GADGET
Augmented Reality
‘ยิ่งไปกว่าความจริง’ รู้จักกับเทคโนโลยีที่กำลังมีบทบาท เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเราให้มากขึ้นไปอีกนิด

ถ้าเพียงแต่ Tony Stark หรือ Iron Man ใส่แว่นอัจฉริยะเข้าไปสักอัน ท่าทางที่เขาใช้มือลากวัตถุเสมือน (Virtual Object) และข้อมูลมหาศาลที่ลอยอยู่ตรงหน้าไปมาระหว่างสื่อสารกับ J.A.R.V.I.S. (Just A Rather Very Intelligent System) ระบบผู้ช่วยสุดอัจฉริยะ ก็คงกลายเป็นภาพที่ใช้อธิบายการใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า ‘AR’ ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี (ยกเว้นว่าจริงๆ แล้วในหนังสตาร์กจะใส่คอนแทกต์เลนส์อัจฉริยะที่ทั้ง Google, Samsung และบริษัทต่างๆ กำลังพัฒนากันจนหัวแตกจะอยู่แล้ว)

new-tech

AR คืออะไร?

AR ย่อมาจากคำว่า ‘Augmented Reality’ โดย Augmented แปลว่า เพิ่ม หรือขยาย ขณะที่ Reality หมายถึง ความจริง เทคโนโลยีชนิดนี้จึงว่าด้วยเรื่องของสิ่งที่จะเพิ่มหรือขยายความจริงที่เราเห็นด้วยตาของเรา เมื่อมีเครื่องมืออย่างคุณจาร์วิส โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือกูเกิลกลาสส์ ซึ่งแสดงภาพของสิ่งที่คุณเห็นบนหน้าจอ AR ก็จะทำหน้าที่สร้างส่วนขยายของสิ่งที่คุณเห็น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรูปตัวอักษร ภาพ 2 มิติ 3 มิติ เสียง คลิปวิดีโอ หรือข้อมูล GPS ขึ้นมาซ้อนอยู่บนภาพจริงนั้น เท่านั้นไม่พอ มันยังเปิดโอกาสให้คุณมี ‘ปฏิสัมพันธ์’ กับความจริงส่วนขยายด้วย ก็อย่างในเกมสุดฮิต Pokémon GO ที่เราสามารถใช้นิ้วจิ้มลงไปบนหน้าจอมือถือเพื่อยิงโปเกมอนบอลออกไปยังตัวมอนสเตอร์ ซึ่งลอยไปลอยมาอยู่ข้างหน้าบนลู่วิ่งตอนเรากำลังวิ่ง หรือบนประตูห้องน้ำตอนกำลังทำธุระส่วนตัว

AR มาจากไหน

แม้จะดูทันสมัยเหมือนมาจากอนาคต แต่เชื่อหรือเปล่าว่า AR ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปีค.ศ.1986 แล้ว โดย Ivan Sutherland นักวิทยาศาสตร์และอาจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งมีฉายาว่า ‘เจ้าพ่อซีจี’ (Father of Computer Graphics) และ Bob Sproull ลูกศิษย์ คือคนกลุ่มแรกที่พัฒนาแว่นสวมหัวชนิดพิเศษขึ้นเพื่อใช้กับเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกับ AR ในสมัยนี้ แต่สมัยนั้นแว่นยังต้องเชื่อมกับระบบที่ห้อยลงมาจากเพดาน ส่วนภาพที่แสดงให้เห็นผ่านแว่นก็ยังสร้างโดยคอมพิวเตอร์ จากนั้นเทคโนโลยีชนิดนี้ก็ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง อย่างในปีค.ศ. 1992 ที่ AR ได้รับการพัฒนาควบคู่กับชุดหุ่นยนต์ ให้ทหารที่สวมใส่สามารถควบคุมเครื่องมือแบบเสมือน เพื่อทำภารกิจในสถานที่ห่างไกลได้โดยไม่ต้องไปอยู่ ณ ที่นั้นจริงๆ หรือในปีค.ศ. 1998 ที่มีการฝึกบินยาน NASA X-38 ขึ้นบินโดยใช้ Hybrid Synthetic Vision ระบบที่นำ AR มาใช้กับข้อมูลแผนที่เพื่อขยายความสามารถของระบบนำทางไม่ใช่แต่สายความมั่นคงเท่านั้นที่นำ AR ไปใช้ งานด้านอื่นๆ ก็ได้หยิบเอาความสามารถของเทคโนโลยีใหม่นี้ เข้าไปเพื่อสร้างความสนใจและพัฒนางานในสายงานของตัวเองด้วย อย่างในปีค.ศ. 1994 ที่มีการนำ AR ไปใช้ในโรงละครกับการแสดงเรื่อง Dancing in Cyberspace ที่มีนักเต้นเต้นอยู่ท่ามกลางวัตถุเสมือนมากมาย ในปีค.ศ. 1998 ที่ Sportsvision ขยายประสบการณ์การดูกีฬาผ่านหน้าจอของผู้ชมด้วยเส้นสีเหลืองบอกระยะ 10 หลา กับหมุดเวอร์ชั่นเสมือนลงบนพื้นสนามในการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล NFL หรือแม้การที่มันเปิดโอกาสให้แพทย์ได้เห็นข้อมูลอื่นๆ ของคนไข้ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ความดัน จนถึงผลเอ็กซ์เรย์ ขณะที่กำลังผ่าตัดโดยไม่ต้องเงยหน้าสักนิด

AR จะไปไหนต่อ

เพราะเป็นเทคโนโลยีที่นำไปปรับใช้ได้หลากหลาย อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยในการสร้างลูกเล่นดึงความสนใจของมนุษย์ได้ ปัจจุบันแทบทุกธุรกิจจึงหยิบเทคโนโลยีชนิดนี้ไปใช้ในการสื่อสารกับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมาย นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ความจริงส่วนขยายแบบนี้จะเข้ามาปรับโฉมหน้าของการทำธุรกิจด้วยซ้ำไป เพราะพวกเขาเชื่อว่าหัวใจของการทำธุรกิจสมัยนี้ขึ้นอยู่กับ ‘เทรนด์’ และ AR ก็ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ที่ไม่น่าจะหายไปไหนอีกนาน

ติดตามเพิ่มเติมได้ในนิตยสารแอลเมนฉบับตุลาคม

เรื่อง : สี่สิบสอง
ภาพ : GETTY IMAGES
you may also like
GADGET
หน้าจอใหม่ กล้องแจ๋วและเทคโนโลยีจัดเต็มเหมาะกับการทำงานกราฟฟิกและเสพความบันเทิง
GADGET
ถือว่า WWDC ครั้งนี้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เอี่ยมอ่องออกมามากมายจนสาวกตามไม่ทัน ถึงเวลาทบทวนกันอีกรอบ!
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2016/10/open-tech.jpg