FRONTMAN
The Rebellious Ten (Part 2)
บุรุษสามนายที่มีเป้าหมายคือการเอาชนะตัวเอง

ก้าวเข้าสู่ปีที่ห้าของแอลเมน ประเทศไทยไปพร้อมกับ 10 สุภาพบุรุษผู้สร้างแรงบันดาลใจและไม่เคยหยุดค้นหาความหมายในสิ่งที่ทำ ตั้งแต่หนุ่มมาดเซอร์ผู้เปรียบชีวิตเหมือนแสงอาทิตย์แรกแย้มของวันใหม่ แร็ปเปอร์ผู้ไม่ยอมให้โรคซึมเศร้าเข้ามาขัดจังหวะไมก์ เมนเทอร์ที่ไม่เคยเฉียดใกล้วลี ‘ไร้พ่าย’ แต่กลับได้ใจลูกทีม นักร้องคารมดีที่มาพร้อมมุกเด็ดคือการเล่นตลกกับโชคชะตา ชายผู้เสพติดทุกความซ่าที่ยอมแลกมันมาด้วยโลกส่วนตัวที่เคยหวงแหน ผู้กำกับที่เปลี่ยนชีพจรการทำหนังให้เหมือนการวิ่งระยะไกล นักแสดงผู้มีความสุขกับการเป็นน้ำนิ่งแต่ไหลลึกเกินหยั่ง สนีกเกอร์เฮดที่ปลุกชีพวงการสนีกเกอร์ไทย วัยรุ่นที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ผ่านการปลดล็อกห้องใหม่ในตัวตน ไปจนถึงนักธุรกิจผู้ปลดหนี้ให้คนไทยผ่านการรีไฟแนนซ์

พวกเขาล้ม พวกเขาลุก พวกเขาเริ่มใหม่ ในการเดินทางที่มีแพสชั่นเป็นเข็มทิศ มีความหนุ่มเป็นเชื้อไฟ มีการให้อภัยเป็นยาสมานแผล นี่คือหลักฐานของการค้นหาชีวิตที่แสดงให้เห็นว่า ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่เส้นชัยเสมอไป และไม่จำเป็นต้องเอาชนะใคร เพราะคู่ต่อสู้หนึ่งเดียวในวินาทีนี้ที่ห้ามอ่อนข้อ คือตัวตนของตัวเองที่ยังใช้ลมหายใจจากเมื่อวาน


แจ็กเกตผ้า Suede สร้อยคอ ทั้งหมดจาก Jaspal man

Toni Rakkaen : นักแสดง
When I try to be a Smarter Extrovert

ถ้าจะบอกว่าสเกตบอร์ดพลิกชีวิตของ โทนี่ รากแก่น ไปอย่างสิ้นเชิง ก็ไม่ผิดจากความจริงแต่อย่างใด เพราะแม้จะจัดเป็นนักแสดงที่มีงานชุกที่สุดคนหนึ่ง ด้วยผลงานหลากหลายทั้งละครและภาพยนตร์ที่อัดแน่นมาตลอดหกปีที่ทำงานในวงการบันเทิง แต่กลับไม่เคยมีบทบาทไหนโดดเด่นจนทำให้เจ้าตัวสัมผัสได้ถึงอะดรีนาลีนที่ฉีดพล่านไปทั่วร่าง เท่ากับการรับบทไซมอน ใน Project S The Series: SOS Skate ซึม ซ่าส์ ที่ส่งผลให้ชายหนุ่มเก็บเนื้อเก็บตัวผู้เคยซึมเซา เสพติดทุกกิจกรรมสุดซ่าจนเกือบหยุดตัวเองไม่ได้ โทนี่ตื่นเต้นกับปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในตัวเองเสียจนแทบอดใจรอติดตามผลงานของเขาในอนาคตไม่ไหว เพราะโทนี่มั่นใจว่า ตัวเองในวันหน้าต้องดีกว่าเก่าแน่นอน

: คุณเคยเล่นสเกตบอร์ดสมัยมัธยมปลาย การได้กลับมาฝึกอีกครั้งรู้สึกอย่างไร
มีความกลัวเยอะกว่าเดิม และเจ็บตัวหนักกว่าสมัยเด็ก ตอนนั้นเวลาล้มแล้วเราไม่รู้สึกท้อขนาดนี้ จนเมื่อเริ่มรู้สึกตัวว่าเราไม่สามารถเก่งขึ้นทันการถ่ายทำที่กระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ ผมเลยขอคำแนะนำจากผู้กำกับ (พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์) ซึ่งเป็นเด็กสเกตมาก่อน เขาบอกว่า สิ่งที่ทำให้เขาก้าวไปอีกสเต็ปนึงได้ก็คือ กฎ 21 ครั้ง ซึ่งก็คือ การฝึกซ้ำๆ แล้วนับเฉพาะครั้งที่เราทำได้จนครบ 21 ครั้ง กล้ามเนื้อในร่างกายจะเกิดการจดจำ จนเราทำได้ในที่สุด สเกตบอร์ดเป็นเอกซ์ตรีมสปอร์ตที่ต้องอาศัยความอดทนทำท่าซ้ำๆ และต้องมีความไม่กลัว ไม่ใช่ความกล้านะครับ แต่ต้องไม่กลัวที่จะเจ็บ

: เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวคุณบ้าง 
เมื่อก่อนผมเป็นคนประเภทอินโทรเวิร์ต มีโลกส่วนตัวสูง ไม่ค่อยเข้าหาคน อย่างเวลาไปปาร์ตี้ก็จะเข้าหาเฉพาะกลุ่มเพื่อนที่รู้จักเท่านั้น แต่การเป็นนักแสดงจำเป็นที่จะต้องไม่มีกำแพงเหล่านั้น ผมจึงเล่นเป็นตัวละครตัวนี้ไม่ถึงในช่วงแรก เลยต้องไปตีความใหม่ ว่าทำไมไซมอนต้องแกล้งคน จึงพบว่านอกจากเขาจะเป็นคนที่บ้าบิ่น ชอบทำอะไรแหกกฎแล้ว ยังเป็นคนครีเอทีฟ ขี้เบื่อ ต้องหาอะไรใหม่ๆ มาเอนเตอร์เทนตัวเองอยู่เรื่อยๆ เลยชอบแกล้งบู (เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธ์ภิญโญ) เพื่อดูปฏิกิริยาตอบรับที่เซอร์ไพรส์เขาได้เสมอ และไซมอนเป็นคนมีเอเนอร์จี้ชนิดที่พอเดินเข้ามาในห้องแล้วสามารถทำให้ทุกคนมีความสุขได้ทันที ซึ่งผมไม่มีเอเนอร์จี้นั้น ก็เลยต้องหาด้วยการเปลี่ยนความเคยชินตัวเอง จากที่เมื่อก่อนใครชวนไปไหนก็ไม่ไป เอาแต่อยู่บ้าน เลยตัดสินใจเป็น ‘yes man’ ใครชวนไปไหน เราต้องไปให้สุดทาง

กับอีกส่วนหนึ่งที่ push ผมให้ไปถึงเลเวลนั้นได้ เพราะรอบข้างมีแต่คนเก่งๆ ทั้งทีมงานและนักแสดงรุ่นใหม่อย่างเจมส์ แพท (ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช) แพรว (นฤภรกมล ฉายแสง) กลายเป็นเราเสียเองที่ทำการบ้านไม่พอ แล้วมาติดขัดอยู่หน้างาน บวกกับการที่ผมออกไปใช้ชีวิตมากขึ้น ทำงานเสร็จก็ไปเที่ยว ทำให้พอถึงวันสุดท้ายของการถ่ายทำ ผมเกิดโมเมนต์ที่แอบไปนั่งเศร้าอยู่คนเดียว ถึงขั้นที่พอถ่ายเสร็จประมาณหกโมงเช้า ผมชวนผู้กำกับและนักแสดงไปเที่ยวด้วยกันจนถึงสี่โมงเย็น แล้วผมก็ไปเที่ยวต่อยันตีสี่ มันเป็นความรู้สึกเหงาที่จะไม่มีเวทีให้เราปลดปล่อยความเป็นไซมอนอีกแล้ว เราต้องกลับไปเป็นโทนี่คนเดิมที่เอาแต่อยู่บ้านเหรอวะ ผมรู้สึกไม่ไหวกับอาการนี้ จนต้องปรึกษาครูสอนการแสดง ซึ่งเขาก็แนะนำให้ผมแผ่เมตตาให้ทั้งโทนี่คนเก่าและคนใหม่ เพื่อเข้าใจและยอมรับความเป็นจริงทั้งหมดว่าเรามีสติ แต่ขาดสัมปชัญญะ ซึ่งก็คือ การยับยั้งชั่งใจ หลังจากนั้น ผมก็กลับมา say no มากขึ้น และปรับเปลี่ยนตัวเองจนกลับมาเป็นเราที่คล้ายๆ เดิม

: ฟังดูเป็นบทบาทที่ส่งผลกระทบต่อคุณมากที่สุดในชีวิตการเป็นนักแสดง
ใช่ๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากน้องๆ นักแสดงก็คือ ความต้องการเอาชนะ เมื่อก่อนผมไม่เคยมีพลังงานในการต่อสู้ เพราะผมเติบโตมาด้วยการได้รับโอกาสที่ดีตลอด ถามว่าผมแสดงเก่งหรือเปล่า พอกลับไปดูงานเก่าๆ ผมไม่ชอบเลย ผมแค่ทำยังไงก็ได้ให้เข้าฉากนี้แล้วดูเป็นธรรมชาติที่สุด ผมไม่เคยผ่านการทำการบ้านที่ถูกต้อง ดังนั้น พอได้จังหวะมาเจอกับทีมที่สมบูรณ์แบบ ผมก็เลยได้พัฒนาตัวเองไปด้วย

TEXT: NOWADEE PATMEK


เสื้อเชิ้ตพิมพ์ลาย แจ็กเกตแต่งดีเทลซิป กางเกงยีนส์ทรงสกินนี่ ทั้งหมดจาก Jaspal Man

Pachara Chirathivat: นักแสดง นักธุรกิจ
Red Life District

ชีวิตของ พีช-พชร จิราธิวัฒน์ ในวันนี้ เหมือนเฉดสีแดงที่เปลี่ยนโทน แต่ไม่เปลี่ยนสี จากนักแสดงวัยรุ่นทายาทห้างดัง สู่การเป็นเมนเทอร์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ The Face Men ด้วยวัยเพียง 24 ปี เขามีความรักในอาชีพเป็นเชื้อไฟ มีคำวิจารณ์ตีซี้จนสนิทยิ่งกว่าเพื่อนตาย มีคำสบประมาทเป็นครู และมีอนาคตของลูกทีมทั้งหกชีวิตเป็นเดิมพัน นี่คือบทสัมภาษณ์เปี่ยมพลังหนุ่ม ทั้งดุดัน มั่นใจ แต่ไม่ก้าวร้าว จากลูกผู้ชายย่างวัยเบญจเพสที่กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด กล้าตั้งคำถามกับสังคมไทย (ที่ส่ายหน้าให้กับประสบการณ์ แต่ขานรับความอาวุโส) กล้าเปลือยทัศนคติและยอมรับตัวตนในอดีตด้วยรอยยิ้ม (ที่แอบแดกดันตัวเองเบาๆ) เขาตอบทุกคำถามด้วยอารมณ์ที่สุขุมขึ้นกว่าทุกครั้ง แต่ยังไม่ทิ้งลายความขบถของวัยรุ่นผู้ไม่เคยหายใจทิ้งหรือเบือนหน้าหนีปัญหา ตรงกันข้าม เขากลับยินดีจ่ายทุกบทเรียนด้วยน้ำตา หากมันแลกมาด้วยการเติบโต

: ตั้งแต่ Suck Seed, Hormones จนถึง The Face Men Thailand วันนี้ สิ่งที่พชร จิราธิวัฒน์ในวัยย่างเข้า 25 ปีเปลี่ยนไปมากที่สุดคืออะไร
วิธีคิด เด็กๆ เราก็เห่อหม**อ่ะ อันนี้พูดตรงๆ ก็เที่ยวกลางคืน ใช้ตังค์ สนุก แดกเหล้า พอเราหาตังค์ได้ปุ๊บ มันง่ายไปหมด และสังคมรอบข้างเราคือเมาหมดเลย สมัยก่อนเราเป็นพวก ‘yes man’ เพื่อนชวนไปไหนก็ไปตลอด จนถึงช่วงหนึ่ง เริ่มรู้สึกว่า ไม่ไหวแล้วว่ะ การตอบตกลงกับทุกอย่างแม่งไม่โอเค ยิ่งพอเราเริ่มมองอายุตัวเองแล้วมานั่งคิดว่าที่ผ่านมาชีวิตมีอะไรบ้างวะ เหี้ยแม่งไม่มีเลย ฉิบหายแล้ว กูต้องเริ่มวางแผนให้ชีวิตตัวเองแล้ว ไม่อย่างนั้นก็จะ day by day ไปเรื่อยๆ พอกันทีเว้ย (ถอนหายใจ) ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะปฏิเสธคน พอเราเริ่มตอบว่า ‘ไม่’ เรารู้สึกว่ามีเวลาว่างมากขึ้น ชีวิตมีอะไรให้ทำขึ้นเยอะ ชีวิตยังสนุกเหมือนเดิมนะ แค่โทนสีมันเปลี่ยน เหมือนถ้าแต่ก่อนทุกอย่างเป็นสีแดง ตอนนี้ก็เกือบจะเลือดหมู ค่อยๆ เปลี่ยน เมื่อทุกอย่างช้าลง ใจก็เย็นขึ้น

: คุณเป็นคนหนุ่มที่ทำงานหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน ทั้งการเป็นนักแสดง ทำเพลง ทำธุรกิจมันฝรั่งทอด The Potato Corner ทำไมต้องมีความสนใจที่หลากหลายขนาดนี้
ผมว่าคนเราต้อง diverse ตัวเอง เหมือนเล่นหุ้น กระจายความเสี่ยง ถ้าเราไดเวิร์สโปรไฟล์ตัวเองได้ เราจะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ สมมติว่าตอนนี้คือขาลงของวงการบันเทิง เราก็ชิฟต์ไปทำอย่างอื่น เอาตัวรอดได้ ไม่ต้องเป็นภาระของครอบครัว

: มันฝรั่ง The Potato Corner เหมือนเป็นธุรกิจที่มาเร็วไปเร็ว คุณตั้งใจจะทำให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนหรือไม่
คอนเซ็ปต์แรกในการทำธุรกิจของเราคือ พอลงเงินทุนไปครั้งหนึ่ง เราควรเลือกธุรกิจที่หวังผลระยะยาว อย่างเฟรนช์ฟรายส์เนี่ย ถ้าดูจากสแตต มันคือของที่ขายดีที่สุดในแมค แปลว่าตลาดมันใหญ่มาก และมันเป็นสินค้าที่เบสิก คนไทยชินแล้ว ไม่ต้องไปสอนว่ามันคืออะไร เป็นของกินที่ในชีวิตนี้ คนต้องเคยกิน พอคนรู้จักมันอยู่แล้วก็ penetrate ตลาดได้ง่าย มันก็จะอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ทำกำไรได้ดี ตอนนี้เรามี 13 สาขา ตั้งใจว่าภายในหนึ่งปีนี้น่าจะจบที่ 25 สาขาให้ได้

: คุณมักจะพูดถึงการคอนทริบิวต์วงการบันเทิงว่านั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจมาเป็นเมนเทอร์ คุณอยากพัฒนาวงการนี้ไปสู่จุดใด
ถามว่าทำไมประเทศเราถึงไม่มีนักแสดงเก่งๆ อย่างแรกคือ เรามีนักแสดงที่ไม่ได้รักในอาชีพตัวเองเยอะ ถูกมั้ย นักแสดงฮอลลีวู้ดเรียนกันฉิบเป๋งเลยนะ จบมาจากแอ็กติ้งสคูลเป็นจริงเป็นจัง เมืองไทยบางคนแค่อ่านบท ทำการบ้านก่อนถ่ายแม่งยังไม่ทำเลยอ่ะ มึงยังไปอ่านหน้ากอง แล้วจะทำให้มันออกมาดีได้ยังไง บางคนยังโดดงานไปรับอีเวนต์อยู่เลย จึงไม่แปลกที่วงการบันเทิงประเทศเราถึงถอยลงเรื่อย ๆ เรตติ้งละครก็ค่อยๆ ตกลงๆ เพลงคนก็ดาวน์โหลดน้อยลง ทุกอย่างเริ่มเจ๊งไปหมด เพราะเราไม่มีความจริงจังในอาชีพ นี่คือคาแรกเตอร์ของพวกเราอ่ะ แม่ง คำว่า ‘ไม่เป็นไรหรอก’ นี่เหี้ยจริงๆ “เฮ้ยไม่เป็นไรหรอก คนดูแม่งไม่รู้หรอก ชิลๆ หน่า เล่นๆ ไป คนดูแม่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วย ดูไปด้วย” ทุกคนคิดแบบนี้ พอเราไม่เป็นไรหรอกปุ๊บมันก็แย่ ก็ทุเรศอ่ะ นึกออกไหม เรารู้สึกว่าเราอยากสร้างคนที่พร้อมที่จะมาทำอาชีพนี้มากกว่า คนที่เขาเห็นคุณค่ามันจริงๆ อย่างน้อยเผื่อมันจะกู้ศรัทธาให้คนกลับมาทำอะไรดีๆ มากขึ้นได้บ้าง

TEXT: KORAKOT UNPHANIT


Raincoat และกางเกง Chino สีเบจจาก Jaspal Man

UrboyTJ: ศิลปิน
The Awakening

เบื้องหลังสัมผัสคล้องจองของบีตชวนยักไหล่กลับเต็มไปด้วยบาดแผลในใจของเต๋า-จิรายุทธ ผโลประการ แต่แทนที่จะแกะสะเก็ดแผลประชดชีวิต แร็ปเปอร์หนุ่มกลับเย้ยหยันโรคซึมเศร้าที่เขาเป็นมาร่วมสองปีด้วยการเปลี่ยนความไม่สมหวังในชีวิตให้กลายเป็นพลังบวก ค่อยๆ ปิดปากแผล (ที่เลือดยังไม่หยุดไหล) ด้วยเนื้อแร็ปที่เรียกรอยยิ้มและมอบกำลังใจแก่คนฟัง จากเด็ก ป.6 ที่บ้าฮิปฮอปเข้าเส้น อายุ 15 เริ่มทำเพลงอันเดอร์กราวนด์ห้าเพลงนั้นกลายเป็นเดโมที่ขุดเต๋าจากใต้ดินขึ้นมาปล่อยของในฐานะ TJ (ย่อมาจากเต๋า-จิรายุทธ) แร็ปเปอร์ประจำวงฮิปฮอป 3.2.1 แม้วงจะยุบไป แต่เต๋ายังไม่หยุดแร็ป นาม Urboy ที่เขาเพิ่มเข้ามาคือความเฟรนด์ลี่ที่ทีเจคนเก่าไม่มีโอกาสแสดงให้เห็น ตลอด 10 ปีที่เต๋าไม่เคยทิ้งไมค์ เขาหมั่นบันทึกทุกความเจ็บปวดเอาไว้อย่างประณีต ประทับลงในทุกบทเพลง (และรอยสักทั่วร่างกาย) เตือนให้ตื่นรู้ในทุกวินาทีที่ยังหายใจว่าจะยิ้มทั้งน้ำตา หรือจมไปกับความเศร้า อยู่ที่เขาเลือกมอง

 : ทำงานมาตั้งแต่อายุ 15 เริ่มจากใต้ดิน ขึ้นมาบนดิน ปัจจุบันเป็นศิลปินอิสระไร้ค่าย ตอนนี้คุณเปลี่ยนไปแค่ไหน
เยอะ มาไกลระดับหนึ่ง เปลี่ยนตั้งแต่ลุคจนถึงความคิด ตอนเด็กจำได้ว่าแพสชั่นสูงมาก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กูจะทำเพลง แต่งเพลงวันละเพลงเลยนะช่วงนั้น แบบที่เค้าเรียกว่าเด็กมีไฟ มันตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ก็ทำอะไรไร้สาระไปเยอะเหมือนกัน ตอนนี้รู้สึก calm down ลง มีสติมากขึ้น ความโชคดีของเราคือ เราเคยอยู่อันเดอร์กราวนด์ เรามีประสบการณ์ระดับหนึ่ง พอขึ้นมาเป็นเมนสตรีม เราได้เรียนรู้หลายอย่างที่หลายคนอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปีถึงจะเข้าใจธุรกิจเพลงทั้งหมด แต่ประสบการณ์ห้าปีสมัยอยู่ 3.2.1 เรามีโอกาสได้ทำเบื้องหลังด้วย เราได้เห็นวิธีทำงานของบริษัทใหญ่ เราได้เล่นคอนเสิร์ตแทบทั่วประเทศมาแล้ว เรารู้ว่าทำเพลงแบบไหนคนจะเข้าใจ คนจะอิน ตอนนี้เรากลับมาอยู่ตรงกลางระหว่างเมนสตรีมกับอันเดอร์กราวนด์ เราเอาสิ่งเหล่านั้นมาอะแดปต์กับการเป็นศิลปินเดี่ยวได้ แม้เราเริ่มมาจากฮิปฮอป แต่เราไม่ได้จำกัดตัวเองว่าเป็นแร็ปเปอร์ที่อยู่ในฮิปฮอปเท่านั้นผ่านประสบการณ์มาหลายปีเราเจอแนวเพลงอื่นที่ชอบก็เอามาผสมกับรากของเรา เราอยากสร้างสรรค์งานอาร์ตทางเสียงให้ออกมาไม่จำเจ มันไปทางอื่นได้อีกเยอะ

: แล้วแก่นในการทำเพลงของ UrboyTJ ที่อยากจะสื่อไปถึงผู้ฟังคืออะไร
คือความเศร้าที่เราไม่เศร้าไปกับมันแทบทุกเพลงที่แต่งออกมา ลึกๆ แล้ว ถ้าไปฟัง จะเป็นเพลงเศร้า เพลงอกหัก อย่างเพลงวายร้าย ก็เป็นเพลงรักที่ไม่สมหวัง แต่เราเลือกที่จะถ่ายทอดออกมาในมุมที่ positive ฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นเพลงสนุกด้วยซ้ำ เราพยายามไม่โชว์จุดอ่อนตรงนั้นออกมา เป็นเหมือนคาแรกเตอร์ของเราว่า เราเสียใจ เราเศร้าข้างใน แต่เราไม่แสดงออกไปให้ใครรู้ ถูกสอนมาอย่างนั้นตั้งแต่เด็กว่า เราต้องแจกจ่ายแต่ positive vibe ออกไป เราไม่ควรให้ความรู้สึกแย่ๆ แก่คนอื่น

: เคยจัดการกับความรู้สึกที่ยังตกค้างอยู่ในตัวเองไม่ได้ไหม 
เป็นไง ถึงเป็นโรคซึมเศร้า เป็นมาสองปีแล้ว หาหมออยู่ทุกเดือน คือช่วงที่จบจาก 3.2.1 จะเป็นช่วงเวลาว่างหกเดือนที่เรามีสัญญาอยู่ แต่ไม่มีงาน ไม่ได้ทำอะไรแล้ว เป็นช่วงที่รู้สึกแย่มากๆ ในชีวิต ไม่อยากเรียนหนังสือ ทำเพลงก็ทำได้ไม่สุด รู้สึกว่ามันขาดอะไรบางอย่าง มันไม่สมบูรณ์ มัน…ไม่ใช่ บางคืนอยู่กับตัวเองแล้วรู้สึกว่า กูทำอะไรอยู่วะ ไม่เห็นมีประโยชน์เลย แต่ละอย่างไม่มีอะไรดีเลย ไปเรียนก็เรียนไม่ดี เพื่อนก็ไม่คบ แต่งเพลงก็ไม่ดี คือไม่สุดสักอย่าง มันสะสมมาเรื่อยๆ หกเดือน จนวันหนึ่งรู้สึกแย่มากๆ จนคิดฆ่าตัวตาย หลังจากนั้น เราก็พยายามฆ่าตัวตาย กินยานอนหลับเกินขนาด แต่ไม่สำเร็จ ถูกพาส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา ตอนที่นอนโรงพยาบาล มันคิดได้เลยว่า นี่กูทำอะไรลงไปวะเนี่ย ไม่ได้แล้ว จริงๆ ช่วงหกเดือนนั้น มีเพื่อนที่ KamiKaze นี่แหละที่คอยบอกเราเสมอว่า ต้องไปหาหมอนะ เพราะโรคนี้มันเป็นโรคจริงๆ นะ ควรได้รับการรักษา แต่เราไม่เชื่อไงว่ามันจะรักษาได้ จนมาถึงจุดที่เราคิดฆ่าตัวตาย เอาวะ ก็ลองไปหาหมอ หมอก็วินิจฉัยว่ามันเป็นเรื่องของสารเคมีในสมองที่อาจบิดเบี้ยวและสะสมมาจากหลายๆ ปีที่เราทำงาน เราก็บอกหมอทุกอย่างเลยว่าผมรักการแต่งเพลงมาตั้งแต่อายุ 15 แต่ว่าตอนนี้ผมทำเพลงไม่ได้ ผมรู้สึกไม่อยากเขียน หรือว่าเขียนไปแล้วก็ไม่ชอบ เขาเข้าใจแล้วก็ให้ยามาปรับเคมีในสมอง สัก 2-3 อาทิตย์แรกก็เริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย มันดีขึ้นว่ะ ชีวิตเดินต่อไปได้ โอเคขึ้น เรากลับมามีแพสชั่นที่จะทำเพลงต่อ จึงเริ่มทำโซโล่อัลบั้มของตัวเอง เพลงแรกคือเพลงเค้าก่อน

: อะไรคือสิ่งที่ UrboyTJ ในวัย 25 ปียังอยากจะเอาชนะ
มีอีกเยอะ ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จนะ ยังอยากจะทำให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ตอนนี้ในเมืองไทย ฮิปฮอปเริ่มใหญ่ขึ้น เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น ก็อยากที่จะเอาฮิปฮอปของเมืองไทยไปให้คนต่างประเทศฟังบ้าง นั่นคือเป็นโกลอีกระดับนึงที่เราอยากจะทำ เราเกิดมากับแร็ป มันเป็นแพสชั่น เป็นสิ่งที่เรารักมานานมากตั้งแต่เด็กและไม่เคยรู้สึกเบื่อกับมันเลย ตอนนี้มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว ถ้าไม่แต่งเพลง ไม่แร็ป ไม่มีดนตรี ก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าชีวิตจะเป็นยังไง

TEXT: KORAKOT UNPHANIT


ติดตามบทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกพร้อมแฟชั่นเซททั้งหมดจากบุรุษทั้ง 10 ได้ที่นี่และในนิตยสารแอลเมน ฉบับพฤศจิกายน


บรรณาธิการแฟชั่น: ณภัทร สุทธิธน
ภาพ: พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์
สไตลิสต์: นัฐพล กล้าหาญ
ผู้ช่วยสไตลิสต์: กนกรัตน์ อริยา
แต่งหน้า: รัตนโชติ โพธิ์ขำ, สุธีมา ราชรัตนา 
ทำผม: ชัชพิสิทฐ สุข
เสื้อผ้า: Jaspal Man November 2017

you may also like
FRONTMAN
แพลตฟอร์มที่ศิลปินรุ่นใหม่จากทั่วโลกต้องเคยมาโชว์ฝีมือ
FRONTMAN
ชีวิตที่เปลี่ยนไป และ ความหลงใหลที่พวกเขามีต่อประเทศไทย
FRONTMAN
ไปรู้จักศิลปินมากความสามารถคนนี้ให้มากขึ้นกัน
FRONTMAN
ด่านทดสอบสุดหินที่พวกเขาต้องก้าวผ่าน
FRONTMAN
สุภาพบุรุษรักสนุกกับความจัดจ้านในทุกองศาของชีวิต
FRONTMAN
ชายหนุ่มผู้มีทั้งสุขภาพกายและใจที่มั่นคง
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/11/top10sq2-1024x1024.jpg