FRONTMAN
MY WAY
เรื่องราวการเดินทางชีวิตของ ‘เวย์-ไทยเทเนี่ยม’ ยังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าค้นหา

จากเด็กวัยรุ่นเกเรสู่การเป็นนักร้องวัยใส แล้วขยับมาเป็นไอดอลแร็พเปอร์รุ่นแรกของเมืองไทย ตลอดจนบทบาทนักธุรกิจผู้เซตเทรนด์บาร์เบอร์ชั้นดี ในวันที่เด็กหนุ่มเติบโตขึ้นเป็นผู้ชายเต็มคน เรื่องราวการเดินทางชีวิตของ ‘เวย์-ไทยเทเนี่ยม’ ยังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าค้นหา

s05-319-1

Teen 8 Grade A

“ความทรงจำเกี่ยวกับ Teen 8 Grade A ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ครับ เพราะมันไม่ใช่ตัวผมเลย อาจจะเป็นเพราะยังอยู่ในวัยรุ่น และทัศนคติของผมตอนนั้นก็ไม่ดีเลย คือเราเป็นคนที่ไม่ชอบหรือไม่อยากจะทำอะไรก็จะแสดงออกทางสีหน้า แล้วตอนนั้นก็เหมือนกับผมเองก็ไม่ค่อยมีบทบาทอะไร เราเหมือนเป็นตัวประกอบเสียมากกว่า แต่มันก็ดีที่หลังจากนั้นผมมีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่อง ‘303…กลัว กล้า อาฆาต ของพี่คิง (สมจริง ศรีสุภาพ – ผู้กำกับ) ซึ่งทำให้ผมตกหลุมรักการแสดงมาก

“ถัดจากนั้นก็ได้เล่นละครอีก 1 เรื่อง แล้วก็รู้สึกเบื่อ คืออาจเป็นเพราะบรรยากาศในกองถ่ายละครเรื่องนั้น ประกอบกับตัวผมเองที่พูดภาษาไทยยังไม่ค่อยชัดเจน จึงคิดว่าเราน่าจะกลับไปเรียนสอบเทียบต่อที่อเมริกาให้ได้วุฒิไฮสคูล แล้วเรียนต่อด้านการแสดงไปเลยน่าจะดีกว่า เพราะเราเองก็พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักอยู่แล้ว”

To Be A Rapper

“หลังจากใช้เวลา 2 ปีครึ่งที่เมืองไทย ผมจึงกลับไปที่อเมริกาอีกครั้ง ระหว่างนั้นก็มีโอกาสไปแคสหนังเรื่องแรก วันแรกที่ไปคัดเลือกนักแสดงเป็น Open Call Casting ซึ่งมีคนสมัครถึง 700 คน จำได้ว่าวันนั้นผมนั่งรอตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงบ่าย 4 โมงกว่า เมื่อถึงคิวเรียกเข้าไปรวมกับคนอื่นๆ อีก 10 คน เขาก็ถามไล่มาทีละคนๆ ว่าคุณอยากได้รับบทนี้เพราะอะไร

“โชคดีที่ผมได้เป็นคนที่อยู่ตรงกลาง เราจึงได้ฟังว่าคำตอบของทุกคนก็จะเหมือนๆ กันประมาณว่า เพราะอยากจะเป็นนักแสดง มันเป็นความฝันของฉัน อะไรประมาณนั้น จึงคิดว่าเราน่าจะตอบอย่างอื่น เพื่อให้เขาจดจำเราได้มากกว่า ผมจึงตอบกลับไปว่า ‘I just don’t want another boring day’ ผมอยากจะใช้ชีวิตทุกวันให้สนุกมากกว่า และเขาก็ให้คนอื่นๆ ที่เหลือออกไป แล้วก็ให้ผมลองทดสอบบท หลังจากนั้นทางกองถ่ายก็เรียกผมกลับมาทดสอบอีกหลายครั้งจนแน่ใจ ในที่สุดผมก็ได้เล่นภาพยนตร์เรื่อง Rhythm of The Saints ซึ่งได้เข้าฉายที่เทศกาลหนังซันแดนซ์ ในปีค.ศ. 2014

“เมื่อแคสต์ภาพยนตร์เรื่องแรกได้ ผมก็ได้รับคำแนะนำให้เข้าไปอยู่ในสังกัดของโมเดลิ่ง ได้รับงานถ่ายโฆษณาจำนวนหนึ่ง เช่น Prada และ Adidas แต่หลังจากถ่ายโฆษณาชิ้นสุดท้ายกลับไม่มีงานอะไรเข้ามาเลย โชคดีที่ตอนนั้นขัน (ขันเงิน เนื้อนวล) กับเดย์ (จำรัส ทัศนละวาด) มาอยู่นิวยอร์กแล้ว เราก็เลยเริ่มทำเพลงกันพร้อมกับเพื่อนอีกคนคือจูเนียร์ (วัชร วัชรพล) ภายใต้ชื่อ ’AA Crew’ ทำเพลงฮิปฮอป ซึ่งเป็นที่นิยมของอเมริกาในสมัยนั้น โดยมีการร้องแร็พทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

“ประมาณปีค.ศ. 2001 เมื่ออัดเพลงได้ประมาณ 8 เพลงเราก็กลับเมืองไทยและจัดปาร์ตี้กันที่สีลมซอย 4 เมื่อกลับมาก็รู้สึกแปลกใจที่คนฟังเพลงฮิปฮอปกันเยอะขึ้นมาก เพราะก่อนที่จะไปอเมริการอบล่าสุดนั้นมีคนที่เป็นฮิปฮอปอยู่เพียงไม่กี่คน เมื่อจัดปาร์ตี้เราเห็นได้เลยว่ามีคนหน้าใหม่ๆ ที่แต่งตัวและฟังเพลงฮิปฮอปเพิ่มขึ้น”

“เมื่อเปิดเพลงของเราในปาร์ตี้ ก็มีเพื่อนๆ น้องๆ มาบอกว่าอยากจะได้ไปฟัง ทีแรกเราทำมา 20 แผ่นก็แจกไปหมด ตอนนั้นยังไม่มีสังกัดอะไรเลยนะครับ พอมีคนถามมากๆ เข้าก็เลยเริ่มปั๊มขาย ทีแรกปั๊มมา 1,000 แผ่นก็หมด ต่อมา 5,000 แผ่นก็หมดอีก จนในที่สุดปั๊มมา 10,000 แผ่น ก็ขายได้เรื่อยๆ จนเรากลับอเมริกาไป”

Thaitanium: Thai Hip Hop Legend

“เมื่อกลับมาอเมริกา รอบนี้จูเนียร์ไม่ได้กลับมาด้วย เราจึงคิดชื่อใหม่ของวง ซึ่งก็คือ ‘ไทยเทเนี่ยม’ และทำเพลงกันออกมา ในช่วงปีค.ศ. 2000-2006 ยังเป็นช่วงที่เราใช้ชีวิตไปๆ มาๆ ระหว่างประเทศไทยกับนิวยอร์กอยู่ โดยจะอยู่กันที่นิวยอร์กเสียเป็นส่วนใหญ่ และกลับเมืองไทยเพื่อมาทำงานโปรโมตเพลงหรือโปรเจ็กต์ เมื่ออัลบั้ม ‘Thailand’s Most Wanted’ ออกมาพวกเราก็มีโปรแกรมทัวร์กันทุกวัน จึงย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย

“การได้เป็นสมาชิกวงไทยเทเนี่ยมในช่วงนั้นเหมือนฝันที่เป็นจริง ดนตรีพาผมเดินทางไปได้ไกลมาก เราไปกันทั้งออสเตเรีย ยุโรป ญี่ปุ่น ได้พบเห็นอะไรเยอะมาก รวมถึงได้คอนเน็กชั่นเพิ่มมากขึ้นจากเพลงที่เราทำ ที่สำคัญที่สุดคือได้เห็นผลตอบรับที่ดีจากคนฟังในประเทศต่างๆ ผมจะชอบพูดเสมอว่าพวกเราไทยเทเนี่ยมเป็นทูตเพลงฮิปฮอปจากเมืองไทย คือคนต่างชาติเขาอาจจะไม่ได้รู้จักอะไรเกี่ยวกับเมืองไทยมากนักหรอก และก็ฟังเพลงแร็พภาษาไทยไม่ออก แต่เขาก็ชอบและบอกว่ามันเจ๋งดี สิ่งนี้ทำให้เห็นครับว่าดนตรีนั้นไร้พรหมแดน

“มันทำให้ผมรู้สึกภูมิใจว่าแม้เราจะโตมาในอเมริกา ซึ่งไม่ได้มีแร็พเปอร์ นักแสดง หรือนักกีฬาเอเชียที่เป็นไอดอล แต่เราก็ถือเป็นคนไทยรุ่นแรกที่สร้างชื่อจากเพลงสายนี้”

To Be A Business Man

“ตอนนี้ร้านตัดผม ‘Never Say Cutz’ มีอยู่ทั้งหมด 13 สาขา และกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 2 สาขา ให้ครบ 15 สาขาภายในสิ้นปีค.ศ. 2015 นี้ครับ จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ต้องเล่าก่อนครับว่าเกิดจากการที่ผมและเพื่อนๆ อีก 2-3 คน คิดจะทำเสื้อสกรีนขายกัน ราคาตัวละแพงหน่อยประมาณ 1 พันบาท เพราะเป็นแนว custom made ที่เราทำตั้งแต่ออกแบบและลงมือสกรีนกันเอง แบรนด์เสื้อยืดนี้ใช้ชื่อว่า ‘Never Say’ เพราะเพื่อนของผมชื่อยอร์ช (มงคล รัตนภักดี) เป็นศิลปินกราฟิตี้ ซึ่งทำหน้าที่ดีไซน์เสื้อให้กับเรา มีฉายาว่า ‘Never’ ซึ่งก็แล้วแต่ว่ายอร์ชจะดีไซน์ออกมาเป็นอย่างไร คือแล้วแต่ว่า ‘Never จะ Say อะไรอออกมา’ …อะไรประมาณนี้แหละครับ

“หลังจากนั้นเมื่อเราเริ่มติดต่อโรงงานให้ผลิตสินค้าออกมามากขึ้น ก็เปิดร้านขายที่สยาม ส่วนเรื่องร้านตัดผมนี่ทุกคนคงจะเห็นว่าผมตัดสกินเฮดมาโดยตลอด และคิดว่าคงจะตัดง่ายใช่ไหมครับ ก็แค่เอาปัตตาเลียนไถทั้งหัว แต่สมัยนั้นยังไม่มีช่างที่ไหนที่ตัดแล้วเก็บรายละเอียดได้คมเลยนะ

“ตอนนั้นผมพักอยู่บ้านที่สุขุมวิทซอย 43 และมีร้านบาร์เบอร์ 60 บาทอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 39 ผมเข้าไปในร้านนั้นแล้วบอกกับช่างว่า “พี่เอาง่ายๆ เบอร์ 1 ทั้งหัวเลย แล้วพี่เห็นเส้นตรงขอบไหม เอามีดโกนแต่งให้เป็นเส้นตรงเลยนะ” และเขาก็ตัดออกมาได้ดี ผมก็เลยกลับไปที่ร้านนี้ทุกอาทิตย์ และค่อยๆ สอนเขาโดยเปิดวิดีโอให้ดูว่าตัดแบบเฟด หรือสกินเฟดเป็นอย่างไร เพื่อนๆ ของผมที่สมัยนั้นเราอยู่บ้านเดียวกัน 5-6 คนก็เลยไปตัดกับเขาด้วย แฟนเพลงก็ถามว่าพี่เวย์ตัดผมที่ไหน กลายเป็นว่าเราสร้างลูกค้าให้เขาได้เยอะมาก วันหนึ่งเขาก็เดินมาบอกกับผมว่าตึกที่ร้านนี้อยู่กำลังจะถูกทุบทิ้งแล้ว และถามว่าผมอยากเปิดร้านตัดผมไหม

“เมื่อเรามีแบรนด์เสื้อ Never Say อยู่แล้วพอเปิดร้านตัดผมจึงใช้ชื่อว่า ‘Never Say Cutz’ ช่วงที่ร้านได้รับความนิยมจนต้องขยายสาขา ก็เริ่มเห็นว่ามีร้านบาร์เบอร์สำหรับผู้ชายชั้นดีร้านอื่นเปิดขึ้นมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ เพราะสมัยก่อนถ้าผู้ชายไม่ตัดผมที่ร้านบาร์เบอร์ถูกๆ ฝีมือไม่ดี ก็จะเข้าไปที่ร้านซาลอนของผู้หญิง ผมก็รู้สึกภูมิใจนะที่ตัวเองเป็นคนแรกๆ ที่เซ็ทเทรนด์ร้านตัดผมดีๆ สำหรับผู้ชายขึ้นมา

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2016/03/s05-319-1.1.jpg