FRONTMAN
The Rebellious Ten (Final Part)
4 บุรุษสุดท้ายจาก The Rebellious Ten

ก้าวเข้าสู่ปีที่ห้าของแอลเมน ประเทศไทยไปพร้อมกับ 10 สุภาพบุรุษผู้สร้างแรงบันดาลใจและไม่เคยหยุดค้นหาความหมายในสิ่งที่ทำ ตั้งแต่หนุ่มมาดเซอร์ผู้เปรียบชีวิตเหมือนแสงอาทิตย์แรกแย้มของวันใหม่ แร็ปเปอร์ผู้ไม่ยอมให้โรคซึมเศร้าเข้ามาขัดจังหวะไมก์ เมนเทอร์ที่ไม่เคยเฉียดใกล้วลี ‘ไร้พ่าย’ แต่กลับได้ใจลูกทีม นักร้องคารมดีที่มาพร้อมมุกเด็ดคือการเล่นตลกกับโชคชะตา ชายผู้เสพติดทุกความซ่าที่ยอมแลกมันมาด้วยโลกส่วนตัวที่เคยหวงแหน ผู้กำกับที่เปลี่ยนชีพจรการทำหนังให้เหมือนการวิ่งระยะไกล นักแสดงผู้มีความสุขกับการเป็นน้ำนิ่งแต่ไหลลึกเกินหยั่ง สนีกเกอร์เฮดที่ปลุกชีพวงการสนีกเกอร์ไทย วัยรุ่นที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ผ่านการปลดล็อกห้องใหม่ในตัวตน ไปจนถึงนักธุรกิจผู้ปลดหนี้ให้คนไทยผ่านการรีไฟแนนซ์

พวกเขาล้ม พวกเขาลุก พวกเขาเริ่มใหม่ ในการเดินทางที่มีแพสชั่นเป็นเข็มทิศ มีความหนุ่มเป็นเชื้อไฟ มีการให้อภัยเป็นยาสมานแผล นี่คือหลักฐานของการค้นหาชีวิตที่แสดงให้เห็นว่า ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่เส้นชัยเสมอไป และไม่จำเป็นต้องเอาชนะใคร เพราะคู่ต่อสู้หนึ่งเดียวในวินาทีนี้ที่ห้ามอ่อนข้อ คือตัวตนของตัวเองที่ยังใช้ลมหายใจจากเมื่อวาน


ชุดสูท ของส่วนตัวของนายแบบ เนกไท และพ็อกเกตสแควร์พิมพ์ลาย จาก Jaspal Man

Promote Pathan: How to Predict the Unpredictable

ได้มีซิงเกิลแรกในชีวิตเป็นของตัวเอง ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ที่เป็นไอดอลในใจมาแสนนาน ได้ทำอาชีพที่ใฝ่ฝันอย่างการเป็นดีเจ 
แถมยังเป็นดีเจที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่บนหน้าปัดวิทยุ ได้ใกล้ชิดเคียงไหล่กับสาวในฝันอย่างปู-ไปรยา และน่าจะได้มีคอนเสิร์ตใหญ่
ของตัวเองในไม่ช้า ทุกเรื่องไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นในชีวิตของ โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน ภายในปีนี้ จะว่าเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันใดก็ไม่ผิด จะว่าพระเจ้าเป็นใจให้เขาก็ฟังดูเข้าท่า เมื่อจู่ๆ ทุกแสงสปอตไลต์ต่างก็สาดไปสู่หนุ่มหนวดร่างหมีคารมดี ผู้มีอารมณ์ขันล้นเหลือ 
ทั้งยังรักษาสมดุลให้ถ้อยคำผรุสวาทที่หล่นจากปากเขา ไม่หยาบคายจนเกินไป และเป็นคำที่ใครๆ ก็เต็มใจฟัง แต่หากลงลึกใน
รายละเอียด แม้เจ้าตัวจะบอกว่าทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน แต่เรารู้ว่าปราโมทย์คาดเดาได้ เขาจึงหมั่นลับฝีมือและเตรียมตัว
ให้พร้อมอยู่เสมอ การร้องเพลงกลางคืนควบคู่กับร้องไกด์ในห้องอัดให้ศิลปินจำนวนนับไม่ถ้วนมาตลอดสิบปี บวกกับคุณสมบัติของความเป็นคนช่างสังเกต และไม่ลังเลที่จะปล่อยคารมเด็ดมุกโดนออกมาได้อย่างถูกจังหวะเสมอ ล้วนเป็นมากกว่าเรื่องบังเอิญ 
และเชื่อว่าลึกลงไปในก้นบึ้งหัวใจของปราโมทย์นั้น เขารู้เสมอว่า ต้องถึงทีของเขาในสักวัน

: คุณมักเอ่ยถึง ‘ต้น Bulldog’ (สุวัธชัย สุทธิรัตน์) บ่อยๆ เล่าถึง
ไอดอลของคุณคนนี้ให้เราฟังหน่อย
สมัยที่ผมร้องเพลงกลางคืนที่รูท 66 พี่ต้นสนิทกับวงแบ็กอัพที่รูท เลยขอมาทำซาวนด์ให้ ทำให้ผมได้เจอเขาตลอดห้าวันต่อสัปดาห์ที่ร้องเพลงที่นั่น ซึ่งเราประทับใจในตัวเขาอยู่แล้ว เพราะพี่ต้นเป็นนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ให้ศิลปินในแกรมมี่เยอะมาก สร้างเพลงฮิตมาไม่รู้กี่เพลง ทำให้ผมใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากร่วมงานกับเขา และเขาก็ชมเราให้กับที่วงฟังว่า ชอบเด็กคนนี้มาก อยากทำงานให้เด็กคนนี้ คิดดูสิว่าคนที่เป็นไอดอลเรามาตั้งแต่เด็กพูดว่าอยากทำงานกับเรา รู้แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว แต่สิ่งที่ทำได้ในวันนั้นก็แค่กลับบ้านไปนอนร้องไห้คนเดียว เพราะขนาดแค่จะเล่าเรื่องนี้ให้คนสำคัญอย่างคุณแม่ฟัง ยังทำไม่ได้ คืนนั้นกว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกแล้ว เห็นแม่นอนอยู่ ถึงอยากเล่ามากก็เล่าไม่ได้ เพราะต่อให้เราเล่าไป แม่ก็ต้องถามว่า ใครคือต้น บุลดอก เลยเกิดหลายอารมณ์รวมกัน ทั้งตื้นตัน น้อยใจ กระอักกระอ่วน เลยร้องไห้ออกมา

: กว่าจะได้ร่วมงานกันในเพลง เมื่อวาน ทิ้งช่วงนานแค่ไหน
จากวันที่ร้องไห้ ผ่านไปหกปีกว่า ที่ได้แต่เจอกัน แต่ไม่มีโอกาสร่วมงาน เพราะเราก็ไม่ได้ดัง การที่ค่ายจะผลักดันให้เรามีผลงานเป็นเรื่องยาก จนกระทั่งรายการขับรถ (Paloy’s Diary) ทำให้ผมมีชื่อเสียงขึ้นมา ค่ายถึงถามเราว่าอยากให้ใครแต่งเพลง เราก็เลือกพี่ต้นเป็นชื่อแรกเลย พอเข้าไปคุยกับแกก็เซย์เยสเลย ทั้งๆ ที่คิดว่าชีวิตนี้ไม่มีโอกาสแล้ว เพราะเรารอโดยไม่มีความหวังมาโดยตลอด

: คุณก็ยังมีไอเดียในการทำรายการเรื่อยๆ แม้งานจะล้นมือมากก็ตาม
ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ผมเอาความสนุกเป็นที่ตั้ง ถ้าไม่สนุก ผมไม่อยากทำ เพราะผมไม่ชอบบังคับตัวเองและไม่ชอบโดนบังคับ อย่างการเป็นดีเจจัดรายการจันทร์ช็อกโลก แม้จะได้เงินไม่มาก แต่ผมสนุกที่ได้ทำงานกับเพื่อนสนิทอย่างอาร์ต (มารุต ชื่นชมบูรณ์) และยังได้ฝึกไหวพริบตลอดเวลา การเป็นดีเจทำให้เราเดดแอร์ไม่ได้ และต้องรับมือกับคนที่โทรเข้ามาวันนึงเป็นสิบสาย ซึ่งเราก็ไม่รู้เขาจะเล่นอะไรกับเราบ้าง แล้วเรายังต้องทำยังไงก็ได้ ให้แต่สัปดาห์มีมุกสำหรับเอาไปตัดเป็นไฮไลต์ได้ จึงกลายเป็นความท้าทายของผมในทุกสัปดาห์ และด้วยความที่ทุกรายการที่ผมทำไม่มีสคริปต์ ไม่ว่าจะเป็นรายการ เที่ยวอยู่ได้, Jailbreak, พลอยไดอารี่, คลับเฟรนด์เดย์ ฯลฯ ทุกรายการมีแค่บุลเลตว่าต้องการพูดเรื่องอะไร ที่เหลือไปลุยเอาหน้างาน จันทร์ช็อกโลกเองก็มีแค่ของรางวัล ที่เหลือเป็นความสับปลับของคน มันเลยเป็นความสนุกของการต้องฝึกไหวพริบตลอดเวลา สมมติสัปดาห์นี้เราพูดถึงลามะลิลา ทำยังไงเราถึงจะขยี้ให้มันสนุกขึ้นไปอีก มันคือตลกสถานการณ์ ผมเลยรู้สึกเฟรชตลอดเสมอ ซึ่งทั้งผม พี่ป๊อบ ไอ้อาร์ต เป๊ก Zeal ไอ้พิชญ์ ล้วนเป็นตลกไหวพริบ เราต้องจับประเด็นให้ได้ แล้วค่อยเล่นมุกอันไหนได้ก็ขยี้ไปเรื่อยๆ พัฒนาจากสิ่งที่เกิดขึ้น ณ โมเมนต์นั้นให้ตลกยิ่งขึ้นไปอีก

: ตอนนี้มีอะไรที่อยากทำอีกไหม
สิ่งต่อไปที่ใฝ่ฝันคือ มีคอนเสิร์ตใหญ่เป็นของตัวเอง ผมอยากไปถึงจุดที่บอกตัวเองได้ว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยมีคอนเสิร์ตใหญ่ ถ้าทำได้คงตายตาหลับ แล้วหลังจากเกิดคอนเสิร์ตใหญ่ขึ้น ค่อยมานั่งคิดกับตัวเองอีกทีว่า เป้าหมายต่อไปคืออะไร ผมเป็นคนชอบวัดความสามารถตัวเอง ชอบคิดว่าในชีวิตนึงเราจะหาเงินได้เท่าไร เราจะไปแตะจุดไหนที่พีกที่สุดในชีวิต ผมไม่ได้โลภ แต่ตัวเงินเป็นเครื่องวัดได้ว่าตัวเรามี value หรือมี potential มากเท่าไร ผมไม่ได้อยากรวย แค่อยากวัดตัวเองว่าชาตินี้ที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เราสามารถทำได้แค่ไหนกัน

TEXT: NOWADEE PATMEK


เสื้อเชิ้ตลาย Leopard กางเกงยีนส์สีดำทรงสกินนี่ ทั้งหมดจาก Jaspal Man

Teeradon Supapunpinyo: Adulting through acting

จาก ‘ซัน’ ใน Hormones วัยว้าวุ่น Season 2 มาถึง ‘บู’ ใน Project S The Series: SOS Skate ซึม ซ่าส์ ในช่วงเวลา
เพียงสามปีเศษ เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ เติบโตขึ้นทั้งในทางลึกและทางกว้าง ทั้งในทักษะการแสดง ความทุ่มเท
ในอาชีพ และความคิดอ่าน ล่าสุดนักแสดงวัย 20 ปี ผู้มีบุคลิกเปิดเผย พลังงานเปี่ยมล้น ได้ก้าวข้ามบทบาทเด็กบ้านรวย
ที่คนดูคาดเดาได้ เพื่อดำดิ่งสู่ความมืดมนแห่งโรคซึมเศร้า ผ่านตัวละครใน Project S The Series หลักไมล์สำคัญ
ที่ทำให้เขาค้นพบมิติใหม่ในตัวตน

: ก่อนบทบาทของบู เคยค้นพบมุมตัวเองที่ดาร์กขนาดนั้นมาก่อนไหม
(หยุดคิด) มันไม่ใช่มุมตัวเองที่ดาร์ก แต่ว่าเราเจอมุมตัวเองที่เราเป็นคนนิ่งๆ เงียบๆ คือ ปกติผมเป็นคนเอกซ์โทรเวิร์ต แต่พอบทตัวนี้มันอินโทรเวิร์ตมากๆ เหมือนเราดำดิ่งไปเจอตัวเองอีกมุม ก็เลยได้เจอตัวเองในอีกมุมนึง เหมือนได้เติบโตขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้นด้วย

: ตอนที่เจมส์สนใจเข้ามาในวงการ เจมส์ไม่ได้คิดว่าการแสดงจะให้อะไรเราในแง่นี้
โหย ไม่ได้คิด เรื่องนี้คือสเต็ปของผมเลย สเต็ปที่สำคัญมาก คือได้เจออะไรเยอะมากๆ… ทัศนคติการทำงานเปลี่ยน มุมมองต่างๆ แต่พอเราเป็นช่วงเด็กที่กำลังโตมาด้วย มันเลยเป็นช่วงกำลังโต แล้วก็ช่วงแอบ skip นิดนึง แอบสกิปช่วงกำลังโต ไปช่วงโตเลย

: เจมส์อยากเข้ามาทำงานในวงการนี้เอง
ที่จริงผมอยาก ก่อนหน้านั้นผมก็ไล่แคสต์งาน แคสต์โฆษณา ก็รู้สึกว่า ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร มีโอกาสก็ไปลองดู แต่พอเราลองทำไป เราชอบนะ เวลานั่งแคสต์แล้วรอลุ้นว่าจะได้หรือเปล่า ความรู้สึกที่ได้ มันดีมาก แต่ว่าตอนนั้น ก็เหมือนเรายังติดสนุกอยู่ พอเขามา scout ที่โรงเรียนแล้วเราได้เข้า Hormones The Next Gen มันเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับเรา คือเราก็ตั้งใจทำงานมาก ตั้งใจทำให้มันดี แต่ว่าช่วงแรกที่อยู่ในวงการ อาจจะเป็นช่วงที่เหมือนเรายังเล่นๆ อยู่ เราก็สนุกกับการทำงาน สนุกกับสิ่งที่เราได้รับ ชื่อเสียง แต่ว่าเราไม่เคยมองว่า ที่จริงเราต้องการอะไรกันแน่ เราเข้ามาตรงนี้ เรามีโกลใหญ่กว่านั้นไหม แล้วพอเราทำเรื่องนี้ (SOS Skate ซึม ซ่าส์) มันเปลี่ยนทัศนคติการทำงานไปเลย คือ การทำงานมันไม่ใช่แค่เล่นๆ สนุกๆ แล้วจบไป มันคือการทำให้ดี ต้องดี มันจะไม่ใช่การเล่นๆ แล้ว แล้วมันจะไม่ใช่แค่พาร์ตการทำงานว่า เฮ้ย เราตั้งใจทำงานแล้วก็จบ แต่ว่ามันคือพาร์ตชีวิตส่วนตัว หรือว่าพาร์ตแฟนคลับ ทุกอย่าง นั่นคือสิ่งที่อาชีพนี้มันต้องแบกรับไว้ มันเยอะมาก

: การเล่นสเกตบอร์ดเหมือนชีวิตไหม
ชีวิตเหมือนสเกตเลย คือเราก็ไถไปตามทาง มีเป้าหมาย โอเค ไถไปหาเป้าหมาย ระหว่างทางก็ล้มอยู่แล้ว อาจจะล้มเจ็บ ก็ต้องใส่เฝือกรักษา ล้มไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ล้มเป็น แต่สุดท้ายการล้ม มันคือการสอนให้เราลุกขึ้นมา แล้วก็ทำต่อไป มันคือการไม่ยอมแพ้ ชีวิตก็เหมือนกัน วันนี้เราเจอปัญหา เราล้มสุดท้ายเราก็ต้องสู้ดิ เราก็ต้องขึ้นมาไถใหม่ เพื่อไปต่อ

: ถ้าสเกตบอร์ดคืออิสรภาพของบู อะไรคืออิสรภาพของเจมส์
ว้าว (หยุดคิด) หูย ยาก (หยุดคิด) มันคือการที่ไปเที่ยวแล้วสงบจิตสงบใจ ไม่ต้องคิดเรื่องงาน มันคือ ฟรีดอมของผม ตอนถ่ายเสร็จ ผมไปอังกฤษ ไปดูบีเบอร์ด้วย โอ๊ย มัน! มันเลย นั่นแหละ รู้สึกการเที่ยวคือการเติมพลัง การที่ไปเอกซ์พลอร์สิ่งใหม่ๆ โดยไม่ต้องสนใจโซเชียล ไม่ต้องสนใจงาน ไปพักผ่อนหย่อนใจจริงๆ จำได้เลย ตอนนั้นอยู่เอดินบะระ เป็น Jupiter Artland คือสวนที่เด็กไปเล่นกัน มันก็จะมีเหมือน… โอ๊ย อยากเปิดรูปให้ดูเลยอ่ะ ขอเปิดรูปให้ดูนะ (เปิดรูปในสมาร์ตโฟนให้ดู) ที่นี่ อินเลย นี่แบบมันเป็นอะไรอย่างงี้! (เสียงตื่นเต้น) อะไรแบบที่คนมานั่งชิลๆ กันบนนี้ แล้วเราก็นั่งเฉยๆ เสพบรรยากาศ ไปเรื่อยๆ เป็นช่วงโมเมนต์ที่ดีมากเลย ต้องการแค่นี้

TEXT: PIMCHANOK PHUNGBUN NA AYUDHYA


Souvenir Jacket สีดำ แต่งดีเทลกำมะหยี่ด้านข้าง กางเกง Cargo สีขาว จาก Jaspal Man

Anupong Kuttikul: THE REBORN OF SNEAKER
อนุพงศ์ คุตติกุล หนุ่มสตรีตสไตล์ที่ทุ่มหมดหน้าตักเพื่อเปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นธุรกิจ ที่คนรอบข้างต่างลงความเห็นว่าเป็นฝันกลางวันที่รอวันเจ๊ง เขาผู้นี้คือเทรนด์เซตเตอร์ที่จุดกระแสแฟชั่นรองเท้าสนีกเกอร์
ให้กลับมาบูมอีกครั้งในเมืองไทย พร้อมกับการเปิดตัวสนีกเกอร์ช็อปสุดลิมิเต็ด Carnival ซึ่งปัจจุบันมีด้วยกันถึงหกสาขา และอีกหนึ่งออนไลน์สโตร์ ที่มียอดจองสินค้าก่อนล่วงหน้านับเดือน

: ได้ข่าวว่าชอบทำธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ
เป็นคนชอบเรื่องการค้าขาย เรื่องธุรกิจมาตั้งแต่เด็กๆ นั่นจึงทำให้ผมเลือกเรียนด้านอีคอมเมิร์ซ หรือการตลาดออนไลน์ ตอนเรียนปริญญาโทที่อังกฤษก็ชอบไปซื้อของที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าได้มาขายออนไลน์ทางอีเบย์ เช่น รองเท้า วิดีโอเกม ของเล่น พอเห็นว่าอะไรที่พอจะขายได้ก็รีบหยิบมาขายก่อนเลย ยกเว้นรองเท้าที่ส่วนใหญ่จะซื้อมาสะสมเอง

: ตอนเป็นนักธุรกิจมือใหม่มีแผนสองไหม
ตอนนั้นไม่คิดอะไรเลยนอกจากตั้งใจทำสิ่งตรงหน้าให้ดีที่สุด ตอนที่บอกพ่อกับแม่ว่าจะเปิดร้านรองเท้า ทั้งสองท่านบอกเจ๊งแน่นอน แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนดื้อ คิดเพียงแต่ว่าเราทุ่มสุดตัวให้กับสิ่งที่เราทำ ถ้ามันจะเจ๊งเราก็ไม่เสียใจแล้ว เพราะเราได้ทำทุกอย่างเต็มที่ ทำด้วยตัวเราเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขนของเอง จัดของ ขาย ถ่ายรูปโพสต์ขึ้นออนไลน์ ตอบแชต เราทำมาหมดทุกหน้าที่ และทำด้วยความเต็มที่ถึงตีสอง ตีสาม เกือบทุกวัน มันก็เลยไม่เสียใจถ้าในอนาคตผลจะออกมาเป็นอย่างไร และทุกวันนี้ผมก็ยังคงความเต็มที่อยู่

: จริงไหมที่ว่ากันว่าแฟชั่นเป็นกระแสที่ไปไวมาไวและมีความเสี่ยงในการทำธุรกิจ
ในมุมมองของผม สตรีตแวร์เป็นหนึ่งในกระแสแฟชั่นที่จะวนกลับมา แต่ไม่ได้มาเดี่ยวนะ กระแสสตรีตแวร์และสนีกเกอร์มันเป็นสิ่งคู่กัน ที่จะพ่วงมากับเทรนด์สุขภาพความงาม ดังนั้นเมื่อเรื่องสุขภาพมา สนีกเกอร์ก็จะมาควบคู่กันไปด้วย อีกอย่างสนีกเกอร์ใส่สบาย ใส่แล้วไม่ต้องฝืนตัวเอง ใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย อะไรที่มันง่ายจะสามารถเข้าถึงทุกคนได้ และอยู่นานกว่าสินค้าแฟชั่นที่ใส่ยาก ใส่แล้วหวือหวา คาร์นิวัลเปิดร้านตั้งแต่ตอนที่สนีกเกอร์และสตรีตแฟชั่นยังไม่บูม ตอนที่เปิดร้านเป็นช่วงรอยต่อที่กระแสการแต่งตัวแนววินเทจกำลังจะกลับมา เลยยังไม่มีคนกระโดดเข้ามาในตลาดนี้มากเท่าไหร่นัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้เรากลายเป็นเทรนด์เซ็นเตอร์สำหรับสนีกเกอร์ ซึ่งถ้ามาเปิดในช่วงที่กระแสสนีกเกอร์บูมแล้วแบบตอนนี้ก็อาจจะไม่มีโอกาส ตอนนี้กลายเป็นว่าถ้านึกถึงสนีกเกอร์แฟชั่นต้องนึกถึงคาร์นิวัล

: ทำไมถึงเชื่อมั่นในระบบขายของออนไลน์ตั้งแต่เฟซบุ๊กยังไม่เสถียร
ส่วนตัวผมชอบซื้อขายของออนไลน์มาก่อน แล้วก็เรียนด้านนี้โดยตรง ทำให้เห็นว่าเทรนด์ของผู้บริโภคในโลกนี้เริ่มซื้อของออนไลน์มากขึ้น ธุรกิจร้านค้าปลีกเริ่มตายลง ตอนช่วงแรกเมืองไทยนิยมขายของผ่านทางแชต แต่เมื่อเรามีสินค้ามากขึ้นเป็นพันรายการก็เลยต้องหาระบบมารองรับที่จะทำให้เราสามารถขายของได้ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างไม่สะดุด ไม่ต้องรอพนักงานมาตอบแชต ไม่ต้องรอร้านเปิด จะเห็นว่าคาร์นิวัลเริ่มสื่อสารกับลูกค้าทางเฟซบุ๊กมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดทำการ ทุกคนรู้จักเราผ่านการสื่อสารออนไลน์ทั้งนั้น และเราก็ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงเว็บไซต์ขายสินค้าของเรามากพอๆ กับการทำร้านสาขา ซึ่งผลตอบรับกลายเป็นว่ายอดทางออนไลน์ของเราสูงพอๆ กับยอดในสาขาหนึ่งเลย ถึงตอนแรกอาจจะมีอุปสรรคเรื่องการปรับตัวของลูกค้าอยู่บ้าง ลูกค้าอยากแชตถามให้แน่ใจ อยากโทร.มาสอบถามให้ชัวร์ แต่เราก็ปรับโดยการนำสินค้ารุ่นลิมิเต็ดมาไว้ในออนไลน์เสียส่วนใหญ่ ในที่สุดถ้าลูกค้าอยากได้ก็ต้องคลิกเข้ามาหน้าเว็บไซต์เราอยู่ดี

: ช็อตประทับใจที่สุดตั้งแต่เปิดคาร์นิวัลมา
วันแรกที่รองเท้า Converse รุ่น Mamafaka เข้ามาขายในร้าน แล้วมีคนมายืนต่อคิวรอตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด มันเหมือนกับครั้งหนึ่งที่เราต้องไปต่อคิวรอหน้าร้านรองเท้าชื่อดังเพื่อรอซื้อสินค้า เป็นความภูมิใจที่สุดแล้วของคนทำธุรกิจ

TEXT: SARANYU NOKKAEW


เสื้อคลุม Kimono กางเกงผ้า Cupro เข้าชุด ทั้งหมดจาก Jaspal Man

Nattawut Poonpiriya: The Happiness of a Stable Jogging

เพราะผ่านการห้อตะบึงออกแรงวิ่งแบบสุดแรงเกิด โดยหวังผลลัพธ์เป็นเหรียญทอง ณ เส้นชัย ก่อนจะพบกับความผิดหวังชนิดพังยับ
ไม่เป็นท่า นักวิ่งคนเก่าจึงเปลี่ยนสไตล์การวิ่งเสียใหม่ โดยผ่อนจังหวะลงเพื่อฟังเสียงหัวใจตัวเอง และเลือกที่จะอิ่มเอมไปกับวิวสองข้างทาง เราไม่ได้สัมภาษณ์นักวิ่งมาราธอนที่ไหน แต่เพราะ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ เปรียบเปรยไทม์ไลน์ในการทำงานของเขาไว้แบบนั้น จากเด็กเนิร์ดหนังที่เก็บความคันมือในการอยากทำหนังมาตลอด 30 ปีเอาไว้ ก่อนจะได้ปลดปล่อยพลังงานในตัวแบบหมดแมกซ์ไปในการกำกับภาพยนตร์เรื่อง เคาท์ดาวน์ (2555) และพบกับโลกแห่งความจริงของคนทำหนัง ที่ไม่ได้รับแค่ดอกไม้ แต่ยังมีก้อนอิฐระดมปาเข้าใส่ให้เจ็บตัว จนเมื่อผ่านประสบการณ์นานวันเข้า นัฐวุฒิก็เริ่มจับทางทั้งสไตล์การทำงานของตัวเองและความต้องการของตลาดได้ บวกกับการเขยิบฐานะตัวเองมาเป็นคนทำหนังโฆษณาเพิ่มอีกหนึ่งตำแหน่ง ทำให้การออกวิ่งในครั้งที่สองของเขา บนสนามที่ชื่อ ฉลาดเกมส์โกง เต็มไปด้วยความรื่นรมย์และเข้าใจโลกมากยิ่งขึ้น

: ในฐานะผู้กำกับหนังไทย มองวงการภาพยนตร์อย่างไร
ที่จริงแล้ว หนังไทยมีความหลากหลายของมันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนังเมนสตรีมหรืออินดี้ แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็จะรู้สึกเหมือนเรายังทำงานผ่านเพอร์เซปชั่นบางอย่าง คนทำหนังเมนสตรีมก็จะทำงานด้วยเพอร์เซปชั่นว่ากำลังทำหนังเมนสตรีมนะ หนังตลกหรือหนังรักก็จะมีแพ็กเกจจิ้งในแบบของมัน ในขณะที่คนทำหนังอินดี้ก็จะให้ความสำคัญกับเรื่องไอเดีย แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่าขาดไปคือ ตรงกลางของหนังทั้งสองแบบ เรายังไม่ค่อยเห็นหนังเล่าเรื่องที่ให้ความสำคัญกับ entertainment value และด้วยความที่อยากเห็น ผมก็เลยทำฉลาดเกมส์โกงบนพื้นฐานของโจทย์นี้ เราไม่อยากทำหนังวัยรุ่นตื่นเต้นเพียวๆ ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่อยากทำหนังวิพากษ์วิจารณ์สังคมเพียวๆ ผมเชื่อว่ามันสามารถไปด้วยกันได้ โดยใช้ฝั่งนึงเป็นเครื่องมือในการนำสารอีกฝั่งนึงไปสู่คนดูทั้งสองฝั่ง ซึ่งผมก็หวังว่ามันน่าจะได้ผลอะไรบ้าง

: จบการทำหนังไปสองครั้ง แต่ละครั้ง คุณรู้สึกอย่างไร
ตอนทำเรื่องเคาท์ดาวน์ ด้วยความที่อยากทำหนังมานานแล้ว แต่กว่าจะได้ทำเรื่องแรกปาเข้าไปอายุ 30 มันคือ 30 ปีในชีวิตที่กูมาถึงจุดนี้แล้วเว้ย ถ้าสมมติว่าวันฉายคือเส้นชัย ช่วงประมาณ 10 เมตรสุดท้าย ทุกอย่างแม่งสดใส เส้นชัยอยู่ข้างหน้า ถัดจากเส้นชัยไปมีผู้คนรอชื่นชมโห่ร้อง ชีวิตดูมีความหวัง แล้วพอมันไม่ซักเซสในทุกแง่ ทั้งรายได้ที่ขาดทุนหนัก ทั้งเสียงบ่นเกี่ยวกับตัวหนัง รีวิวแง่ลบที่ตอนแรกเราอาจจะไม่เข้าใจมัน แต่พอถอยออกมาเป็นคนดู แล้วดูหนังตัวเองจริงๆ ซึ่งทุกวันนี้ผมดูไม่ได้เลยนะ เพราะผมเห็นบาดแผล เห็นความหยิ่งผยองของคนทำ นี่คือคนทำที่สำคัญตัวเองมาก ทุกคนต้องเข้าใจกู ต้องฟังในสิ่งที่กูกำลังจะพูด โดยที่ไม่แคร์เลยว่าเขาจะเข้าใจมึงไหม สุดท้ายความล้มเหลวในครั้งนั้นกลับทำให้เราเข้มแข็งขึ้นในทุกด้าน มันเติมเต็มเราในด้านการรับมือกับสิ่งต่างๆ ในชีวิต ทั้งฟีดแบ็กไม่ว่าจะทางบวกหรือลบ การเข้าใจคนดูหนังไทยมากขึ้น คนดูหนังก็เหมือนลูกค้าโปรดักต์ เราต้องพยายามทำยังไงก็ได้ หาทางคอนเนกต์กับเขาโดยที่เราไม่สูญเสียตัวเอง แล้วเอนจอยไปด้วยกัน

นี่เป็นจุดยืนในการทำหนังที่ผมเรียนรู้และเติบโตขึ้นจากการหกล้มในครั้งนั้น พอมาทำเรื่องฉลาดเกมส์โกง ผมรู้สึกว่าตัวเองใส่เกียร์ว่างมากขึ้น ทำงานด้วยความเข้าใจในการดีลกับทุกสิ่งอย่างในการทำหนังให้มันรอบด้านขึ้น จากที่เคยทำทุกอย่างโดยรู้ว่ามีเส้นชัยรออยู่ข้างหน้า จนทำให้เหนื่อยกับการกดดันตัวเอง ต้องไปให้เร็ว ต้องไปถึงเป็นคนแรก หลังๆ เลยคิดเสียว่าจ๊อกกิ้งในสวนตอนเช้า วิ่งเพื่อสุขภาพแบบแฮปปี้ เอนจอยทุกโมเมนต์ เลยรู้สึกดีกว่า กลายเป็นว่าการทำงานก็เหมือนการหายใจ ทำงานพร้อมกับใช้ชีวิตไปด้วย แค่ทำหนังเสร็จก็โอเคแล้ว พอถึงวันฉายก็ถือเป็นโบนัสในการทำงาน ไม่ว่าจะแง่บวกหรือลบ เราก็ใช้ชีวิตต่อไป

: แสดงว่ายังชอบวิ่งไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็คงวิ่งอีก
มนุษย์ต้องวิ่ง อยู่นิ่งไม่ได้ ถ้าสมมติการทำงานปัจจุบันคือการวิ่งจ๊อกกิ้งทุกเช้า การทำหนังก็อารมณ์เหมือนกับเดี๋ยวจะไปจอยมินิมาราธอนเสียหน่อย ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น ก็จะเป็นหนึ่งในสเปเชียลอีเวนต์ของชีวิต

TEXT: NOWADEE PATMEK


ติดตามบทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกพร้อมแฟชั่นเซททั้งหมดจากบุรุษทั้ง 10 ได้ที่นี่และในนิตยสารแอลเมน ฉบับพฤศจิกายน วางแผงแล้ววันนี้


บรรณาธิการแฟชั่น: ณภัทร สุทธิธน
ภาพ: พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์
สไตลิสต์: นัฐพล กล้าหาญ
ผู้ช่วยสไตลิสต์: กนกรัตน์ อริยา
แต่งหน้า: รัตนโชติ โพธิ์ขำ, สุธีมา ราชรัตนา 
ทำผม: ชัชพิสิทฐ สุข
เสื้อผ้า: Jaspal Man November 2017

you may also like
FRONTMAN
แพลตฟอร์มที่ศิลปินรุ่นใหม่จากทั่วโลกต้องเคยมาโชว์ฝีมือ
FRONTMAN
ชีวิตที่เปลี่ยนไป และ ความหลงใหลที่พวกเขามีต่อประเทศไทย
FRONTMAN
ไปรู้จักศิลปินมากความสามารถคนนี้ให้มากขึ้นกัน
FRONTMAN
ด่านทดสอบสุดหินที่พวกเขาต้องก้าวผ่าน
FRONTMAN
สุภาพบุรุษรักสนุกกับความจัดจ้านในทุกองศาของชีวิต
FRONTMAN
ชายหนุ่มผู้มีทั้งสุขภาพกายและใจที่มั่นคง
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/11/top10sq3-1024x1024.jpg