FRONTMAN
The Rebellious Ten (Part 1)
สองนักแสดงสายเซอร์และหนึ่งนักธุรกิจวัยยี่สิบต้น

ก้าวเข้าสู่ปีที่ห้าของแอลเมน ประเทศไทยไปพร้อมกับ 10 สุภาพบุรุษผู้สร้างแรงบันดาลใจและไม่เคยหยุดค้นหาความหมายในสิ่งที่ทำ ตั้งแต่หนุ่มมาดเซอร์ผู้เปรียบชีวิตเหมือนแสงอาทิตย์แรกแย้มของวันใหม่ แร็ปเปอร์ผู้ไม่ยอมให้โรคซึมเศร้าเข้ามาขัดจังหวะไมก์ เมนเทอร์ที่ไม่เคยเฉียดใกล้วลี ‘ไร้พ่าย’ แต่กลับได้ใจลูกทีม นักร้องคารมดีที่มาพร้อมมุกเด็ดคือการเล่นตลกกับโชคชะตา ชายผู้เสพติดทุกความซ่าที่ยอมแลกมันมาด้วยโลกส่วนตัวที่เคยหวงแหน ผู้กำกับที่เปลี่ยนชีพจรการทำหนังให้เหมือนการวิ่งระยะไกล นักแสดงผู้มีความสุขกับการเป็นน้ำนิ่งแต่ไหลลึกเกินหยั่ง สนีกเกอร์เฮดที่ปลุกชีพวงการสนีกเกอร์ไทย วัยรุ่นที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ผ่านการปลดล็อกห้องใหม่ในตัวตน ไปจนถึงนักธุรกิจผู้ปลดหนี้ให้คนไทยผ่านการรีไฟแนนซ์

พวกเขาล้ม พวกเขาลุก พวกเขาเริ่มใหม่ ในการเดินทางที่มีแพสชั่นเป็นเข็มทิศ มีความหนุ่มเป็นเชื้อไฟ มีการให้อภัยเป็นยาสมานแผล นี่คือหลักฐานของการค้นหาชีวิตที่แสดงให้เห็นว่า ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่เส้นชัยเสมอไป และไม่จำเป็นต้องเอาชนะใคร เพราะคู่ต่อสู้หนึ่งเดียวในวินาทีนี้ที่ห้ามอ่อนข้อ คือตัวตนของตัวเองที่ยังใช้ลมหายใจจากเมื่อวาน


Sunny Suwanmethanont : Life — like the sun

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ กล่าวเสมอว่า อาชีพเดียวของเขาคือ การเป็นนักแสดง วันนี้เขาออกเดินทางในบทบาทใหม่ด้วยการเป็นผู้เล่าเรื่องผ่านรายการ The Sun Hunter ด้วยทัศนคติเชิงบวก การตกผลึกทางความคิดและประสบการณ์ ผ่านมุมมองที่กลมกล่อมขึ้นในวัย 36 ปี (ไม่นับรวมชื่อของเขาที่ชวนให้นึกถึงไอแดดอุ่น) ซันนี่น่าจะเป็นบุคคลที่เหมาะที่สุด ในการพาผู้ชมไปเฝ้าดูความงามของดวงอาทิตย์จากมุมต่างๆ รอบโลก สัญลักษณ์ของการเดินทางเพื่อเป้าหมาย แสงสว่างแห่งความหวังที่ขับเคลื่อนการดำรงอยู่ จุดมุ่งหมายของชีวิตที่แม้บางวันอาจมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตาม ผลงานลำดับถัดไปของเขาคือ Die Tomorrow ภาพยนตร์สเกลเล็กโดย นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ มีกำหนดเข้าฉาย 23 พฤศจิกายน

: ก่อนที่จะทำรายการนี้ มีโอกาสได้นั่งดูพระอาทิตย์มากน้อยแค่ไหน
น้อยมากครับ เห็นอยู่ทุกวันแต่ไม่ค่อยได้สนใจ แต่พอมันเป็นเป้าหมายเราแล้ว พอเราไปดูแล้วรู้สึกว่า มันคุ้มค่าจังเลยที่เราไปนั่งรอมันแล้วเห็น เป็นความรู้สึกที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน ต่อให้เป็นพระอาทิตย์ดวงเดิม

: มันเลยทำให้เรา appreciate สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้น
ใช่ appreciate ทุกอย่าง บางทีเราก็หลงลืม ไม่เคยสนใจมันเลย เปรียบได้เหมือนครอบครัว บางทีอาจจะแบบ ก็รู้แหละ แต่ไม่ค่อยสนใจ หรือให้คุณค่ากับอะไร พอมันเป็นสิ่งที่เราเห็นได้ง่ายๆ เราก็จะไม่ค่อยเห็นคุณค่า

: หลังจากที่ได้ทำงานอื่นนอกเหนือจากการเป็นนักแสดงแล้ว เร็วๆ นี้เราจะได้เห็นซันนี่ทำรายการของตัวเองหรือทำงานเบื้องหลังไหม
จริงๆ ผมอยากทำพวกโปรดักชั่นอะไรพวกนี้อยู่แล้ว แต่มันต้องเป็นการคิดคอนเทนต์ คอนเทนต์มันก็ต้องเป็นความรู้สึกที่เราชอบแบบไหน ทัศนคติแบบไหน เราเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องอารมณ์ดีไปหมด เราอยากจะนำเสนอในมุมนั้นมากกว่า ไม่ได้อยากเสนอในแง่ลบๆ เราไม่ใช่คนดาร์กๆ คือทุกอย่างต่อให้เป็นสิ่งดีหรือสิ่งไม่ดี มันไม่ใช่ว่าสิ่งนั้นจะไม่มีประโยชน์ ประโยชน์มันอยู่ที่คุณมองเห็นมันหรือเปล่า

แต่อาชีพเดียวที่ผมมีคือ นักแสดง อย่างอื่นไม่ใช่สิ่งที่ผมรักขนาดนั้น แต่ก็ไม่แน่ สิ่งนี้ ถ้าทำไปเรื่อยๆ อาจจะรักก็ได้ ก็เป็นสิ่งที่ดี ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เราก็รู้สึกมีประสบการณ์ในการที่เราออกโปรดักชั่นบ่อย

: มีคำถามจากสื่อที่ไม่อยากตอบหรือรำคาญบ้างไหม
ไม่รำคาญเลยครับ ตอบได้ทุกเรื่อง แต่จริงไม่จริงไม่รู้นะ เพราะเขาก็ไม่ได้ต้องการอะไรนี่ มันเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบที่แบบว่า วันนี้มีคดีนี้ คิดว่าศาลจะตัดสินว่าไง อ่ะ อันนี้ต้องการคำตอบ 1+1 เท่ากับเท่าไหร่ อันนี้ต้องการคำตอบ แต่สิ่งแบบนี้ พูดจริงหรือไม่จริง หรือพูดอะไร หรือว่าพูดเป็นเรื่องเล่นหรือว่าสนุก สุดท้ายมันก็แล้วแต่ใครจะเชื่ออยู่ดี เรารู้สึกว่า เขาไม่ต้องการอะไรหรอก เวลานักข่าวมาสัมภาษณ์ ผมอยากเห็นพวกเขาฮาไปมากกว่า มากกว่าที่จะแบบว่า “ซันนี่ชีวิตตัวเองเป็นยังไง” ใครจะมาสนใจชีวิตผม “ซันนี่จะยังไง จะทำงานอะไรต่อ” เขาไม่สน ก็ให้เขาสนุกสนานไปดีกว่า

: เพราะฉะนั้นการตลกใส่จึงเป็นกลยุทธ์หนึ่ง
เป็นวิธี… ก็… เขาไม่ได้ต้องการรู้ที่แท้จริงอ่ะ เพราะฉะนั้นผมก็ให้เขาสนุกสนานดีกว่า

: จริงๆ แล้วเป็นคนตลกหรือเปล่า
ปกติ (เก๊กเสียง) ซีเรียส


Pongsatorn Dhanabordeephat : TIME TO REFINANCE

แม้จะมีอายุเพียง 23 ปี แต่ นพ-พงศธร ธนบดีภัทร คือหนึ่งในผู้คิดค้นและก่อตั้ง Refinn สตาร์ตอัพรีไฟแนนซ์บ้าน ที่สามารถดึงพันธมิตรธนาคารชั้นนำของเมืองไทยเข้ามาเปิดตลาดรีไฟแนนซ์บ้านในเว็บไซต์ ที่เกิดจากมันสมองของนักศึกษาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ชั้นปีที่สาม จนเวลาหนึ่งปีผ่านไป เขาสามารถทำให้ Refinn ช่วยคนไทยปลดหนี้ได้กว่าหนึ่งพันล้านบาท และกระตุ้นให้คำว่า ‘รีไฟแนนซ์บ้าน’ ถูกเสิร์ชผ่านกูเกิลเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

: ทำไมถึงอยากเริ่มต้นธุรกิจด้วยคำว่า ‘หนี้’ ซึ่งเป็นคำที่คนส่วนใหญ่ต่างก็อยากวิ่งหนี
สำหรับผมคำว่าหนี้มันมีทั้งหนี้ดีและหนี้ไม่ดี หนี้ที่ดีมันจะสร้างประโยชน์ให้เราในระยะยาว เช่น หนี้บ้าน ส่วนหนี้ไม่ดี อย่างหนี้บัตรเครดิต หนี้นอกระบบ จะทบกลายเป็นหนี้เสียเพิ่มไปเรื่อยๆ แต่เรื่องหนี้นี้คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีความรู้ ไม่รู้ว่าถ้าเราวางแผนการเงินได้ดี เราก็จะสามารถลดภาระหนี้สิน
เหล่านั้นได้ หรือเปลี่ยนภาระหนี้สินให้กลายมาเป็นทุนต่อยอดธุรกิจก็ยังได้ ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่แฟร์ ไม่ได้ไม่แฟร์ที่เขามีปัญหาการเงินนะ แต่ไม่แฟร์ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความรู้หรือเข้าไม่ถึงความรู้ด้านการเงิน ทั้งที่เรื่องเงินเป็นสิ่งที่เราต้องใช้อยู่ทุกวัน แต่คนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าจะต้องวางแผน นี่เป็นสิ่งที่จุดประกายให้ผมและเพื่อนอยากทำแอปพลิเคชั่นที่อยากช่วยบริหารการเงินให้คนไทย ตอนทำไม่ได้คิดว่าจะส่งประกวด ทำเพราะเราอยากช่วยจริงๆ เพราะปกติผมก็เป็นที่ปรึกษาด้านการเงินให้เพื่อน อาจารย์ แม่บ้าน และพี่ รปภ.ของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

: เรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์แล้วเอาความรู้ด้านการเงินที่ไหนไปสร้างแอปพลิเคชั่น
คุณพ่อผมเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ผมเลยถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าการเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว ใช้ทุกวัน จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่วางแผนการเงิน คุณพ่อสอนเรื่องเงินเฟ้อ เงินฝืด การลงทุน ดอกเบี้ย ผมได้ยินเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่ชั้นประถม ป.3 ป.4 แล้ว นักเศรษฐศาสตร์อย่างคุณพ่อจะมีแนวคิดเรื่องค่าเสียโอกาส คุณพ่อจะปลูกฝังผมมาตั้งแต่เด็กว่าทุกอย่างคือค่าเสียโอกาสหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราใช้ไปมันคือต้นทุน เราจึงต้องวางแผนว่าได้เสียต้นทุนที่มีค่าของเราให้กับสิ่งที่ไม่จำเป็นอยู่หรือเปล่า ถ้าเราไม่ระวังเรื่องการใช้เงินมันก็คือค่าเสียโอกาสหมด ซึ่งการที่ผมเลือกเรียนวิศวะคอมพ์เพราะผมชอบเรื่องนวัตกรรม ชอบเห็นอะไรใหม่ๆ ส่วนเรื่องการเงินก็มาศึกษากับคุณพ่อ
และศึกษาเองเพิ่มเติมได้ตลอดอยู่แล้ว

: คิดว่าเดินทางมาถึงคำว่าประสบความสำเร็จหรือยัง
ถ้าสำหรับ Refinn ผมคิดว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งที่ลดหนี้ให้คนไทยได้ถึงพันล้าน แต่ถ้าถามตัวผมเอง ผมว่ายังไม่ถึงคำว่าความสำเร็จ ทุกวันนี้คนไทยกู้ซื้อบ้านสามล้านล้านบาท มีคนรู้จักเราแค่สามหมื่นล้าน นั่นแปลว่าเราต้องคิดอีกเยอะที่จะทำอย่างไรให้คนที่ซื้อบ้านรู้จักและตระหนักกับการวางแผนการเงินด้วยการรีไฟแนนซ์


Sweatshirt สีดำปักลาย สวมทับเสื้อเชิ้ตขาว และกางเกง ทั้งหมดจาก Jaspal Man

Gunn Svasti : Still water… runs deep

กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา ในตอนนี้ เหมือนน้ำนิ่งที่รอการปะทุในระลอกใหม่ หลังเพิ่งก่ออุทกภัยท่วมหัวใจผู้ชม จากบทบาทชายรักชายอย่าง ‘วิน’ ในไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ไปเมื่อต้นปี ในยุคที่สายธารแห่งชื่อเสียงนั้นเชี่ยวกราก (และเหือดแห้ง) เร็วกว่ากระแสน้ำในฤดูน้ำหลาก แทนที่จะโหนกระแสรับงานต่อเนื่อง แต่กรรณในวัย 25 ปีกลับเลือกที่จะเบรกตัวเองไว้ให้ช้าลงหน่อย ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ยึดจุดยืนของตนไว้ให้มั่น บ่มมันจนกว่าจะเจอจังหวะที่ทำให้น้ำนิ่งก่อตัวเป็นคลื่นยักษ์ซัดสาดทุกหัวใจให้ชุ่มฉ่ำกันอีกครั้ง ความคิดความอ่านของเขาคือตัวรับประกันว่า ภายใต้ผิวน้ำที่นิ่งงันนั้นไหลลึกว่าที่ใครจะหยั่งถึง แม้แต่กับตัวเขาเอง

: บทบาท ‘วิน’ จากไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์สร้างชื่อเสียงให้คุณอย่างรวดเร็ว แทนที่จะสานต่อโอกาส ทำไมคุณจึงเลือกที่จะชะลอไว้ก่อน
ภาษาไทยมีสำนวนว่า ‘น้ำขึ้นให้รีบตัก’ ใช่ไหม แต่ลุงผมบอกว่า มันมีแต่ที่เรารีบทำเพราะเรารู้สึกว่า เราจะไม่ได้ทำแล้ว กับการที่เราทำเพราะเราอยากจะทำมันให้ได้นาน เพราะฉะนั้น ไม่ได้ต้องรีบ แต่เอาให้รู้สึกว่าทำแล้วงานจะดี แล้วก็ดีต่อเรา คำถามที่สำคัญสำหรับผมตอนนี้ ไม่ใช่ว่าผมจะอยู่ตรงนี้อย่างไร แต่คือการจะหาบทที่ทำให้ศักยภาพเรากลับไปเท่าเดิม

ยิ่งเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ อย่างซีรีส์ ละคร หนัง ของอย่างนี้รีบไม่ได้ เพราะถ้ารีบ เราจะเล่นไม่ได้ในแบบที่เรารู้สึกโอเค และในเวลาเดียวกัน ถ้ารีบทำและต้องแชร์กับหลายๆ งาน เรารู้สึกว่ามันไม่สุด เคยลองถ่ายซีรีส์พร้อมกับถ่ายละคร ยากมากที่วันนี้จะต้องปรับเป็นคนนี้ แล้วอีกวันต้องกลายเป็นอีกคน ที่ยากกว่าคือการคอนโทรลหนวด (หัวเราะ) เพราะเราเป็นคนเชื่อเรื่องพวกนี้เหมือนกัน แม้คาแรกเตอร์ในเรื่องอาจจะออกมาไม่เยอะ หรือคนดูอาจจะดูไม่ออกด้วยซ้ำ แต่ก็ยังเชื่อว่า การจะสวมบทบาทเป็นใครสักคน เขามีรูทีนของเขา อย่างบทวินใน ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์  เราก็จะรู้ว่าผู้ชายคนนี้เล่นดนตรีกลางคืน คงจะไม่ได้เป็นคนที่ดูแลตัวเองขนาดนั้น กลางวันก็คงนอน บ่ายๆ ออกไปกินข้าว สั่งอาหารตามสั่ง แล้วเย็นๆ ก็ไปที่ร้องเพลงที่ร้าน คือไม่ได้บอกว่าต้องทำอย่างนั้นเป๊ะนะ แต่เราจะรู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ได้ต้องออกกำลังกาย ไม่ได้เป็นคนแอ็กทีฟอยู่แล้ว

: ทำไมคุณต้องสร้างสตอรี่ให้กับคาแรกเตอร์ ทั้งที่คนดูอาจจะไม่ได้เสพละครในมิติที่ลึกขนาดนี้
เพราะถ้าไม่ทำ ผมเล่นไม่ได้ นั่นคือประเด็น คือพอไม่คิดมาก่อน กลายเป็นว่าไปหน้าเซตแล้วแอ็กชั่นไม่ถูก ผมเคยเล่นละครเรื่องรัตนาวดี นั่นคือเรื่องแรก มันใหม่มากเลยไง แล้วพออ่านแค่บท พอคิดไม่ลึก คิดไม่ให้ตัวเองรู้สึกลิงก์กับตัวละครตัวนี้ได้ ก็ไม่รู้จะทำตัวยังไง แค่หยิบน้ำยังรู้สึกเกร็งเลย เหมือนเราไม่เชื่อตัวเอง คนๆ หนึ่งไม่ควรไม่มั่นใจในการแค่หยิบน้ำอ่ะ ถ้าเราเป็นคนๆ นั้นจริงๆ ก็ไม่ควรจะรู้สึกว่าต้องหยิบน้ำยังไง ไม่ควรจะคิดด้วยซ้ำ

: เป้าหมายต่อไปในวงการบันเทิงของคุณต่อจากนี้คืออะไร
เป้าหมายผมก็เหมือนเดิม ผมอยากเป็นคนที่ได้โอกาสเล่นบทที่ได้โชว์ศักยภาพ ภาษาอังกฤษเรียกว่า keep them guessing คือคนไม่รู้หรอกว่าเราจะมาไม้ไหน ผมว่าน่าสนใจกว่าการที่จะต้องพีกตลอดเวลา ผมไม่เชื่อ ผมรู้สึกว่ามันเหมือนคลื่น เหมือนน้ำ มาทีระลอกแล้วทุกคนสตันต์ไปสักห้าเดือน แล้วผมก็หายไปเป็นน้ำนิ่งๆ ใช่ ผมมีความสุขกับการเป็นน้ำนิ่งๆ เพราะส่วนตัวแล้ว ผมอาจจะไม่ได้เป็นคนที่รู้สึกสบายเวลาที่คนตื่นเต้นกับผมอ่ะ เข้าใจหรือเปล่า ผมจะรู้สึกแบบ เฮ้ย แล้วมันต้องทำยังไงต่อ ผมเป็นคนที่ไพรเวตระดับหนึ่ง ไม่ได้อึดอัด แต่ใช้คำว่า มันเป็นสิ่งที่ผมจะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจดีกว่า แค่กับครอบครัวผมเอง หรือคนใกล้ตัวผมยังรู้สึกแบบ โอ๊ย ถ่ายรูปเหรอ มาถ่ายทำไม ผมเป็นคนไม่ชอบถ่ายรูปมั้ง แต่เนี่ยเป็นสิ่งที่ได้จากการทำงานตรงนี้ว่า สุดท้ายแล้วมันคือการให้ มันคือการแชร์ มันโอเคนะ มันไม่ได้เป็นอะไรเลย

พี่ตุ้ย (ผู้จัดการ) บอกผมตอนแรกๆ ที่ผมไปไหนมาไหน นั่งรถไฟฟ้า ยิ้มสิ ยิ้มกลับสิ แล้วผมไม่รู้จะยิ้มกลับยังไง (หัวเราะ) ผมคงเป็นคนที่ขี้เขิน ขี้อาย เออ แล้วไม่กล้าสู้คนอื่นขนาดนั้น ตาผมไม่ค่อยสู้คน แต่พอผมไปเล่นเป็นคนอื่น เฮ้ย มันต้องมั่นใจ ผมโอเคนะ ผมจะไม่รู้สึกเขินอายเลย นี่คงเป็นวิธีเช็กตัวเองอย่างหนึ่ง ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมรู้สึกเขินอาย ก็ใช่แล้ว เรายังเป็นคนเดิม แต่วันไหนที่ผมกล้าสู้ แสดงว่าเริ่มมีคำถามแล้วนะว่า เฮ้ย นี่มึงชินแล้วเหรอ

สุดท้ายแล้ว ผมยังยืนยันนะ ผมเชื่อว่าผมไม่ได้เป็นคนในวงการขนาดนั้น คือผมไม่เชื่อคำว่าวงการบันเทิง ถ้าเราเชื่ออย่างนั้นเมื่อไหร่ เราก็จะเป็นแค่หนึ่งคนที่หมุนรอบ แต่ถ้าเราเชื่อว่า เฮ้ย เราเข้าไปทำงานในนั้น ใช่ เสร็จแล้วผมก็กลับมาเป็นผมที่ไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เวลาไม่ได้ทำงานแล้วผมได้อยู่กับตัวเอง ผมจะทรีตมันเป็นสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา เราจะไม่เอาตัวเองเข้าไปหมุนอยู่กับตรงนั้น แค่นั้นเอง


ติดตามบทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกพร้อมแฟชั่นเซททั้งหมดจากบุรุษทั้ง 10 ได้ที่นี่ในนิตยสารแอลเมน ฉบับพฤศจิกายน


บรรณาธิการแฟชั่น: ณภัทร สุทธิธน
ภาพ: พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์
สไตลิสต์: นัฐพล กล้าหาญ
ผู้ช่วยสไตลิสต์: กนกรัตน์ อริยา
แต่งหน้า: รัตนโชติ โพธิ์ขำ, สุธีมา ราชรัตนา 
ทำผม: ชัชพิสิทฐ สุข
เสื้อผ้า: Jaspal Man November 2017

you may also like
FRONTMAN
แพลตฟอร์มที่ศิลปินรุ่นใหม่จากทั่วโลกต้องเคยมาโชว์ฝีมือ
FRONTMAN
ชีวิตที่เปลี่ยนไป และ ความหลงใหลที่พวกเขามีต่อประเทศไทย
FRONTMAN
ไปรู้จักศิลปินมากความสามารถคนนี้ให้มากขึ้นกัน
FRONTMAN
ด่านทดสอบสุดหินที่พวกเขาต้องก้าวผ่าน
FRONTMAN
สุภาพบุรุษรักสนุกกับความจัดจ้านในทุกองศาของชีวิต
FRONTMAN
ชายหนุ่มผู้มีทั้งสุขภาพกายและใจที่มั่นคง
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/11/top10sq1-1024x1024.jpg