GADGET
10 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการใช้งาน iPhone X
รีวิวหลังการใช้งานจริงสองสัปดาห์

ตั้งแต่ Steve Jobs เสียชีวิตไปนั้นก็ดูเหมือนว่าฝั่ง Apple จะเงียบเหงาลงถนัดตา ไม่ว่าจะมีการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ๆ หรือไอเท็มใหม่ๆ ก็ล้วนแล้วแต่ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าตอนที่ Jobs ยังอยู่ จนมาถึงวาระครบรอบ 10 ปี โทรศัพท์มือถือแห่งยุคอย่าง iPhone ในปีนี้ที่ Apple ก็ได้ปล่อยไม้ตายออกมาเป็น iPhone X (ไอโฟนเทน) iPhone รุ่นแรกจาก Apple ที่ไร้ปุ่ม Home เป็นจอแบบ edge-to-edge หรือจอไร้ขอบนั้นเอง และมันได้ผลเมื่อทั้งโลกหันมาให้ความสนใจเจ้ามือถือไร้ปุ่มจากค่ายผลไม้อีกครั้ง ซึ่งในไทยวางขายไปเรียบร้อยในวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มาดูกันว่า 14 วันที่เราใช้ iPhone X นั้นเป็นอย่างไร


1. Total Look


iPhone X มาในหน้าจอไร้ขอบ (แต่จอแหว่งนิดหน่อยเพื่อใส่กล้อง TrueDepth สำหรับเทคโนโลยี Face ID) ขนาด 5.8 นิ้ว ด้านหลังเปลี่ยนจากโลหะมาเป็นกระจกที่ทาง Apple บอกว่าแข็งแรงที่สุดในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนตอนนี้ พร้อมโลโก้ Apple และตัวพิมพ์คำว่า iPhone โดดเด่นอยู่ ไม่มีตรา FCC ต่อท้ายให้เกะกะอีกต่อไป แต่ถึง Apple จะบอกว่าเครื่องทำจากกระจกที่แข็งแรงขนาดนั้น เราก็ยังแนะนำให้คุณใส่เคสอยู่ดี เพราะขอบด้านข้างเป็นอลูมิเนียม เวลามือชื้นๆ หรือเหงื่อออกมีโอกาสสูงมากที่เครื่องจะลื่นตกมือได้ เครื่องมีน้ำหนัก 174 กรัม ซึ่งเบากว่า iPhone 8 Plus แบบรู้สึกได้


2. The Notch Display


สิ่งที่ทำให้หลายคนเซ็งตั้งแต่เปิดตัว iPhone X ก็คือจอมันแหว่ง! ตรงนี้ Apple บอกว่าเราต้องเว้นพื้นที่จอไว้ใส่เซนเซอร์และกล้องต่างๆ โอเคไม่เป็นไร แต่ถ้าในการใช้งานจริงล่ะ ตรงนี้เราไม่มีปัญหาเพราะเวลาใช้งานจริงคนเราจะมองตรงกลางจอเป็นปกติอยู่แล้ว และการที่ไม่มีปุ่ม Home ทำให้ต้องเรียนรู้วิธีใช้งานใหม่ แต่ไม่ได้แปลกอะไรเพราะเป็นการลากนิ้วไปซ้ายขวา เหมือนใน iPad และใน Trackpad ของ Macbook ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็เริ่มชิน


3. Face ID
Apple บอกว่าสวัสดีอนาคต ใช่ นี่แหละอนาคตจริงๆ Face ID หรือการปลดล็อกเครื่องสำหรับใช้งานและทำธุรกรรมต่างๆ ทำได้ดีและรวดเร็วกว่าที่เราคิด มันสามารถปลดล็อกได้ทั้งหน้ามุมตรง มุมเสย มุมเฉียง และตอนกลางคืนหรือแสงน้อยก็ทำได้ คิดเฉลี่ย 10 ครั้ง จะปลดล็อกได้ถูกต้องถึง 8 ครั้ง แต่ที่แปลกคือจะใช้ Face ID ปลดล็อกเครื่องหลังตื่นนอนไม่ค่อยได้ เหมือนหน้าตายังไม่เข้าที่


4. Lose Your Fingerprints
ด้วยดีไซน์ไร้ปุ่มโฮม และเครื่องมาพร้อมกับกระจกทั้งหน้าหลัง จึงเป็นการตัดฟังก์ชั่นสแกนลายนิ้วมือออกไปโดยปริยาย ดังนั้นวิธีการปลดล็อกเครื่องจึงทำได้โดยใช้ Face ID และรหัสผ่าน 6 ตัวเท่านั้น


5. Camera
ความต่างที่แยก iPhone 8, iPhone 8 Plus และ iPhone X ออกจากกันนั้นนอกจากจะเป็นเรื่องดีไซน์และขนาดแล้ว กล้องก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งเช่นกัน โดยกล้องของ iPhone 8 จะยังคงเป็นกล้องเดี่ยวๆ อยู่ ในขณะที่ทั้ง iPhone 8 Plus และ iPhone X นั้นมาพร้อมกล้องคู่และโหมด Portrait Mode ที่ให้ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้ดีขึ้น โดยพัฒนามาตั้งแต่ iOS 10.1 เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งที่พิเศษคือกล้องหน้าของ iPhone X นั้นสามารถใช้ฟังก์ชั่นนี้ได้แล้ว และเป็น iPhone รุ่นเดียวที่ทำได้

คุณภาพของรูปถ่ายที่ได้จาก iPhone X และ iPhone 8 Plus นั้นไม่ต่างกันมาก เพราะใช้เลนส์เดียวกัน รูรับแสงขนาดใกล้เคียงกัน สิ่งที่ iPhone X ดูจะได้เปรียบก็คงเป็นเรื่องของ Portrait Mode ในกล้องหน้านี่ล่ะครับ


6. Animoji
อานิสงค์จากกล้อง TrueDepth ที่ใช้สแกนใบหน้า ทำให้ Apple ออกฟังก์ชั่น Animoji ที่เป็นเหมือนการส่งสติ๊กเกอร์ใน iMessage โดยที่ตัว Emoticon นั้นจะขยับตามการเคลื่อนไหวใบหน้าของเรา อันนี้ก็เป็นลูกเล่นเล็กๆ ที่เข้ามาสร้างสีสันให้กับ iPhone X


7. The A11 Chipset & AR technology
ทั้ง iPhone 8, iPhone 8 Plus และ iPhone X  ใช้ชิปเซตเดียวกันคือ A11 Bionic ซึ่ง Apple บอกว่าเร็วกว่าชิปเซตที่ใช้กับ iPhone 7 ถึงสองเท่า ดังนั้นความลื่นไหลในการใช้งานจึงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด และด้วยความเร็วของการประมวลผลทำให้  Apple ภูมิใจนำเสนอเหล่าแอปพลิเคชั่นที่มาในรูปแบบของ AR technology มากขึ้น ซึ่งก็ทำได้ดีเพราะยังไม่ไม่มีครั้งไหนที่ iPhone X ของเรารัน AR Application แล้วค้างหรือกระตุกเลย


8. Music Lover
Apple ถอดรูหูฟัง 3.5 mm ไปตั้งแต่ iPhone 7 แล้วหันมาใช้หูฟังแบบ USB Type-C แทน ซึ่งตรงนี้ Intel บอกว่าจะให้คุณภาพของเสียงที่ดีกว่าเพราะเป็นสัญญาณดิจิตอล ไม่ใช่สัญญาณ Analog แบบหูฟัง 3.5 mm ที่เอาเข้าจริงเราก็รู้สึกเหมือนกันว่ารายละเอียดของเสียงที่ได้จากหูฟังแบบ USB Type-C นั้นมากกว่า หูฟัง 3.5 mm อยู่นิดหน่อย ดังนั้นไม่จำเป็นต้องไปเสาะหาหูฟังแบบ USB Type-C หรือ หูฟัง Bluetooth มาใช้ให้ยุ่งยากหากคุณยังรักในเสียงของหูฟัง 3.5 mm ตัวโปรดอยู่ เชื่อเรามันไม่ได้ต่างขนาดนั้น

อีกสิ่งที่ชอบคือลำโพงของ iPhone X มาเป็น Stereo ออกทั้งด้านบนและด้านล่าง มีมิติในเนื้อเสียงพอสมควร


9. Battery
เราเปลี่ยนจาก iPhone 8 Plus มาใช้ iPhone X สิ่งหนึ่งที่สังเกตุได้คือในการใช้งานปกติ iPhone X จะสิ้นเปลืองพลังงานกว่า iPhone 8 Plus อันนี้อาจเป็นผลมาจากเรื่องหน้าจอ เฉลี่ยต่อการชาร์จ 1 ครั้งจะอยู่ได้นาน 8-9 ชั่วโมง ในการใช้งานปกติ (เปิด Cellular ตลอด สตรีมเพลงและวีดีโอบ้าง ไม่เล่นเกมส์) แล้วเหลือแบตเตอร์รี่ราว 20-30 เปอร์เซ็นต์ไว้ ถ้าไม่ได้ใช้งานโหดมากก็เพียงพอสำหรับ 1 วัน แต่ถ้าไม่ก็พก Powerbank ไว้ก็ดี และ iPhone X รองรับการชาร์จแบบไร้สายและชาร์ตเร็วแล้วด้วย ช่วยลดปัญหาแบตหมดระหว่างวันไปได้พอสมควร


10. Should you buy?
ต้องยอมรับจริงๆ ว่าในเรื่องการใช้งานจริงระหว่าง iPhone 8 Plus และ iPhone X นั้นแทบไม่เห็นความต่างใดๆ เลย คราวนี้อยู่ที่ความชอบส่วนบุคคลแล้วว่าต้องการโทรศัพท์ไซซ์ไหน ถ้าชอบไซซ์พกพาสะดวก ต้องการเทคโนโลยีความปลอดภัยสูงอย่าง Face ID และชอบ Selfie ก็คงต้อง iPhone X แต่ถ้าชอบเครื่องใหญ่จับถนัดมือก็ iPhone 8 Plus แต่อย่าลืมข้อต่างที่สำคัญมากที่สุดด้วยก็คือราคาเริ่มต้นที่ต่างกันเกือบ 8 พันบาท นี่ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มีผลอย่างมากในการตัดสินใจ

เรื่อง : KANT
ภาพ : KANT
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/12/ixsq-1024x1024.jpg