FRONTMAN
ความตลกร้ายของสองชายคู่ซี้ ปราโมทย์ ปาทาน & พิชญ์ กาไชย
Men In Black (Comedy)

เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่โทรศัพท์มือถือจากค่ายผลไม้อย่าง iPhone ได้ถือกำเนิดมาบนโลก เจ้า iPhone นี้นอกจากจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมโทรศัพท์แบบพกพาแล้ว มันยังเป็นตัวเชื่อมให้ผู้คนเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย รวมถึงสร้างพฤติกรรมการบริโภคยุคใหม่ขึ้นอย่างรวดเร็ว จนแทบจะถูกเรียกได้ว่า เป็นยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่เลยทีเดียว

ในช่วงระหว่างสิบปีที่แล้วนั้นในขณะที่ iPhone ค่อยๆ สร้างการบริโภคแนวใหม่ อีกฟากหนึ่งที่เมืองไทยก็เป็นช่วงเวลาที่ โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน กำลังไล่ตามความฝันในการเป็นนักร้องของตัวเองพร้อมๆ กับเพื่อนสนิทในอนาคตของเขาอย่างพิชญ์ กาไชยในวัย 20 ต้นๆ ที่กำลังเป็น Rising Star หน้าใสในวงการบันเทิง จากนักร้องหลังวิทยุสเตอริโอในวันนั้น มาถึงวันนี้ พวกเขากลายเป็นผู้นำเทรนด์ความสนุกของคนรุ่นใหม่ที่เสพติดการใช้อินเทอร์เน็ตแบบเข้าไส้ พร้อมๆ กับที่ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนรักที่พร้อมจะเป็นที่พักใจให้กันและกันเสมอ

EM: มารู้จักกันได้อย่างไร

โอ๊ต: กินเหล้าครับ

พิชญ์: แดกเหล้าด้วยกันครับ

(พวกเขาตอบพร้อมกันแต่ในระดับความดุดันที่ต่างกัน ก่อนจะบอกต่อว่ารู้จักกันได้เพราะเป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์ เมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว)

โอ๊ต: คือผมเนี่ย เป็นเพื่อนสนิทไอ้เป๊ก ไอ้เนี่ย (ชี้มาที่พิชญ์) เป็นน้องไอ้เป๊ก

พิชญ์: เวลาพี่เป๊กกินเหล้า เค้าจะชอบชวนเพื่อนมา พาไปเจอเพื่อน ผมก็ไปเจอเค้า เค้าก็มาเล่นตลกให้ผมดู

โอ๊ต: เป็นสัตว์สังคม เป๊กเป็นสัตว์สังคมมาก

พิชญ์: สัตว์สังคมมาก

โอ๊ต: คืออยู่คนเดียวไม่ได้ครับ กินเหล้าก็ชวนเพื่อน ต้องเอากลุ่มนี้มาเจอไอ้นี่ ชอบสร้างแก๊ง ก็เลยได้เจอกันครับ

EM: นานไหมกว่าจะมาเป็น Paloy’s Diary

โอ๊ต: หกเดือน เจ็ดเดือน

พิชญ์: ผ่านการดื่มเหล้าด้วยกัน

โอ๊ต: จากการกินเหล้าครั้งแรกนะ

พิชญ์: จริงๆ แล้วผมเจอพี่โอ๊ตก่อน นานเลย

โอ๊ต: เจอผ่านๆ คือเจอสมมติว่า ผมไปเล่นคอนเสิร์ต ไอ้เป๊กชวนไปกินข้าว นั่งกินข้าว นั่งคนละโต๊ะกัน ไอ้พิชญ์เดินมาทักทาย

พิชญ์: เจอกันตามงาน ก็ทักทาย

โอ๊ต: แต่ไม่เคยได้นั่งกินเหล้า กินข้าวกัน

พิชญ์: จนเจอบ่อยๆ ก็เลยอ่ะนัดดู ว่างหรือเปล่า วันไหนก็ได้ มาเลย ว่างๆ

โอ๊ต: จำได้ วันนั้นผมเสร็จงานพอดี แล้วไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นตรงทองหล่อ

ทั้งชุดจาก Gucci แว่นตา Oliver Peoples@Niche nation รองเท้าบู๊ต RICH CAST of CHARACTERS

EM: รู้จักกันเพราะดื่มเหล้า แล้วจริงๆ ชอบแฮงเอาต์หรือเปล่า

โอ๊ต: ผมเป็นคนไม่ออกไปแฮงเอาต์

พิชญ์: ไม่เที่ยวกลางคืน โอ้โหแดกเหล้าจังเลยอ่ะ โอ้โห (หัวเราะ)

โอ๊ต: ผมชอบกินเหล้าบ้าน บ้านใครก็ได้ แต่เราชอบสถานที่ปิด เพราะรู้สึกว่าสนุกกับการได้นั่งแชร์กัน สนุกกว่าการที่ออกไปแล้วเราเสียงดังแล้วกินนั่น เดี๋ยวก็มีคนมาแล้ว “พี่ถ่ายรูปพี่” หรือเราชอบทำอะไรพิเรนทร์ๆ แล้วกลัว

พิชญ์: อืม คือจริงๆ ไม่ได้กลัวถ่ายรูปหรอก กลัวทำเหี้ยแล้วมีคนเห็น

โอ๊ต: คือคนอื่นเวลาเค้ามองสิ่งที่เราทำเหี้ยเค้าไม่ได้สนุกเหมือนที่เราเป็นไง เค้าแบบ…ไอ้เหี้ยนี่เมาแน่ เละเทะว่ะ แล้วเดี๋ยวคนก็ด่าอีก แล้วพวกเราเมาแล้วก็เพี้ยนด้วย ตาเหลว ขาเหลว ตาเข

พิชญ์: ตบหัวกัน ตบมือ เหี้ยไรก็ไม่รู้

EM: การทำรายการทั้ง Paloy’s Diary หรือ The Driver ที่เต็มไปด้วยคำหยาบคาย กลัวไหมว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับเยาวชน

พิชญ์: แรกๆ ผมก็คิดนะ แต่หลังๆ เมื่อเทปที่ผ่านมาเนี่ย เทปที่กำลังจะออนฯ เนี่ย เราต้องสะกิดเลยว่าพี่โอ๊ตขอหยาบหน่อย ขอนั่นหน่อย เพราะว่าเราเล่นเกมกับเพื่อน เราคุยกับเพื่อน คนรอบข้างที่เราเจอคน surrounding เราเนี่ย เค้าก็จะแบบว่า “ไอ้เหี้ยเดี๋ยวนี้พี่โอ๊ตแม่งไม่หยาบเลยว่ะ” พอเราได้ยินไปสัก 2-3 เทป เราก็จะสะกิดแล้วว่าเทปนี้เอาไปสักเบอร์ 11 เลยนะ มันก็จะมีเหี้ย มีคำหยาบคายต่างๆ มาเต็มไปหมดเลย (หัวเราะ)

โอ๊ต: ถามว่าตอนนั้นเราเคยรู้สึกกังวลไหม เรากังวล แต่ว่าตอนนี้มันกลายเป็นทุกรายการในโซเชียลที่เราดูมันหยาบ เอางี้ลิปตาโอเกะยังดูเหี้ยกว่าเราเลย ผมว่ามันก็เปิดมิติใหม่นะ ให้เรารู้สึกว่ามันคือภาษาที่เราใช้ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเราแค่รู้สึกว่าใช้ในกาลเทศะที่เหมาะสม คือในรายการมันบอกนะ แล้วรายการในโซเชียลมันคือรายการที่มึงต้องกดดูเว้ย ไม่มีใครเอามายัดเยียดให้มึง มึงจะดูมึงต้องเปิดแอปพลิเคชั่น คือมันผ่านการ…

พิชญ์: กลั่นกรองแล้ว

โอ๊ต: กดแล้ว ไม่ใช่มึงอยู่ดีๆ มึงเปิดทีวี แล้ว “สวัสดีครับ ผมโอ๊ตครับ ไอ้แม่เ*ด ไอ้สัตว์ ไอ้เหี้ย มาดูรายการเลย ถูกป่ะ อันนั้นคือยัดเยียดเว้ย แต่นี่คือมึงกดเข้าไปดู นั่นหมายความว่ามึงเลือกที่จะดูแล้ว

พิชญ์: ซึ่งแปลกมาก พอเราทำรายการมาสองปีเนี่ย จากเราดูพี่โอ๊ตตั้งแต่วันแรก แรกๆ เค้าใส่เต็มมาก แต่พอเค้าซึมซับการโดนด่า เหมือนร่างกายสร้างภูมิเว้ย แล้วเค้าเริ่มซอฟต์ลงเรื่อยๆ แทนที่จะยิ่งทำยิ่งสูง ยิ่งทำยิ่งแรง อันนี้คือแบบยิ่งทำยิ่งซอฟต์ลง จนเราต้อง…เฮ้ยพี่โอ๊ต พุ่งขึ้นมาหน่อยอะไรงี้

เสื้อเชิ้ต รองเท้า และแอ็กเซสเซอรี่ส์ของส่วนตัวของนายแบบ แจ็คเก็ตหนังวินเทจ กางเกง 612 SixTwelve เนคไท Arthur แว่นกันแดด EYEVAN 7285 @Niche nation

(แม้ภาพลักษณ์ทั้งคู่จะดูห่ามๆ และรายการที่พวกเขาทำจะเต็มไปด้วยความรุนแรงทางภาษา แต่หลังจากดราม่าในโลกโซเชียลที่ผ่านมาทำให้พิชญ์ถึงกับออกปากว่าโอ๊ตนั้น “ขี้นอยด์”)

พิชญ์: เค้าขี้นอยด์

โอ๊ต: ใช่คือเห็นเรางี้ เราเป็นคนเซนซิทีฟเว้ย เราเป็นคนแบบแคร์คน เวลามันอะไรที่เรารู้สึกว่ามันมากเกินไป มันก็ทำให้เราเสียใจ

พิชญ์: ทั้งๆ ที่เราคุยกันก่อนแล้วนะว่า อย่าไปอ่านคอมเมนต์เยอะ คอมเมนต์แย่ๆ อย่าไปอ่านเยอะ พี่ก็ทำไม่ได้

โอ๊ต: บางอันมันยังไม่ได้อ่าน มันก็แท็กมาด่าเลย แต่เอาจริงๆ แล้วตอนบีเอ็นเค สำหรับเราไม่หนักนะ เรื่องบีเอ็นเคเราชิลเว้ย เพราะว่าเรารู้ว่าบริบทนั้น มันไม่ได้คุยกับน้อง อย่างแรกเลยคือเรารู้ว่าเราไม่ได้คุยกับน้อง สองคือเจตนาของเราอะ เราไม่ได้พูดเพื่อด่าน้อง

พิชญ์: intention เราไม่ได้เป็นอย่างนั้น

โอ๊ต: คือในใจลึกๆ แล้ว เราไม่ได้อยากมีอะไรไปเกี่ยวกับน้องเลย แต่ว่ามันเป็นเรื่องราวที่เราเล่าประวัติเพื่อนกันเท่านั้นเอง แต่ที่โดนด่าหนักๆ หนาๆ หน่อยคือคนหน้าหมี อันนี้คือหนักมากๆ ถึงขนาดรายการทีวีเอารายการเราไปทำสกู๊ป อันนั้นคือเรารู้สึกว่าเราอยากเลิกทำเลย คือเราเลิกทำเราก็ไม่ได้เดือดร้อน คือเราเลิกทำเราก็กลับไปทำธุรกิจที่บ้าน คือทุกวันนี้ที่ทำงานกูทำตามแพสชั่นเลยเว้ย กูสนุก กูก็เลยทำ คือแค่นั้นเลย แล้วมันกลายเป็นว่าวันที่กูมอบความสุขให้มึงเนี่ย มึงลืมหมดแล้วเหรอวะ แบบคนเราทุกคนมันผิดพลาดได้

เราไม่เคยพรีเซนต์ว่าเราเป็นคนดีอยู่แล้ว ซึ่งมึงรู้อยู่แล้วว่ากูเป็นคนเหี้ย ฉะนั้นพอกูทำผิดในเรื่องเหี้ยๆ คือมึงก็ต้องเข้าใจกูบ้าง คือมึงติเพื่อก่อกูโอเค แต่บางคนด่าถึงพ่อถึงแม่แล้วมันลามไปด่าพี่ป๊อป ด่าพี่คัทโตะ คือมันเป็นวงกว้างมากเลย มันเกิดการกระเพื่อมของกระแสสังคมจนเป็นเรื่องคุกคามทางเพศ เรื่องอะไรแบบมากมาย แต่สุดท้ายแล้วมันเล่นเพื่อให้จุดประสงค์ของเราก็คือมันสนุก ตลก โอเคคุณอาจจะบอกว่า หนูไม่ได้ตลกด้วยนะคะ คือเอาผู้หญิงมาเป็น sex object แล้วก็เล่นกันโน่นนี่นั่น แต่แสดงว่ามึงแยกไม่ออกไง อันไหนคือ dirty joke อันไหนคือคุกคาม

EM: เราก็ต้องมองว่านี่คืองาน

โอ๊ต: คือมันเป็นงานแหละ แต่ว่าในเมื่อเส้นแบ่งกับวิจารณญาณของแต่ละคน

พิชญ์: ไม่เท่ากัน

โอ๊ต: ในคำว่าคุกคามไม่เท่ากัน คือมึงจะเอาเส้นของมึงมาแบ่งกับเส้นของกูไม่ได้ คือมันไม่ได้ เพราะว่าถ้ามันได้ วันนี้กูต้องออกจากวงการแล้ว ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้น เพราะว่าสุดท้ายแล้วเส้นแบ่งของคนเรามันไม่เหมือนกัน คือคำว่าคุกคาม สมมติว่าเราเป็นผู้หญิงใช่ไหม คือเราไม่ชอบขี้หน้ากันหรือว่ามีความรู้สึกว่า หน้าตาเราแม่ง บ้ากาม แล้วเราชมว่า “อื้อหือ.. ชุดสวยนะครับ” เนี่ยถ้ามึงไม่ชอบกู ก็คือกูคุกคามแล้วนะ ถูกป่ะ นั่นหมายถึงว่าเส้นแบ่งมึงไม่เท่ากัน มาตรฐานมึงไม่เท่ากัน ฉะนั้นการที่เราจะตัดสินคนคนนึงว่าคุกคามหรือไม่คุกคาม มันต้องมาตีความกันใหม่ ต้องมาคุยกันใหม่

EM: หลังจากเหตุการณ์ดราม่าต่างๆ มาตราฐานความหยาบโลนของเราเป็นอย่างไรบ้าง

โอ๊ต: เบาลง เบาลงเยอะเลยแหละ

พิชญ์: ภูมิมันมาเอง

โอ๊ต: มันไม่ได้กลัวนะ แต่ว่ามันเบาลง อย่างล่าสุดเนี้ย โต๊ะกลมก็ติดต่อมาให้เราทำรายการใหม่ ชื่อ Victory BNK48 คือทั้งๆ ที่เค้ารู้ว่ามันเคยมีปัญหา วันที่เค้าโทรหาเรามาบรีฟมาประชุมงาน เราถามว่าพี่ พี่แน่ใจนะ แล้วเค้าถามเราแบบพี่ อยากเป็นพิธีกรบีเอ็นเคไหม แล้วตอนเค้าถามหน้าเค้าแหยมากเหมือนประมานว่า คิดว่าเราจะปฏิเสธ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าถ้าพี่ๆ มองว่าพี่เลือกผมแล้วเนี่ย นั่นแสดงว่ามันจะต้องมีอะไรที่มันเกิดมีเคมีใหม่ๆ เกิดขึ้นมาแล้วแล้วมันคิดว่าจะต้องสนุก ฉะนั้นผมก็เคารพการตัดสินใจพี่ถ้าพี่คิดว่าผมเหมาะสมกับตรงนี้ผมก็จะทำ ผมก็จะได้อัพความสามารถตัวเองเหมือนกัน จะได้ทำให้ทุกคนเห็นว่า มึงกูทำรายการเด็กได้เว้ย โดยที่กูไม่ต้องหยาบ ก็เหมือนกับการเอาชนะตัวเองด้วย แล้วพอไปทำจริงๆ ไอ้เหี้ยสนุกว่ะ! คือมันทำให้เราชาเลนจ์ตัวเองมากๆ แบบ หยาบคายไม่ได้ โวยวายไม่ได้ กูมึงไม่ได้ โดนตัวไม่ได้ คุกคามไม่ได้ คือเข้าใจหรือเปล่าว่า มึงจะต้องหาวิธีเล่นยังไงก็ได้ให้รายการสนุกโดยที่โดยที่มีข้อเหล่านี้

EM: สำหรับโอ๊ต ช่วงนี้ถือว่างานเยอะมาก มีวิธีการเพิ่มพลังในแต่ละวันให้ตัวเองอย่างไร

โอ๊ต: นี่ไงถ่ายรายการ (รายการวันละม้วน) หรือว่าออกมาเจอเพื่อน

พิชญ์:คือนานๆก็จะคอยถามๆสำหรับคนที่สนิทอย่างปั้นจั่นพี่โอ๊ตอะไรอย่างเนี่ยเราจะคอยถามแบบเป็นไงบ้าง

โอ๊ต: กินเหล้าไหม

พิชญ์: กินเหล้าไหมนี่คือเรารู้เลย คือเวลาจะชวนกินเหล้าหรือชวนปั้นกินเหล้าเนี่ย รู้เลยว่า มึงต้องการใครที่มารีเฟรชในหัว เพราะที่เรานั่งคุย

โอ๊ต:ได้แชร์อ่ะ

พิชญ์: ได้นั่งคุยเพราะแบบนี่ก็เคยนะ ขับรถ แล้วบอกว่า เยอะเกินไปแล้วว่ะพี่โอ๊ต คือพอไดเวอร์ดัง งานเข้าเยอะเนี่ย มันทำให้ความสเปเชียลในตัวพี่โอ๊ตบางทีมันหายไป สมัยก่อน หู้ว! อยากได้พี่โอ๊ตมาออกรายการจังเลย ผมก็แบบว่า ต้องหยุดออกแล้วนะ ความสเปเชียลมันหาย เขย่าตัวเองใหม่ เขย่าเลือกแต่สิ่งที่ตัวเองชอบ บางทีเราต้องเขย่าตัวเองใหม่เพื่อที่จะได้สร้างความสเปเชียลของตัวเองใหม่อีกรอบ เพื่อให้เราอยู่ในวงการได้อย่างยาวนาน เหมือนไดเวอร์เวลาเลือกแขกเราก็จะทำให้มันขึ้นแล้วมีดรอป เรารู้ว่าอันไหนดรอปแต่เราก็ยังต้องออน เราไม่สามารถมาอัดแขกพีก เรามีแขกเยอะมาก ถ้าอัดตู้มสูงสุด ไอ้ที่เหลือเราก็ไม่มีอะไรแล้ว เราก็จะร่วงไปเลย เพราะฉะนั้นต้องแบบขึ้นลงแล้วขึ้นอีกรอบนึงแล้วก็ลงมาแล้วก็ขึ้นอีกรอบนึง ต้องเขย่าไปเรื่อยๆ ต้องคอยดูภาพรวม ภาพใหญ่เป็นหลัก

โอ๊ต: คืออยากจะบอกว่าคือไอ้คำว่านั่งกินเหล้าของพวกเรา มันไม่ได้แบบ

โอ๊ต,พิชญ์:ไม่ได้ไปสำมะเลเทเมานะคือเอาเหล้าตั้งแล้วก็นั่ง

โอ๊ต: คือแอลกอฮอล์เนี่ยมันไม่ใช่สิ่งที่มันดีอ่ะ แต่มันมีข้อดีของมันในบางเรื่องที่มันทำให้เรารู้สึกว่าเราผ่อนคลาย แล้วเรามีความสุขกับการอยู่กับเพื่อนแล้วได้แชร์ประสบการณ์กัน มันทำให้มันเกิดอรรถรสในการคุยมากขึ้น

พิชญ์:ให้บรรยากาศมันสบาย

โอ๊ต:สนุกมากขึ้น

พิชญ์: แต่ไม่ได้บอกว่าทุกคนจะจบงานที่วงเหล้าเสมอไป แล้วแต่คน สำหรับพวกเรามันเกิดจากตรงนี้ มาก่อน เรารู้จักกันได้ก็เพราะนั่งกินเหล้ากัน เพราะฉะนั้นเวลาทุกอย่างมีอะไรที่เกิดขึ้นเราก็นั่ง คุยกัน ก็กินเหล้ากันหน่อย อาจจะกินมากกินน้อยค่อยว่ากัน

เสื้อเชิ้ต ISSEY MIYAKE กางเกง 612 SixTwelve แจ็คเก็ตหนังวินเทจ รองเท้าบู้ท RICH CAST of CHARACTERS เนคไท Arthur แว่นกันแดด EYEVAN 7285 @Niche nation

EM: ดูเหมือนพวกคุณจะเป็นที่พึ่งทางใจของกันและกันไปแล้ว

พิชญ์: คือจริงๆ มัน มันคือกันและกันเลยเว้ย มันมีหลายๆ อย่าง

โอ๊ต: คือผู้ชายเนี่ยแม่งเพื่อนน้อยกว่าผู้หญิง คือผู้หญิงก็ยังมีกรุ๊ป มีเหี้ยนู้นนี่นั่น ผู้ชายก็จะน้อยว่าผู้หญิง แต่ว่าผู้ชายเนี่ย เวลามีเพื่อนแล้วเนี่ย แม่งคุยได้ทุกเรื่อง

พิชญ์: คือเราจะรู้ว่าคอมฟอร์ตโซนเราอยู่ตรงไหนดีกว่า อย่างผมมีเพื่อนเยอะมาก แต่เราจะรู้ว่าคอมฟอร์ตโซนที่เราแบบคุยกันได้เนี่ย จะมีอยู่ไม่ค่อยกี่คน ต่อให้จะเจอกันบ่อย เจอกันหรือไม่เจอกัน แต่ถ้าเกิดเมื่อไหร่ฉันเริ่มคุยปัญหาชีวิตด้วยอะไรเงี้ย ก็คุยกันแค่ไม่กี่คน

โอ๊ต: เหมือนมันจะมีคำพูดนึงที่เขาบอกว่ายิ่งแก่ เพื่อนก็ยิ่งน้อยลง อันนี้มันคือเรื่องจริง เพราะว่าไอ้คำว่าน้อยลงคือไม่ได้เลิกคบไปนะแต่มันจะเหลือเฉพาะเรื่องสำคัญและคนที่สำคัญในเรื่องการ ทำงาน คนสำคัญในเรื่องการใช้ชีวิต คนที่สำคัญในเรื่องนั้นเรื่องนี้ อะไรก็ว่ากันไป คือมันจะเวลามันจะคัดกรองคนออกไปเรื่อยๆ

EM: พอใจหรือยังกับจุดยืน ณ ขณะนี้ของตัวเองในวงการบันเทิง

พิชญ์: ผมพอใจมาก เพราะว่าหลายๆ ตอน ตอนเด็กๆ เราอาจจะบอกว่า อุ๊ย เราจะเคยได้ยินทุกคน หลายๆ คนพูด หลายๆ คนจะรู้สึกว่าแบบ เอ้ย ได้ร้องเพลงแล้วก็ต้องอยากเล่นละครเหมือนที่ดาราหลายๆ คนพูดว่าตอนนี้อยากเล่นบทนี้ ตอนนี้อยากเล่นหนัง แต่เรารู้สึกว่าทุกวันนี้แค่ทำตรงนี้และก็สร้างอะไรใหม่ๆ เห็นคนมีความสุขพอแล้ว

เพลงอยากทำก็ทำพี่โอ๊ตก็บอกเลยว่ามึงไม่ต้องอยู่ค่ายก็จ่ายเองอยากทำเพลงนึงเวิร์กก็เวิร์กไม่เวิร์กก็ไม่เป็นไรก็เพราะว่ามึงอยากทำมึงอยากร้องเพลงอยากเล่นดนตรีมึงไม่ได้บอกว่ามึงอยากได้เงินถ้ามึงบอกอยากได้เงินมึงต้องอยู่ค่ายเออแต่ถ้าบอกว่าเอ้ยอยากทำเพลงอยากร้องเพลงทำเอง

โอ๊ต: เอาจริงๆ เลยนะ เราเลยจุดที่เรารู้สึกว่าเราซัคเซสมานานมากแล้ว เพราะว่าเมื่อก่อนเรา เราเข้ามาในวงการใช่ไหม ปีนึงเราก็มีห้างาน ร้องเพลงงานหนึ่งก็ได้ประมาณหมื่นบาทอ่ะ หมื่นสองหมื่นน้อยนะ แต่มันคือข้อดีเว้ย มันคือความโชคดี ในความโชคร้ายมันยังมีความโชคดีอยู่ คือมันทำให้เราดิ้นรนมาก ดิ้นรน ร้องกลางคืน ไปร้องไกด์ ไปร้องคอรัส ไปทำงานเบื้องหลัง ไปโปรดิวซ์เพลงนั้น ไปทำเพลงนี้ คือมันทำให้เราดิ้นรนอยู่ตลอดเวลาอ่ะ พอมันดิ้นรนแล้วมันเหมือนคนแม่งจะอดตายอ่ะแล้วก็พยายามให้ไม่อดตาย ฉะนั้นในการดิ้นรนของเราในตอนนั้นมันทำให้เรา มันทำให้เราสะสมประสบการณ์ ความ สามารถอะไรก็ตามที่มันแบบอยู่กับเราได้ไปอีกตลอดชีวิตอ่ะ มันเกิดจากตรงนี้เว้ย ซึ่งพอมัน ผ่านตรงนั้นมาอ่ะ มันรอแค่เวลาให้มันซัคเซสอ่ะ

แล้วก็คือเราไม่เคยแข่งกับคนอื่นเลยนะเว้ย ชอบแข่งกับตัวเอง คือเมื่อก่อนตั้งเป้าให้ตัวเองว่า กูจะต้องร้อง ร้องเพลงงานหนึ่งมีคนจ่ายกูใน ราคาหนึ่ง แสนบาทให้ได้อ่ะ แล้วก็พัง จุดที่มันทำให้โตขึ้นๆ จนมันดัง อ่ะ อยากเล่นหนังก็เล่น อยากเล่นละครก็เล่น อยากโปรดิวซ์เพลง ก็ได้โปรดิวซ์ อยากเป็นดีเจที่เอไทม์ก็ได้เป็น อยากจะจัดรายการให้คนดูเยอะๆ อ่ะแม่งก็ผ่านจุดที่ไม่เคยมีรายการวิทยุรายการ ไหนในประเทศนี้ที่สามารถทำให้คนดูไลฟ์ติด คือสตรีมไลฟ์พร้อมกันอ่ะ 35,000 คนแบบพร้อมกันได้ มันผ่านจุดแล้ว จากรายการวิทยุเล็กๆ จันทร์ช็อคโลกทำให้รายการวิทยุมีคอนเสิร์ตช็อคโลก ได้ขึ้นบิ๊กเม้าท์เท่น ได้ขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่คนนั้นคนนี้ ได้เป็นแขกรับเชิญ ได้ร้อง คือมันเกินสิ่งที่เราตั้งไปเรื่อย ๆ

จนสุดท้ายแล้วในชีวิตนี้ตั้งใจว่าอยากจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองซึ่งมันก็กำลังจะเกิดขึ้นแล้วพอมันเกิดขึ้นเนี้ยนั้นก็บอกว่าเราผ่านโกลด์นี้ไปละทีนี้โกลด์ต่อไปเราก็ต้องตั้งให้ตัวเองใหม่แล้วว่าแล้วกูทำอะไรต่อวะกูอยากผลิตงานเป็นเป็นผู้ผลิตเป็นยูทูปเบอร์เป็นอะไรก็แล้วแต่อยากได้ยอด subscribe ล้านนึงต้องถาม-ตอบจะได้มันจะได้มีจุดมุ่งหมายต่อไปในการหาอะไรทำ

เสื้อเชิ้ต หมวก รองเท้า และแอ็กเซสเซอรี่ส์ของส่วนตัวของนายแบบ โบว์ไท Pinky tailor ชุดสูท 612 SixTwelve

EM: เหมือนทุกคนที่มาเจอเราสองคนจะต้องคาดหวังความตลกอยู่ตลอดเวลา ลำบากใจไหม?

โอ๊ต: สุดท้ายแล้วทุกอย่างคือกาลเทศะ ทุกๆ อย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นการไปยืนพูดหยาบคายใส่กัน ตลกๆ หรือว่าอยู่ดีๆ เจอในห้างแล้ว พี่โอ๊ต ตลกให้ผมดูหน่อย คือ มันคือกาละเทศะไง มีแค่นั้น นั่งมา อ่ะไอ้เหี้ยจะให้หยิบถาดมาตีหัวพวกมึงก็ไม่ใช่เรื่องไง ถูกไหม แล้วก็แฟนๆ ทุกคนที่เดินเจอเราหรือไรเงี้ย เขามาเขาไม่ได้มาให้เราเล่นนะ เขามาเอาขนมมาให้ มาเจอ มากอด มาขอคลิปอวยพร เนี่ย คือคนเหล่านี้ที่เขารู้จักเราจริงๆ แล้วเข้าใจเราจริงๆ คนที่ด่าส่วนใหญ่จะไม่เคยเจอกัน แค่มองผ่านๆ

EM: สนิทกันขนาดนี้ ห่วงเรื่องอะไรกันบ้าง

พิชญ์: เป็นห่วง ก็อย่างที่บอกครับ ทุกเรื่อง เราก็จะดูว่า เหนื่อยเนอะ เหนื่อย บางทีเขาลืม เหมือนปั้นจั่นเงี้ย ไม่ต้องพี่โอ๊ตก็ได้ ยกปั้นจั่นเงี้ย ก็จะเคสคล้ายๆ กัน ถ้าเป็นทางดารา สมมติสมัยก่อน มันเล่นละครดังมาเรื่องนึง พอมันดังเสร็จ แล้วมันเงียบหายมันก็จะนอย เพราะฉะนั้นเราก็จะมานั่งถามว่าเฮ้ย ตกลงโกลของมึงคือเฟมเหรอวะ คือชื่อเสียงความโด่งดังหรอ หรือว่าความสุขที่มึงได้ทำงานวะ แล้วถ้ามึงบอกว่ามึงชอบ มึงชอบเล่นละครมึงก็เล่นต่อไป แต่ส่วนตัวกูเนี่ย เล่นละครเหมือนแทงหวยอ่ะครับ แทงถูกเรื่องนี้ดัง แล้วก็มีงานต่อไป อีกสักพักนึง แล้วก็หาย แล้วก็ไปเล่นละครอีกเรื่องเหมือนแทงหวยงวดนี้กูถูก โป้ง ได้เงินมา แทงอีก โป้ง ได้อีก ล้าน สองล้าน สามล้าน สี่ล้าน ห้าล้าน หกล้าน เจ็ดล้าน แปดล้าน เก้าล้าน แล้วก็ร่วง แล้วมึงก็ต้องมานั่งนอยด์ มานั่งกรูมตัวเองใหม่ว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างงี้วะ กูนอยด์ว่ะ เพราะฉะนั้นมึงต้องหาความสุขให้ตัวเองแล้ว แปลว่าไอ้อันนั้นมันไม่ใช่ความสุข อันนั้นคือชื่อเสียงของมึงขวางความสุข ฉะนั้นมึงต้องเปลี่ยน กลับโมเดล หาทางออกใหม่ เพื่อให้เราจะได้อยู่ตรงนี้ได้ยาวๆ ทำทุกวันสบาย ไม่ต้องมีงานทุกวัน แต่มีความสุขได้ทุกวัน ดีกว่า

โอ๊ต: มัน (พิชญ์) เป็นคนมีความคิดที่ดีอยู่แล้ว คือผมคิดว่า ทุกคนมีเพื่อน มีน้อง มีพี่ที่สนิท ทุกคนเลือกแล้ว ว่าคนนี้เป็นคนที่เราสนิทได้ คนนี้เป็นคนที่มีแอตติจูดที่ดี มีแนวคิดไปในแนวทางเดียวกัน ฉะนั้นผมเลยรู้สึกว่า จริงๆ มันไม่ต้องห่วง เพราะว่าผู้ชายมันไม่ต้องมานั่งพูดกันเยอะหรอกว่ามึงต้องอย่างงั้นอย่างงี้ ผู้ชายแม่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไม่ได้ไปบอกรักคนทุกคน ทุกคนทุกวัน หรือบางคนบางวัน แต่ถึงเวลา ที่เรามีปัญหาหรือใครรอบ ๆ ตัวมีปัญหา มันจะต้องรู้อยู่แล้วว่าคนเหล่านี้แหละคือคนแรกๆ ที่จะเข้ามาช่วยเหลือตลอด ฉะนั้นผมก็คิดว่าบางครั้งแทบไม่ต้องมีเลย เพราะระบบความคิดของมันมันไปในแนวทางที่ดีแล้ว หรือถ้ามันมีอะไรไม่ดีเราก็เป็นคนที่กล้าแล้วก็ยืนขึ้นบอกอยู่แล้ว เฮ้ยพิชญ์กูว่าอันนี้ไม่ดีว่ะ หรือว่าพี่ป๊อป (ปองกูล สืบซึ้ง) เอย ไอ้อาร์ต (มารุต ชื่นชมบูรณ์) เอย คือว่ามันสามารถเตือนได้หมด เพราะสุดท้ายเนี่ย เราก็รู้ว่ามันเป็นคนเหล่านี้แม่งรักเราจริงๆ

และเบื้องหลังเสียงหัวเราะจากมุกห่ามๆ ของทั้งสองคนคือความหวังดีและความห่วงหาอาธรณ์ที่มีให้ต่อกัน ซึ่งมิตรภาพเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขามองว่ามันคือความสำเร็จที่สวยงามมากที่สุดในการทำงานที่ยอดวิว ยอดไลก์ยอดแชร์ก็ไม่สามารถแทนค่าได้เลย

พิชญ์: คือจริงๆ แล้วความซัคเซสมันเหมือน เหมือนเราถามกันว่า เหมือนเราถามเด็ก เด็กม.6 มันว่า เห้ย พี่จะซัคเซสยังไง งั้นก็ต้องถามกลับไปว่าแล้วเราอยากมีเงินกี่บาทในบัญชีต่อเดือนอย่างเงี้ย บางคนห้าหมื่นบาทก็อยู่ได้ บางคนแสนบาทอยู่ได้ บางคนบอกเห้ย อยากได้หนึ่งล้านบาท ก็ต้องมีคนที่ทำตรงนี้ได้ คือทุกคนจะต้องมีโกลเป็นของตัวเอง  อ่ะ…อย่างพี่โอ๊ตก็อาจจะต้องเริ่ม คล้ายๆ กันละ ความซัคเซสอาจจะไม่ใช่ด้วยตัวเงิน ไม่ได้ด้วย ตัวคนดูหรืออะไรก็แล้วแต่ ความซัคเซสอาจจะเป็นที่เขาสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ แล้วได้ผลิตคนใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมา ทำกับพี่อาร์ต จากพี่อาร์ตไม่มีอะไรเลย เราก็สร้างกันต่อไปเรื่อยๆ

โอ๊ต: ใช่

พิชญ์: ไดเวอร์สร้างมีพี่โอ๊ตขึ้นมา พี่โอ๊ตก็สร้างคนต่อไปเรื่อยๆ พี่อาร์ตเขาก็ไปสร้างคนต่อไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งคนดีๆ จะได้มาอยู่รอบๆ ข้าง ความซัคเซสมาที่สุดคือมีคนดีๆ อยู่รอบๆ ข้างมาก เยอะๆ

โอ๊ต: แข็งแรงไปด้วยกัน

พิชญ์: โตก็โตไปด้วยกัน

โอ๊ต: ใช่

พิชญ์: เค้กก้อนนึงถ้ากินคนเดียวก็ท้องแตกตาย แบ่งกันกิน ยังไงกินคนเดียวก็กินไม่หมด

โอ๊ต: แล้วข้อดีอีกอย่างคือเวลาที่เราเอ่ยปากขอความช่วยเหลือใคร็ตามที่เป็นคนเหล่านี้ เขาจะยินดี เสมอในการที่แบบ ไม่ต้องถามถึงเรื่องเงินเนอะไรอย่างนี้ ไป ถาม ได้ ไม่มีปัญหาถ้าบอกละกัน คนนี้หรืองานคนนี้ ได้เลยครับ รับได้เลย เดี๋ยวเคลียร์คิวให้ กลายเป็นว่ามันเป็นความสนิทใจละ สนุกไปด้วยกัน

พิชญ์: เสื้อเชิ้ต และชุดสูท 612 SixTwelve รองเท้าบู๊ต RICH CAST of CHARACTERS  แอ็กเซสเซอรี่ส์ของส่วนตัวของนายแบบ โอ๊ต: เสื้อเชิ้ต หมวก รองเท้า และแอ็กเซสเซอรี่ส์ของส่วนตัวของนายแบบ ชุดสูท 612 SixTwelve เนคไท Arthur


Model: ปราโมทย์ ปาทาน, พิชญ์ กาไชย
Story: Aukkarakan Ngaosri
Assistant: Rhun Na Ranong
Photographer: Kittinan Sangkaniyom
Stylist: Natthapol Klaharn
Hair& Makeup: Suteema Rachrattanarak

you may also like
FRONTMAN
สุภาพบุรุษรักสนุกกับความจัดจ้านในทุกองศาของชีวิต
FRONTMAN
ชายหนุ่มผู้มีทั้งสุขภาพกายและใจที่มั่นคง
FRONTMAN
4 บุรุษสุดท้ายจาก The Rebellious Ten
FRONTMAN
บุรุษสามนายที่มีเป้าหมายคือการเอาชนะตัวเอง
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2018/07/OP-SQ1.jpg