FRONTMAN
Leaders of The Pack: 3 (+1) Men and A Question (EP.3)
Fashion X Lifestyle กับคำนิยามจาก 4 หนุ่มที่จะมาเพิ่มมุมมองใหม่ๆ ให้กับคุณ (*Plus บทสัมภาษณ์)

top-10webarticle-630x420

ELLE MEN 3rd Anniversary (EP.3) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของนิตยสารแอลเมนไปกับ 10 หนุ่มแห่งปี 2016 ต่อกันที่ 4 คนสุดท้ายกับคำนิยามของความหมาย “Fashion + Lifestyle” ชมวีดีโอแบบเต็มๆ พร้อมบทสัมภาษณ์อีกมากมายได้ที่นี่

new-top1

Jirayu La-ongmanee นักแสดง / ศิลปิน

EM: ดูเป็นความคิดของผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ คงเพราะคุณอยู่ในโลกของการทำงานมานานด้วยหรือเปล่า

แต่ผมก็ทำไม่ได้ตามที่ผมคิดทุกอย่าง ผมเป็นคนขี้เกียจ พลังงานน้อย ผมรู้ตัวว่าไม่ได้เป็นคนขยันขนาดนั้น ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ เลยขอแค่มีความสุขก็โอเคแล้ว

EM: ทำอย่างไรเมื่อหมดไฟ

ผมว่าเราแค่มองไปรอบๆ ตัว คนที่เขารู้สึกเบื่อเป็นเพราะเขาเลือกแต่บทเดิมๆ หรือเปล่า ลองหยุดแล้วมานั่งมองใหม่ เพราะในแต่ละวันไม่มีอะไรเหมือนเดิมอยู่แล้ว ทุกวันต้องมีปัญหาใหม่ๆ อาจจะต้องถอยออกมา แล้วคิดถึงวันแรกว่าทำไมเราถึงสนุก และเราเลือกทำสิ่งนี้เพราะอะไร ชีวิตนี้สนุกจะตาย มีปัญหาใหม่ๆ ให้แก้ทุกวัน ทุกวันนี้เวลาผมเจอปัญหาก็เซ็งเหมือนเดิมแหละ ผมเคยมีช่วงที่ตัดสินใจไม่รับงานช่วงนึง แต่แป๊บนึงก็เบื่อแล้ว รู้สึกว่าก็ดีที่ยังมีปัญหาให้แก้ มีงานให้ทำ มีเรื่องให้เครียด ดีกว่าการไม่มีอะไรเลย

EM: คิดถึงการทำอย่างอื่นนอกจากงานในวงการบันเทิงอีกไหม และอะไรคือความมั่นคงของอาชีพนี้

ไม่มีอาชีพไหนที่มั่นคงร้อยเปอร์เซ็นต์ เราต้องพยายามหาอะไรใส่ให้ตัวเองเรื่อยๆ รักษามาตรฐานของตัวเอง และอย่าลืมพัฒนาด้วย ถ้าเราซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตัวเอง ตั้งใจทำให้งานมีคุณภาพออกมาเสมอ เราไม่น่าจะต้องลำบากเรื่องอาชีพ แต่ก็อย่าชะล่าใจจนเป็นกระต่ายกับเต่า เพราะมีคนที่ตั้งใจอีกเยอะแยะ คนเก่งๆ คนที่มีพรสวรรค์เกิดใหม่เรื่อยๆ ทุกวัน มันก็ไม่มั่นคงเสียทีเดียวหรอก แต่ถ้าตั้งใจก็ไม่น่าเป็นปัญหา

new-top2

Saksit Vejsupaporn ศิลปิน

EM: อยู่ในวงการมาตั้งแต่ปีค.ศ. 2003 ได้ขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 19 ปี ครั้งหนึ่งคุณเคยเป็นนักดนตรีหนุ่มที่ทะเยอทะยานมาก ทุกวันนี้ ศิลปินวัย 32 ปีอย่างคุณยังหลงเหลือความทะเยอทะยานแบบนั้นอยู่ไหม

ยังมีครับ แต่ผมอยากใช้คำว่า ‘แพสชั่น’ มากกว่า ตอนเด็กๆ แพสชั่นของผมคือการเป็นนักดนตรี ทำให้เราเริ่มหัดแต่งเพลงเองตั้งแต่อายุ 11-12 ปี เพื่อว่าสักวันหนึ่งจะได้มาทำงานตรงจุดนี้ แพสชั่นเราเท่าเดิม แต่ที่เพิ่มมาคือ ‘ความเข้าใจ’ ในชีวิต

เมื่อก่อน ผมทำงานภายใต้ความคิดที่ว่า ผมต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ ทั้งในฐานะนักเปียโนที่ต้องการพิสูจน์ความสามารถให้คนอื่นยอมรับ ยิ่งเราเป็นลูกชายของหัวหน้าวงแกรนด์เอ็กซ์ หลายคนอาจจะคิดว่าผมเข้าวงการมาได้เพราะพ่อ ผมเอาตรงนั้นมาวางไว้เป็นแพสชั่นเพื่อขับเคลื่อนตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่เด็กๆ ผมซ้อมเปียโน ไม่ค่อยไปเที่ยวไหน ผมเพิ่งมาเดินสยามตอนอายุ 20 ปี ตลอด 13 ปีตั้งแต่เข้าวงการ ผมออกอัลบั้มไปแล้ว 11 ชุด เล่นคอนเสิร์ตใหญ่ไปเก้าครั้ง ชีวิตผมมีแต่ดนตรี ทำงานหนักตลอด ไม่เคย live a life เลย

EM: อะไรคือจุดหักเหที่ทำให้คุณหันมา ‘ทำความเข้าใจ’ กับการใช้ชีวิตมากขึ้น

เมื่อ 3 ปีก่อน ก่อนที่จะกลับมาทำอัลบั้มล่าสุด เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกว่า ตัวเราแห้งมาก เราไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเขียนเพลงเลย ถ้าให้เปรียบเทียบ มันเหมือนมีภูเขาอยู่ลูกหนึ่ง ทุกคนแข่งกันวิ่งขึ้นเขาเพราะมีคนเคยบอกว่า วิวข้างบนนั้นโคตรสวยเลย ตอนผมเข้าวงการใหม่ๆ ไฟแรงมาก เราวิ่งสู่ฝัน พุ่งเต็มที่ แต่พอเราขึ้นไปถึงข้างบน “เออ ก็สวยดี” คำถามคือ แล้วยังไงต่อวะ? จะอยู่ตรงนี้ตลอดไปก็ไม่ได้ เพราะหายใจไม่ออก มันสูง อากาศเบาบางมาก เราลงดีกว่า ระหว่างลงก็เจอคนที่วิ่งสวนขึ้นไป เราอยากจะบอกเขานะว่า ก็สวยดี แต่ขึ้นไปดูเองก็แล้วกัน อธิบายตอนนี้ก็ไม่เข้าใจหรอกเพราะเด็กมันอยากเห็น เดี๋ยวลงมาก็รู้ว่าสวย แต่แล้วไงวะ สุดท้ายชีวิตก็ต้องกลับมาดำเนินต่อไป

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมกลับมา ‘ใช้ชีวิต’ มากขึ้น เห็นคุณค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ มากขึ้น ผมหยุดไปเลยปีนึง ไปทำสิ่งที่อยากทำ ใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา ทำให้เข้าใจว่าจริงๆ แล้ว ดนตรีคือ ‘sub-topic’ ของคำว่า ‘ชีวิต’ ชีวิตคุณเป็นอย่างไรก็จะถูกถ่ายทอดออกมาผ่านดนตรีของคุณ ถ้าคุณไม่ใช้ชีวิต คุณก็จะแต่งเพลงออกมาจากสิ่งที่คุณจินตนาการแต่ไม่เคยได้สัมผัสมัน คุณไม่มีทางรู้ ตอนนี้ผมจึงกลับมาแต่งเพลงด้วยความสุขอีกครั้ง

EM: อะไรทำให้ผู้ชายคนหนึ่งเป็นคนเต็มคน

ผมตอบเลยว่าคือการดูแลคนอื่น ‘ความแมน’ ไม่ได้อยู่ที่กล้าม ความฟิต ความเท่ หรือต้องมีเงินเยอะๆ แต่มันอยู่ที่ attitude ลองถามตัวเองง่ายๆ เลยว่า คุณพร้อมจะดูแลใครหรือยัง? คุณดูแลคนอื่นได้ไหม? เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง นั่นแหละ คุณแมนเต็มตัว

new-top4

Teepagorn Wuttipitayamongkol นักคิด / นักเขียน

EM: ในฐานะของคนที่ทำมาแล้วทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ คุณเชื่อในการนำเสนอข่าวที่เน้น ‘ความเร็ว’ ไหม

เชื่อว่า เราสามารถนำเสนอข่าวด้วยความเร็ว และมี ‘ความลึก’ ได้ ข้อดีของทีมงาน The Matter คือเรามีคนที่มีฐานความรู้เฉพาะทาง เช่น เคยเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักปรัชญา หรือเคยศึกษาเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก่อน เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เรานำประเด็นนั้นมาสะท้อนกันในกอง แม้จะเป็นการสะท้อนอย่างรวดเร็ว แต่ผู้อ่านก็จะเห็นถึงภูมิหลังของวิธีคิดของนักเขียนด้วย เช่น ถ้ามีเรื่องยานอวกาศจูโน นักข่าวที่มีภูมิหลังทางวิทยาศาสตร์จะมีมุมมองต่อเรื่องนี้ในเชิงลึก ขณะเดียวกัน นักข่าวที่มีภูมิหลังด้านปรัชญาก็จะนำเสนอในประเด็นที่ว่า ทำไมต้องตั้งชื่อว่าจูโน มีการอ้างอิงนิยายปรัมปรามาเล่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่ใช่สำนักข่าวที่แค่ ‘รายงาน’ เหตุการณ์ว่า ใคร ทำอะไรที่ไหน แต่สิ่งที่เราพูดเพิ่มเติมเข้าไปคือ ‘อย่างไร’ และ ‘ทำไม’ เราไม่ได้บอกว่าความคิดของเราถูก มันเป็นแค่ ‘ความคิดเห็น’ แบบหนึ่งที่ให้คนอ่านเอาไปคิดต่อได้

EM: ในฐานะที่คลุกคลีกับสื่อออนไลน์ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับทรรศนะที่ว่า หน้าวอลล์คือพื้นที่ส่วนตัว

อินเทอร์เน็ตเป็นทั้งพื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะไปพร้อมๆ กัน คุณจะทำอะไรก็ได้ แต่คุณต้องประเมินความเสี่ยงด้วย เช่น ถ้าคุณโพสต์ในวอลล์ของคุณ คุณปิด public ไม่ให้คนอื่นเห็น ก็มีความเสี่ยงที่เพื่อนจะแคปเจอร์หน้าจอไปประจาน แม้แต่ในไลน์ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น พื้นที่บนอินเทอร์เน็ตไม่เคยเป็นไพรเวต 100 เปอร์เซ็นต์ แม้คุณจะตั้งไพรเวตไว้ก็ตาม

EM: คุณทำสื่อมาหลายรูปแบบแล้ว ลองคาดการณ์ ‘พฤติกรรม’ การเสพสื่อของคนในอนาคต

ไม่รู้หรอก แต่ที่เห็นชัดตอนนี้คือ คนเสพสื่อผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กมากขึ้น คนไม่ได้อ่านอะไรที่ ‘สั้นๆ’ มากขึ้นหรอก แต่คนต้องการ ‘การอารัมภบท’ น้อยลง เข้าเรื่องเลย ไม่เอาน้ำ คนทำตัวเป็น curator มากขึ้น คัดสรรข่าวสารให้คนอื่นดูมากขึ้น การแชร์ในแต่ละครั้งไม่ใช่แค่บอกให้คนอื่นรู้ว่า ‘ฉันรู้เรื่องนี้’ เท่านั้น แต่เป็นการบอกว่า ‘ฉันเป็นคนยังไง’ ด้วย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความรู้เป็น ‘สถานะ’ ของคนได้มากขึ้น

new-top3

Pipoauh Poomkaewkra ผู้ประกาศข่าว / ดีเจ

EM: เทคโนโลยีสมัยใหม่กำลังฆ่าคลื่นวิทยุด้วย

ไม่เชิงครับ คลื่นวิทยุที่ยังอยู่ได้คือ คลื่นเพลงลูกทุ่ง เพราะว่าพฤติกรรมการฟังเพลงของคนกลุ่มนี้ยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก พี่แท็กซี่ฟังอย่างไร 10 ปีที่แล้ว 10 ปีนี้ก็ยังฟังเหมือนเดิม สาวโรงงานฟังอย่างไร ก็ยังฟังเหมือนเดิม แต่คลื่นที่เป็นคลื่นแบบแนวเมโทรจับคนรุ่นใหม่และคนเมืองต้องปรับตัวเยอะมาก

EM: แล้วการเป็นดีเจกับผู้ประกาศข่าวเหมือนกันหรือเปล่า

ไม่ถึงกับคนละโลก แต่การเป็นดีเจสนุก กวนโอ๊ยและตลกได้มากกว่า ถ้าสมมติว่าวันนี้ไม่อยากพูดมาก ก็ไม่ต้องพูด วันนี้ฝนมันตก อารมณ์เอื่อยๆ เราอยากเปิดเพลงเหงาๆ ก็ทำได้ ถ้าวันนี้มีเรื่องสนุกอยากเล่าให้คนฟัง ก็เล่าได้ ผมว่ามันมีความเป็นกันเองมากกว่า ขณะที่ผู้ประกาศข่าวต้องใส่ความเป็นมืออาชีพ เพราะข้อมูลเกี่ยวข้องกับความจริง ดังนั้นเราต้องมีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เรา พูดอีกทีคือ ดีเจเจือปนตัวตนลงไปได้มากกว่าผู้ประกาศข่าว

EM: หลายต่อหลายครั้งที่นักข่าวรุ่นใหญ่อย่างสุทธิชัย หยุ่น เตือนว่าวงการนักข่าวแย่แน่ ถ้านำเสนอแต่ข่าวดราม่า คุณเองก็เป็นส่วนหนึ่งในวงการข่าว คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้

ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ผิดหรือถูก ต้องไม่ลืมว่าเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกของข่าวสารค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นเรื่องราวต่างๆ จึงกระจายตัวสู่คนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เรื่องบางเรื่องเคยเป็นเรื่องเล็กๆ ก็สามารถกลายเป็นดราม่าใหญ่โตได้ แล้วถ้าเราจะไปยึดติดอยู่กับหลักการเก่าๆ นำเสนอแต่ข่าวการเมืองแน่นๆ ข่าวที่มันควรจะเป็นข่าวเหมือนเมื่อก่อนจริงๆ ซึ่งผมก็ยอมรับว่ามันก็ถูกต้องนะ แต่ถามว่าแล้วถ้าคนไม่ดูเพราะคนรู้สึกเครียด เบื่อ จนถึงย้ายไปดูช่องอื่น คุณขายโฆษณาไม่ได้ คุณก็อยู่ไม่ได้อยู่ดี แล้วข่าวดีๆ ที่อยากจะนำเสนอก็จะค่อยๆ หายไปอยู่ดี แต่ถ้าคุณผสมผสานกันล่ะ เอาเรื่องดราม่าและเรื่องภัยสังคมใกล้ตัวมาแทรกบ้าง แม้จะเป็นเรื่องดราม่า แต่มันก็คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นและถ้าสังคมได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนั้น ผมมองว่ามันก็ไม่ได้เสียเปล่า เพียงแต่เราต้องรักษาสมดุลและความหลากหลายของข่าวเอาไว้ด้วย

ติดตามบทสัมภาษณ์และเรื่องราวของ 10 หนุ่มแห่งปี 2016 ได้ในนิตยสารแอลเมนฉบับพฤศจิกายน หรือ IG @ElleMenThailand, Facebook and Twitter (ElleMenThailand)

เรื่อง: กองบรรณาธิการ ภาพ: ก้อง พันธุมจินดา
สไตลิสต์: คริสตอฟเฟอร์ สเวนซัน บรรณาธิการฝ่ายศิลป์: อังกฤษ พลางกูร

เสื้อผ้า และรองเท้าทั้งหมด จาก Monlada Homme

แต่งหน้าและทำผม: บัณฑิต บุญมี ทำผม: ชัยภัทร เผือกผ่อง ผู้ช่วยช่างภาพ: วัลลภ บานชื่น, รัฐภูมิ บุญทา, เกียรติศักดิ์ เจนไพร, ณฐพล เขนย หัวหน้าผู้ช่วยสไตลิสต์: นัฐพล กล้าหาญ
ผู้ช่วยสไตลิสต์: สหวัฒน์ ไหลวัฒนชัย, วรภัสร์ เทียนหล่อ รีทัช: ณัชชา ปาจรีย์ ผู้ช่วยช่างแต่งหน้า: ปวัณรัตน์ บุญรองเรือง

วีดีโอ: เทมส์ กิตติชัย, กิตติเดช เจริญพร, ทนีญา บุรณศิริ, ทนงชัย ลักษณ์สง่า

you may also like
FRONTMAN
โรงเรียนประจำ ศิลปะ ความสัมพันธ์ และความขบถทุกองศาของ กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา
FRONTMAN
ครั้งแรกกับ Brad Kroenig มิวส์ของ Karl Lagerfeld บนปก Elle Men Thailand
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2016/11/open-last-top10-300x300.jpg