาวบ้านอำเภอจอมทองในการผลิต ชื่อชั้นของฝ้ายซอคำที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ ทั้งการคว้ารางวัลการประกวดผ้าทอไหมระดับโลก และเคยได้รับคัดเลือกจากกระทรวงพาณิชย์และองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ให้ไปแสดงงานที่ญี่ปุ่น และได้รับรางวัลมหาชนเอเชียดีไซน์เมื่อปีพ.ศ. 2535 ฝ้ายซอคำช่วยยกระดับการออกแบบ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ที่อยากประยุกต์ผ้าฝ้ายและผ้าไหมของไทยมาใช้ในงานที่หลากหลายมากขึ้น

ติดต่อ: Fai Sor Kam Gallery สามแยกวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โทร: 08-9634-5765

chaimai7
ผ้าฝ้ายกับการสร้างวงจรแห่งความสุข

ยาโนทำให้เรานึกถึงปรัชญาของสตาร์บัคส์ที่ว่าธุรกิจของเขาไม่ใช่ธุรกิจกาแฟ แต่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนมากกว่า แม้ว่ายาโนเป็นแบรนด์ผ้าฝ้ายเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากซีแอตเทิลหลายพันไมล์ แต่ก็มีแนวคิดที่น่าสนใจไม่แพ้สตาร์บัคส์ นั่นคือเชื่อในเรื่องการทำงานอย่างมีความสุข สโลแกน ‘Ethnic of Happiness’ เป็นตัวสะท้อนค่านิยมของแบรนด์ได้อย่างดีว่า ความสุขในการทำงานและการใช้ชีวิตที่สอดประสานกันจะทำให้สินค้าและแบรนด์น่าสนใจ
ยาโนก่อตั้งโดยนครินทร์ ยาโน บริษัทอยู่ยั้งยืนยงมากว่า 11 ปีแล้ว ด้วยความที่ชอบทั้งงานฝีมือพื้นบ้านและการออกแบบ นครินทร์จับทั้งสองอย่างมาผนวกกับทักษะในการบริหารจัดการจนเกิดเป็นวงจรการทำงานที่ลงตัว สิ่งที่ลูกค้าประจำทราบดีคือโยนาไม่บังคับเรื่องเวลาในการผลิต เพราะสินค้าทุกชิ้นเป็นงานฝีมือที่ผลิตโดยกลุ่มช่างฝีมือในชุมชน ซึ่งทำงานด้วยความรักและไม่เร่งรีบ นครินทร์เองก็เชื่อว่าการทำงานด้วยความใส่ใจแบบนี้จะทำให้งานทุกชิ้นที่ออกมามีความหมาย
งานออกแบบที่แตกต่างและการรอคอยน่าจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ยาโนมีลูกค้าประจำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง และมาจากทั่วโลก นครินทร์บอกว่าจริงๆ แล้วธุรกิจของเขาไม่ใช่ธุรกิจเสื้อผ้า แต่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับคน เพราะงานออกแบบเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ทุกคนมีความสุข

ติดต่อ: 95 หมู่ 3 ซอย 5 ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
โทร: 08-5711-7722 www.facebook.com/Yano Handicraft

chaimai8

ฝ้ายในโลกแห่งการปรับตัว

หนึ่งในแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่น จนได้รับการยอมรับในวงกว้างทั้งในระดับจังหวัดและระดับนานาชาติ
Cotton Chic คือหนึ่งในแบรนด์ลูกของร้านขายผ้าฝ้ายเก่าแก่อย่าง ‘เฮือนฝ้ายด้ายงาม’ ซึ่งเปิดดำเนินการมาแล้วกว่า 30 ปี โดยเน้นไปที่การใช้เส้นใยในท้องถิ่นที่หลากหลายมากกว่าการใช้ผ้าฝ้ายอย่างเดียวเพื่อให้ได้ความนุ่มนวลในการสวมใส่ และยังขยายไปถึงการใช้ผ้าฝ้ายเพื่อการตกแต่งด้วย ที่สำคัญคือให้ความสำคัญกับการตัดเย็บที่เข้าขั้นงานอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ Cotton Chic นำรูปแบบที่ประสบความสำเร็จมาแล้วของแบรนด์แม่มาปรับให้สินค้าเข้าถึงกลุ่มลูกค้าง่ายขึ้น ใส่ได้หลายโอกาส และยังคงยึดมั่นในเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของผู้ผลิตซึ่งก็คือชาวบ้านกลุ่มทอผ้าที่เป็นเครือข่ายของเฮือนฝ้ายด้ายงามมาอย่างยาวนาน

ติดต่อ: 145/2 หมู่ 3 ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ 50130
โทร: 0-5396-0314 อีเมล: huanfaidaingam@hotmail.com

chaimai9

ต่างภาษาแต่ใจเดียวกัน

ความน่าสนใจของการทำแบรนด์ Chosita อยู่ที่การเห็นถึงความเหมือนกันบางอย่างของสองวัฒนธรรมแล้วมาลงเอยที่ผ้าฝ้ายได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ โชษิตา มานาเบะ เจ้าของและดีไซเนอร์ของแบรนด์เล่าให้ฟังว่าเธอเริ่มก่อตั้งแบรนด์ Chosita มาได้ไม่นานนัก ทว่าหากนับตัว ‘สินค้า’ ที่เกี่ยวกับผ้าฝ้ายเชียงใหม่นั้น เธอทำมากว่าสิบปีแล้ว โดยสินค้าหลักที่เธอสนใจมาตลอดก็คือผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติที่เธอออกแบบตัดเย็บและส่งไปขายที่ญี่ปุ่นมาโดยตลอด
แบรนด์ Chosita ที่เพิ่งเริ่มต้นไม่นานนี้เป็นความตั้งใจของเธอที่ต้องการทำแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา โดยเน้นที่การทำตลาดในประเทศไทยเป็นหลักและยังมีอีกแบรนด์คือ TOMO ที่เน้นจำหน่ายที่ญี่ปุ่น ทั้งสองแบรนด์เริ่มต้นเมื่อปีพ.ศ. 2558 ภายใต้ชื่อบริษัท นูโนะ โปรเจ็ค จำกัด
แม้ว่าจะต่างสถานที่ ต่างกรรม และต่างการใช้งานแต่ทั้ง TOMO และ Chosita ยังคิดและออกแบบอยู่บนพื้นฐานเดียวกันคือยังคงเน้นใช้ผ้าฝ้ายทอมืออยู่และพัฒนาแบบให้มีความเป็นสากลมากขึ้น โดยใช้ฝีมือของชาวบ้านในภาคเหนือที่ยังคงทอผ้าด้วยมือ โชษิตาบอกว่าเธอยังคงอยากเห็นเสื้อของเธอทุกตัวมีส่วนผสมของการตัดเย็บด้วยมือให้มากที่สุด และอยากรักษาให้งานรูปแบบนี้ยังคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ
ปัจจุบัน Chosita วางสินค้าตามร้านที่ให้การสนับสนุน เช่นร้านนุสราและร้าน Hand By Boon ปัจจุบันแบรนด์ Chosita ยังวางจำหน่ายที่กรุงเทพฯ ด้วย โดยเฉพาะที่ห้างอิเซตันซึ่งจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม 2559 นี้ สำหรับการออกแบบนั้นโชษิตาบอกว่า เน้นไปที่คู่สีเรียบง่าย สวมใส่สบาย เนื้อผ้าที่ทนทานและระบายความร้อนได้ดี

ch

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

นอกเหนือจากการเปิดจำหน่ายหน้าร้าน เชียงใหม่ยังเป็นแหล่งการรับผลิตแบบ ODM สำหรับผ้าฝ้ายและผ้าพื้นเมืองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เบื้องหลังความสำเร็จของหลายๆ แบรนด์ในเชียงใหม่ก็เริ่มต้นอย่างเงียบๆ ในโรงงานแห่งนี้
FAISKPก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2546 เริ่มจากพนักงานเพียงไม่กี่คนจนตอนนี้มีพนักงานกว่า 70 คนทำงานอยู่ที่นี่ ตั้งแต่ช่างทำแพตเทิร์น ช่างตัดเย็บ ไปจนถึงนักออกแบบ ที่นี่คุณมีแค่ไอเดียก็สามารถได้อะไรกลับไปมากกว่าที่คาดหวัง ปัจจุบันลูกค้าของ FAISKP มีทั้งลูกค้าในเชียงใหม่ ญี่ปุ่น และยุโรป สิ่งที่ทำให้ FAISKP เป็นที่พูดถึงก็คือฝีมือการตัดเย็บที่เชื่อใจได้ การตรงต่อเวลา ที่น่าสนใจคือธุรกิจแบบ ODM นี้ใช่ว่าจะไม่มีช่องทางในการเติบโต เพราะในอุตสาหกรรมผ้าฝ้ายเช่นในตอนนี้ มีอยู่เพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้นที่สามารถบริหารและดำเนินธุรกิจในระดับนานาชาติและเป็นที่ยอมรับ

ติดต่อ: 69/15 หมู่ 4 ตำบลสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ 50130
โทร: 08-1881-2217, 08-1289-5358 www.faiskp.com อีเมล: faiskp@loxinfo.co.th

ch1
เก่า-ใหม่ เล่าได้อย่างลงตัว

พูดได้ว่า Oriental Style น่าจะเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการปรับตัวของการทำเสื้อผ้าร่วมสมัยออกจำหน่ายได้ดีที่สุด Oriental Style ก่อตั้งมากว่าสิบปีแล้ว จากแต่เดิมเป็นร้านเล็กๆ ที่เน้นการออกแบบเสื้อผ้าร่วมสมัย ใส่สบายในราคาที่คุ้มค่ากับตลาดชนชั้นกลางแบบ upper class นิดๆ ของเชียงใหม่ ต่อมาเริ่มออกผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเชียงใหม่เริ่มมีนักท่องเที่ยวมาเยือนไม่ขาดสายตลอดปี แบรนด์จึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้ร้านมีสินค้าที่หลากหลายขึ้น ปัจจุบันหากคุณเข้าไปดูในร้าน Oriental Style คุณจะเห็นตั้งแต่หมวก ปลอกหมอน เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต และกระเป๋า โดยทั้งหมดเป็นฝีมือของช่างในพื้นที่เอง
ปัจจุบันเมื่อมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น Oriental Style จึงลองปรับเปลี่ยนวิธีการขายด้วยการออกคอลเล็กชั่นแบบจำกัดจำนวนเพื่อให้ลูกค้าได้สั่งจองผ่านเฟซบุ๊กและเพื่อควบคุมต้นทุนอีกทางหนึ่งด้วย

ติดต่อ: 36 ถนนเจริญราษฎร์ ซอยวัดเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โทร: 0-5324-3156 #101

ch6
ตอบสนองทุกความต้องการ

‘ณภัทร’ เริ่มต้นจากอยากหาเสื้อผ้าไว้ใส่ในช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าว ประกอบกับเป็นคนที่สนใจผ้าฝ้ายผ้าพื้นเมืองอยู่แล้ว จึงเริ่มออกแบบเพื่อใส่เอง ต่อมาเห็นช่องทางว่าธุรกิจนี้สามารถสร้างรายได้ที่ดี จึงหันมาออกแบบเพื่อจำหน่ายโดยเริ่มจากผ้าฝ้ายเนื้อบางที่สวมใส่สบายและขยายไปสู่ผ้าฝ้ายเนื้อหนาและผ้าฝ้ายสำหรับฤดูหนาวที่หนาขึ้นมาหน่อย พิมพ์ฝ้ายเป็นธุรกิจผ้าฝ้ายที่สะท้อนให้เห็นถึงความง่ายของการเข้าถึงและการฉกฉวยโอกาสจากทั้งความชอบของตัวเองและจากกระแสการใส่ผ้าเมืองของคนเชียงใหม่ให้เป็นประโยชน์

ติดต่อ: ชั้น 2 เทสโก้ โลตัส คำเที่ยง โทร: 08-5041-5665
www.facebook.com/pimfailinechiang

ch24
ผลิตแบบไม่มีอะไรเหลือทิ้ง

กุลสุขรักษ์ คำเจริญสนใจในเรื่องผ้าฝ้ายตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งได้มีโอกาสได้เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองเมื่อปีพ.ศ. 2548 ด้วยการนำรูปแบบของเสื้อผ้า ‘แม่อุ้ย’ หรือคนแก่สมัยก่อนมาดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ด้วยลูกเล่นที่แตกต่างและไม่เหมือนใครทำให้แวนด้าเริ่มเป็นที่รู้จัก ความโดดเด่นของแวนด้านอกเหนือจากอยู่ที่การตัดเย็บแล้ว เบื้องหลังการทำงานคือความพยายามในการใช้ต้นทุนที่มีให้คุ้มค่าที่สุด มีการทำงานกับแบบ cluster ในกลุ่มเจ้าของแบรนด์ด้วยกันเพื่อไม่ให้เหลือของทิ้งเลยในกระบวนการผลิต ด้วยการผลิตแบบนี้เองทำให้แวนด้าสามารถทำราคาขายได้ไม่ถึงพันบาทต่อตัว ซึ่งนั่นน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หลายบริษัทในเชียงใหม่เรียกใช้บริการของแวนด้าในการตัดเย็บและออกแบบ

ติดต่อ: 336/17 หมู่ 7 ตำบลสันทรายน้อย อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50210
08 9951-2409

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2016/08/NEW-OPEN-CHAIMAI.jpg