ปฐมบทของศึกลำโพงอัจฉริยะ
GADGET
ปฐมบทของศึกลำโพงอัจฉริยะ
War of the Smart Speakers

หลังจากยอดขายคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะซบเซา สมาร์ตวอตช์ไม่กระเตื้อง ส่วนสมาร์ตโฟนก็อิ่มตัว เราจึงเห็นบรรดาหัวกะทิของวงการไอทีซุ่มพัฒนาอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับใช้งานในบ้านอยู่นานสองนาน จนในที่สุด Amazon, Google และ Apple ต่างเปิดตัวสมาร์ตสปีกเกอร์ออกมาห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด แต่คำถามใหญ่อยู่ตรงที่เราจำเป็นต้องมีอุปกรณ์เหล่านี้ในบ้านสักชิ้นจริงๆ หรือ

หลายคนอาจจะยังสับสนว่าสมาร์ตสปีกเกอร์แตกต่างจากลำโพงไร้สายทั่วๆ ไปอย่างไร ขออธิบายให้เห็นภาพเสียหน่อยว่า สมาร์ตสปีกเกอร์ก็คือลำโพงไร้สายเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ ผ่านไว-ไฟและบลูทูธนี่แหละ แต่เหนือกว่าก็ตรงที่ติดตั้งชิปเซต อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ และซอฟต์แวร์ผู้ช่วยอัจฉริยะ หรือ Intelligent Personal Assistants เข้าไป อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงเนื้อหาบนโลกออนไลน์ที่มีจำนวนมหาศาลได้ด้วย

Phillip Schiller รองประธานอาวุโสฝ่าย Worldwide Marketing ของ Apple แถลงข่าวเปิดตัว HomePod
ที่ซานโฮเซ แคลิฟอร์เนีย

ลำโพงเหล่านี้มีความสามารถนอกเหนือไปจากแค่การฟังเพลงและรับสายเรียกเข้าโทร.ออก ไม่ว่าจะเป็นค้นหาข้อมูล การรายงานสภาพอากาศ การจราจร อัพเดตข่าว การอ่านข้อความ การเตือนนัดหมาย เลยไปถึงการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ไฮเทคในบ้าน อย่างที่เกิดขึ้นแล้วก็การเปิด-ปิดไฟ เครื่องทำความเย็น มู่ลี่ ระบบรดน้ำต้นไม้ ระบบรักษาความปลอดภัย นอกจากนี้เหล่าผู้ผลิตยังติดตั้ง Machine Learning ลงไปเพื่อให้เครื่องเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานและตอบสนองความต้องการของแต่ละคนได้ และในอนาคตอันใกล้ยังจะรองรับการทำงานที่หลากหลายเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ ได้ว่า สมาร์ตสปีกเกอร์จะช่วยเหลือทุกเรื่องในชีวิต และควบคุมทุกอย่างในบ้านของเรานั่นเอง

จากจุดเด่นดังกล่าวสอดรับกับงานวิจัยตลาดของบริษัท Parks Associates คาดการณ์ว่า สมาร์ต
สปีกเกอร์จะทำยอดขายในตลาดสหรัฐอเมริกาปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และยอดขายในปี 2020 น่าจะทะยานไปถึง 50 ล้านเครื่อง ขนาดนี่แค่ตัวเลขในตลาดสหรัฐยังมากขนาดนี้ แล้วทั้งโลกจะมากแค่ไหน จึงเป็นเหตุให้บริษัทไอทีแถวหน้าอย่างกูเกิล อะเมซอน และแอปเปิ้ลกระโจนลงมาเล่นตลาดนี้อย่างดุเดือด ไม่เพียงเพราะต้องการเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดและดูดเม็ดเงินจากผู้ใช้งานทั้งโลกเท่านั้น แต่ผมยังคิดต่อไปว่าพวกเขาต้องการล่วงรู้ข้อมูลและพฤติกรรมการใช้งานเพื่อนำมาทำเป็น big data สำหรับพยากรณ์หรือสร้างคอนเทนต์ที่สอดรับกับการใช้งานของคนแต่ละกลุ่ม ทั้งยังนำไปใช้สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ตลอดจนพัฒนาระบบ ecosystem ของตนเองให้เข้ากับผู้ใช้ให้มากที่สุด เพื่อให้พวกเราเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มของพวกเขาให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

หลังจากอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสมาร์ตสปีกเกอร์กันไปแล้ว เรามาสำรวจจุดเด่นจุดดีของลำโพงอัจฉริยะของสามค่ายยักษ์กันต่อดีกว่า เมื่อศึกษาให้ดีผมพบว่า สมาร์ตสปีกเกอร์ทุกค่ายล้วนติดตั้งซอฟต์แวร์ผู้ช่วยอัจฉริยะของตัวเองทั้งสิ้น อย่าง Amazon Echo มี Alexa ส่วน HomePod มาพร้อม Siri ขณะที่ Google Home ก็มี Google Assistant นั่นเอง โดยซอฟต์แวร์ผู้ช่วยอัจฉริยะเหล่านี้จะใช้ชิปเซตในการจดจำเสียงและตอบ-สนองคำถามหรือความต้องการใดๆ ก็ตาม นั่นหมายความว่าลำโพงจะต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแต่ละค่ายเพื่อค้นหาคำตอบหรือเชื่อมต่อบริการที่คุณต้องการใช้และส่งกลับมายังเครื่องอีกที

ลำดับต่อมาพบว่ากูเกิล อะเมซอน และแอปเปิ้ลต่างก็มี media ecosystems เป็นของตัวเอง โดยเฉพาะคลังเพลงแบบสมัครสมาชิกอย่าง iTunes, Google Play Music และ Amazon Music ตามลำดับ ถึงแม้แอปเปิ้ลจะเป็นผู้เล่นรายใหญ่และรายแรกสำหรับการเผยแพร่เพลงดิจิทัลจนกลายเป็นตลาดเพลงขนาดใหญ่ที่สุดก็ตาม แต่ Echo สามารถเล่นเพลงจาก Spotify Premium, Pandora, TuneIn และ iHeartRadio ส่วน Google Home สามารถเชื่อมต่อกับ Google Cast สำหรับเล่นเพลงจาก Spotify Premium, Pandora และ YouTube Red ได้เช่นกัน ที่สำคัญทั้ง Echo และ Google Home เหนือกว่าก็ตรงสตรีมมิ่งเพลงของตัวเองมาฟังบนลำโพงเหล่านี้ผ่านบลูทูธได้เลย แต่ HomePod กลับไม่ปรากฏว่ามีระบบเชื่อมต่อไร้สายบลูทูธแต่อย่างใด

Google ส่ง Google Home ลงมาช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดสมาร์ตสปีกเกอร์

Amazon เปิดตัว Echo ในงาน CEZ  ต้นปีที่ผ่านมา

ความโดดเด่นอีกอย่าง สมาร์ตสปีกเกอร์ของทุกค่ายล้วนควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป อย่าง HomePod รองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Siri และระบบนิเวศ HomeKit ซึ่งเป็นระบบปิดของแอปเปิ้ลจึงมีความเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน ในขณะที่ Echo และ Google Home อยู่ขั้วตรงข้ามอาจจะมีฟังก์ชันบางอันเข้าใจยากเหลือเกิน ยังดีที่ว่าสามารถทำงานร่วมกับผู้ผลิต สมาร์ตโฮมรายใหญ่อย่าง Nest, Philips Hue, Samsung SmartThings, WeMo และ If This Then That (IFTTT) ที่ให้เราสร้างสูตรที่ปรับแต่งได้อย่างหลากหลายตามความเหมาะสม

อีกส่วนที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือพลังเสียงของสมาร์ตสปีกเกอร์ คุณสมบัติข้อนี้ HomePod ทำได้ค่อนข้างดีเพราะติดตั้งลำโพงวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่เพื่อเสียงเบสที่ทุ้มลึก ลำโพงทวีตเตอร์สั่งทำพิเศษเจ็ดตัวที่ให้คลื่นความถี่สูงอย่างแท้จริง มาพร้อมระบบควบคุมทิศทางเสียงและระบบรับรู้มิติสัมพันธ์ เพื่อจับตำแหน่งตัวเองภายในห้องและปรับเสียงให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ลำดับรองลงมายกให้ Echo ที่ติดตั้งวูฟเฟอร์และทวีตเตอร์เล็กลง ถ่ายทอดกำลังเสียงในห้องนอนค่อนข้างดี แต่ไม่เหมาะกับการจัดปาร์ตี้สักเท่าไร ดีที่ว่าเราสามารถเชื่อมต่อกับลำโพงตัวอื่นได้ตามต้องการ ขณะที่ Google Home ขนาดเล็กและไม่ได้ติดตั้งอะไรมากนัก จึงไม่แปลกที่เสียงไม่ดังเท่า Echo ดังนั้นถ้าเราอยากให้เสียงดังมากจนเพื่อน 20 คนได้ยินก็ต้องเชื่อมต่อ Google Home หลายๆ ตัวเข้าด้วยกัน

ด้วยคุณสมบัติมากมายของ HomePod จึงมาพร้อมสนนราคาแพงสุด 349 USD และเปิดตัวในสิ้นปีนี้ ส่วน Amazon Echo ถูกลงมาหน่อยที่ 179.99 USD ขณะที่ Google Home ถูกสุดที่ 129 USD อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงปฐมบทของศึกสมาร์ตสปีกเกอร์เท่านั้น ผมเชื่อว่าผู้ผลิตสินค้าไอทีรายอื่นๆ จะทยอยลงเล่นตลาดนี้อีกมากมาย แต่เราก็ควรอดใจรอให้เหล่านักพัฒนาแอปพลิเคชั่นคิดค้นลูกเล่นใหม่ๆ และผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เชื่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านเข้ากับลำโพงเหล่านี้ให้ได้เยอะๆ เมื่อถึงจุดนั้นผมถึงรู้สึกว่าคุ้มค่าแก่การซื้อหามาไว้ในบ้านสักอัน

สำหรับตอนนี้ผมยังไม่รู้ว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ มันเพิ่มภาระดึงปลั๊กไฟก่อนออกจากบ้านแน่นอน

เรื่อง : ปัญญา ลีลาสุนทรกุล
ภาพ : Getty Images
you may also like
GADGET
หน้าจอใหม่ กล้องแจ๋วและเทคโนโลยีจัดเต็มเหมาะกับการทำงานกราฟฟิกและเสพความบันเทิง
GADGET
ถือว่า WWDC ครั้งนี้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เอี่ยมอ่องออกมามากมายจนสาวกตามไม่ทัน ถึงเวลาทบทวนกันอีกรอบ!
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/08/warsq.jpg