ความหล่อที่ต้องเจ็บและต้องจ่าย
GROOMING
ความหล่อที่ต้องเจ็บและต้องจ่าย
THE PRICE OF BEAUTY

หน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง’ คำกล่าวนี้น่าจะเป็นเรื่องจริงหากพิจารณาจากสิ่งที่ปรากฏขึ้นในสังคมโลกและบ้านเราซึ่งให้ความสำคัญหรือให้คุณค่ากับรูปลักษณ์

ภายนอกเหนือความเฉียบคมที่อยู่ภายใน แต่จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะใครๆ ก็ชอบคนหน้าตาดี แม้แต่งานวิจัยจำนวนมากยังระบุว่า ‘ความสมมาตรของใบหน้า’ เป็นตัวบ่งชี้ความงดงามและหล่อเหลา ซึ่งเกี่ยวโยงไปถึงเสน่ห์ดึงดูดใจ ความพึงพอใจต่อเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน กระทั่งลงท้ายที่ความสำเร็จทั้งหน้าที่การงานและการสืบเผ่าพันธุ์ นอกจากนี้ หลายตำรากล่าวว่าความงามอย่างสมมาตรยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของตัวอ่อนในครรภ์มารดาตั้งแต่ช่วงสามเดือนแรก และศักยภาพในการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่รอดได้ดีกว่า จนอาจกล่าวได้ว่า ความสวยความหล่อที่อยู่ในดีเอ็นเอนั้นมีผลต่อวัฒนธรรมและการดำรงชีวิตของมวลมนุษยชาติไม่ใช่น้อย

กระทั่งในวันที่ทุนนิยมและวัตถุนิยมแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมเมือง รูปลักษณ์หน้าตากลายเป็นตัวบ่งชี้หลักตัวหนึ่งในการประเมินค่าผู้คน และก่อเกิดเป็นค่านิยมที่ฝังแน่นในสังคม รวมถึงในจิตใต้สำนึก ว่าคนหน้าตาดีมีความน่าเชื่อถือมากกว่า มีความสามารถสูงกว่า และก้าวหน้าในอาชีพการงานมากกว่า…แต่ถ้าไม่ได้หน้าตาดีมาตั้งแต่เกิด สิ่งที่ตอบโจทย์ก็คือ ‘ศัลยกรรม’

Rise in cosmetic surgery
เพราะความปรารถนาในหน้าที่การงาน มีหน้ามีตาในสังคม หรือความอ่อน-เยาว์สดสวย ธุรกิจเสริมความงามด้วยมีดผ่าตัด เข็มสเตอริไลซ์ ยาลดบวม ฯลฯ จึงเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายเหล่านี้ และทำให้มูลค่าการตลาดของกลุ่มธุรกิจนี้ได้รับผลกระทบน้อยมากจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายกลุ่มบ่นอุบ กุมขมับกันทั่วทุกหัวระแหง แต่ธุรกิจเสริมความงามกลับเติบโตสวนทางเศรษฐกิจโลก โดยตัวเลขของไทยในปี 2012 ที่เคยอยู่ที่ 19,500 ล้านบาท ผ่านมาในปี 2015 ขยับไปที่ 30,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าน่าจะแตะที่ระดับ 100,000 ล้านบาทในปี 2020 เพราะถึงแม้ว่าการใช้จ่ายในหมวดนี้จะเป็นกลุ่มสินค้าหรือบริการฟุ่มเฟือย แต่ผู้บริโภคพร้อมใช้จ่าย ด้วยผลตอบแทนสำหรับการลงทุนคือเสน่ห์ สวย ก้าวหน้า ต่อให้เจ็บแต่ก็จบ ทั้งนี้ แนวโน้มการเติบโตของแต่ละเซ็กเมนต์ในธุรกิจเสริมความงามนั้นแตกต่างออกไป โดยแอนไทเอจจิ้งเป็นส่วนที่เติบโตสูงสุดเพราะมีความเรียบง่าย ใช้เวลาไม่นาน ทั้งด้านหัตถการและพักฟื้น ขณะที่การทำตา เสริมจมูก เสริมคาง หรือเสริมหน้าอกมีความซับซ้อนและยากกว่า ส่วนด้านการฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือรับประทานอาหารเสริม สามารถตัดสินใจได้ง่ายกว่าการศัลยกรรมด้านอื่นๆ เป็นต้น

Thailand: Hub of cosmetic and medical tourism
จากตัวเลขการตลาดและประมาณการเศรษฐกิจโลกพบว่า ธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นที่สุดในโลกสี่ปีซ้อนคือธุรกิจเสริมความงาม โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึงเจ็ดเปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่สูงถึง 14 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศไทยเองได้รับการยอมรับจาก The International Society of Aesthetic Plastic Surgery (ISAPS) ว่าศัลยกรรมในประเทศไทยมีชื่อเสียงอยู่ในอันดับแปดของโลก และเมื่อพิจารณาจุดแข็งด้านบุคลากรทางการแพทย์จัดว่ามีแพทย์ในธุรกิจเสริมความงามอยู่อย่างมากมาย มีการแข่งขันสูง ทำให้ค่าบริการศัลยกรรมในประเทศไทยต่ำกว่าหลายประเทศที่นิยมศัลยกรรม เช่น เกาหลีใต้ มือวางอันดับหนึ่งด้านศัลยกรรมถึงครึ่งหนึ่ง หรือยักษ์ใหญ่ด้านศัลยกรรมเสริมความงามอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปถึงหนึ่งในสามเท่านั้น จึงส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยปัจจัยเรื่องราคา ความสะดวกสบาย รวมถึงการไม่ค่อยฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเมื่อเทียบกับฝั่งตะวันตก เมื่อรวมเข้ากับตัวเลขจากศัลยกรรมเสริมความงามจึงทำให้มูลค่าการตลาดขยายตัวและเติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กัน

Both sides of the coin
อย่างไรก็ตาม ศักยภาพในกระเป๋าสตางค์ของผู้บริโภคและความต้องการทางการแพทย์ไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นตลาดบนและตลาดล่าง โดยตลาดบนจะเป็นสถานบริการหรือคลินิกเสริมความงามที่เน้นคุณภาพและความปลอดภัย ให้บริการโดยศัลยแพทย์ตกแต่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางประสบการณ์สูง ในขณะที่ตลาดรองลงมาจะเน้นจุดแข็งด้านอื่นๆ เข้ามาทำการตลาด เช่น เรื่องราคา สาขาที่มากกว่า เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความโดดเด่นที่สำคัญของธุรกิจเสริมความงามในปัจจุบันคือ ความครบวงจร สะดวกสบาย หรือ one stop service นั่นเอง ทั้งนี้ convenient lifestyle และอำนาจซื้อที่จำกัดของผู้บริโภค ประกอบกับค่านิยมบูชาความงดงามและหล่อเหลา เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาชีพใหม่อย่างหมอกระเป๋าขึ้น โดยเขาหรือเธอเป็นผู้ที่ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองจากสื่อสังคมออนไลน์ หรือการฝึกฝนเมื่อครั้งที่เป็นลูกมือแพทย์ในคลินิก เติมความมั่นใจและความน่าเชื่อถือเข้าไป ก็กลายเป็นของผู้ประกอบอาชีพหมอกระเป๋าได้โดยไม่ยากเย็น ด้วยว่าผู้บริโภคที่ไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายที่สูงได้มักจะหันมาใช้บริการหมอกระเป๋าที่ถูกกว่าและบริการถึงบ้านด้วยความเป็นกันเอง ทว่าความเสี่ยงที่เกิดจากต้นทุนที่ถูก ประสบการณ์ และความรู้ที่ไม่เพียงพอ ทำให้เกิดกรณีความเสียหายต่อชีวิต ใบหน้า และทรัพย์สิน ซึ่งทั้งหมดล้วนแก้ไขยากกว่าตอนเริ่มทำอย่างเทียบกันไม่ได้

วิธีการแก้ของปรากฏการณ์นี้อาจมองได้หลายแง่มุม ในส่วนผู้บริโภคจำเป็นต้องศึกษาหาข้อมูลให้รอบด้าน ไม่หวังพึ่งเพียงรีวิวที่ดูหวือหวา แต่อาจเป็นการจ้างเขียน ในส่วนสถานบริการจำเป็นต้องปรับมาตรฐานและให้ความซื่อสัตย์กับผู้ใช้บริการ สำหรับภาครัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาตรการป้องกัน ปราบปราม และลงโทษผู้กระทำผิด ตลอดจนผลิตแพทย์ศัลยกรรมตกแต่งที่ใช้เวลาฝึกฝนเรียนรู้เพิ่มเติมอีก 5-6 ปี ให้เพียงพอต่อความต้องการและพิจารณาความเป็นไปได้ในแง่การควบคุม ถึงการจัดให้ศัลยกรรมเสริมความงามเป็นหัตถการที่ทำได้เฉพาะศัลยแพทย์เฉพาะทาง (Plastic and Reconstructive Surgeon) เพื่อส่งเสริมมาตรฐานให้ทัดเทียมต่างประเทศอย่างแท้จริง

เรื่อง : สุรัตน์ โชติอำไพกรณ์
ภาพ : Shutterstock
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/07/ssq-1.jpg