เปิดบ้าน “บอย-วรรณศิริ คงมั่น” เจ้าของห้องหมายเลข 15A
FEMME
เปิดบ้าน “บอย-วรรณศิริ คงมั่น” เจ้าของห้องหมายเลข 15A
เยี่ยมบ้าน สนทนาเรื่องดีไซน์และความแอนตี้แฟชั่น กับนักออกแบบกระเป๋า

new-femme1

เพียงอึดใจหลังเคาะประตูบ้าน เสียงส้นรองเท้าสลิปเปอร์กระทบพื้นไม้ดังแว่วมาหลังประตูบานนั้น บอย-วรรณศิริ คงมั่น ออกมาเปิดประตูต้อนรับผมและบรรณาธิการแฟชั่นด้วยรอยยิ้ม

เรามีนัดกันที่บ้านของเธอ ซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนสุดของคอนโดมิเนียมย่านทองหล่อ ทันทีที่เท้าแตะพื้นไม้ขัดเงาในห้องรับแขก ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือ ความโปร่งโล่งจากเพดานที่สูงถึงสองชั้น ผนังรอบห้องประดับด้วยภาพเขียนสีฉูดฉาดขนาดใหญ่ ตัวอย่างกระเป๋าวางอยู่บนโต๊ะไม้ที่ออกแบบโดย Jesse Dorsey ผู้เป็นคู่ชีวิต และหุ้นส่วนทางธุรกิจของเธอ งานศิลปะหลายชิ้นวางไว้ในห้องอย่างลงตัว สงบนิ่ง ขณะเดียวกันก็เตะตาผู้มาเยือน และสะท้อนรสนิยมของผู้อยู่อาศัยได้อย่างชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำสาธยายให้มากความ

ยอมรับตามตรงว่าผมรู้สึกตื่นเต้นและประหม่าในเวลาเดียวกัน เพราะทั้งบอยและเจสซี่นั้นไม่ค่อยให้สัมภาษณ์กับสื่อสักเท่าไร สำหรับผม นี่คือดีไซเนอร์ที่ผลงานพูดดังกว่าเสียงของตนอย่างแท้จริง วินาทีนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า BOYY คือแบรนด์กระเป๋าและแอ็กเซสเซอรี่ส์ที่ประสบความสำเร็จในเวทีโลก ถ้าไม่เชื่อลองถามสุภาพสตรีใกล้ตัวดูสิครับว่าเธอรู้จักกระเป๋าสะพายรุ่น Slash ไหม หรือเธออยากจะครอบครองกระเป๋าที่มีซิกเนเจอร์เป็นเข็มขัดคาดอย่าง Bobby หรือเปล่า?

ปัจจุบัน BOYY มีสี่สาขา ได้แก่ BOYY Store ที่โคเปนเฮเกน และอีก 3 สาขาในกรุงเทพฯ ได้แก่ BOYY Boutique and Café ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี BOYY Store ที่เซ็นทรัล ชิดลม และลาดพร้าว อายุแบรนด์กำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 11 ถ้าคุณคิดว่า นี่คือเรื่องของคนมีอันจะกินที่ทำแบรนด์ขึ้นมา (เล่นๆ) แล้ว (บังเอิญ) ประสบความสำเร็จ ลองคิดใหม่ เพราะเรื่องราวของเธอบ้าระห่ำมิใช่น้อย

ผมเคยฟังบทสัมภาษณ์ที่วรรณศิริให้ไว้ในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งว่า ความหลงใหลในแฟชั่น โดยเฉพาะกระเป๋าของเธอนั้นมีมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เธอยินดีที่จะแต่งกายถูกระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว แต่ขออย่างเดียว กระเป๋าต้องสวยและเป็นใบที่เธออยากถือเท่านั้น โปรดลืมกระเป๋าเคียงที่เป็นของคู่กับเด็กนักเรียนปกติไปได้เลย เพราะสำหรับวรรณศิริต้องเป็นกระเป๋าผ้าร่มสีๆ (แน่นอนว่าถูกยึดไปตามระเบียบ แต่เธอมีเปลี่ยนได้ไม่อั้นเพราะซื้อเหมาโหลมาจากคลองหลอด) หลังจบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เธอสมัครเข้าทำงานในแผนกจัดซื้อของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม (แม้แต่ตัวเธอเองจะคิดฝันไว้ไหมว่าหลายสิบปีต่อมา เธอจะมีช็อปของตัวเองในห้างที่เคยเป็นพนักงานแผนกจัดซื้อมาก่อน?)

new-femme2

แต่หลังจากทำได้เพียงหกเดือนและพบว่าชีวิตยังไม่ใช่อย่างที่คิดฝัน วรรณศิริตัดสินใจขายกระเป๋าแบรนด์เนม (ที่เธอซื้ออย่างบ้าคลั่งสมัยเรียนมหา’ลัย เรียกได้ว่าข้าวปลาแทบไม่กิน) เพื่อเอามาทำทุนสำหรับซื้อตั๋วเครื่องบินไปเรียนภาษาที่วอชิงตัน ดี.ซี. ตามคำชวนของเพื่อนสนิทที่อาศัยอยู่ที่นั่น แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือ การที่เธอได้ไปเยือนนิวยอร์กในช่วงวีกเอนด์พลังงานของเมืองขับเคลื่อนให้วรรณศิริตัดสินใจย้ายจากวอชิงตัน ดี.ซี. มาตามฝันที่นี่ และที่เมืองนี้เองที่เธอได้พบกับเจสซี่ ดอร์ซี่ หุ้นส่วนทางธุรกิจและคู่ชีวิตในเวลาต่อมา

“เจสเป็นคน push ให้เราทำกระเป๋า เพราะเราชอบกระเป๋ามากถึงขั้น obsesses แต่พื้นฐานของเราเป็นคนไม่กล้า ได้แต่คิด อยากทำ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้” วรรณศิริกล่าวด้วยน้ำเสียงย้อนความหลัง

“ทุกวันนี้ คุณแบ่งงานกันอย่างไร” ผมสงสัย

“ไม่แบ่ง เราตัดสินใจทุกอย่างด้วยกัน” นั่นคือวิธีที่พวกเขาดำเนินธุรกิจมากว่า 11 ปี โดยทั้งคู่จะรับผิดชอบเรื่องการออกแบบด้วยกัน ส่วน
เจสซี่จะเน้นการคุมโปรดักชั่น คัดสรรวัตถุดิบ และทำให้กระเป๋าที่ภรรยาออกแบบนั้นสามารถใช้งานได้ในชีวิตจริง

แน่นอนว่าการเป็นทั้งคู่ชีวิตและหุ้นส่วนทางธุรกิจในเวลาเดียวกัน ย่อมเป็นดาบสองคม “ข้อดีของการออกแบบงานร่วมกันคือ เกิดการผสมผสานในสิ่งที่เราไม่รู้ ส่วนข้อเสีย…เหมือนมันพร้อมจะเลิกกันได้ทุกเมื่อ” วรรณศิริพูดติดตลก “ดีไซเนอร์ทุกคนมีอีโก้เป็นของตัวเองใช่ไหมล่ะ เราสองคนก็เป็นดีไซเนอร์กันทั้งคู่ ยิ่งเราไม่ได้แบ่งหน้าที่กันชัดเจนด้วย เมื่อไหร่ที่มาชนกันจะเกิดการปะทะกันแรงมาก บางทีอยากจะลาออกจากบริษัทเลยก็มี” เธอกล่าวก่อนจะปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

นอกจากอีโก้ของดีไซเนอร์ที่ไม่ยอมกันแล้ว ความต่างทางวัฒนธรรมยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทั้งคู่ต้องอาศัยเวลาเรียนรู้กันและกัน “เรามีความเป็นไทยสูงในเรื่องความเกรงใจ ไม่กล้าบอก ซึ่งจะต่างจากเจสที่เขาเป็นฝรั่ง กล้าที่จะออกความเห็นตรงๆ ซึ่งดีกับธุรกิจมากกว่า” บอยยอมรับว่าเธอเองเป็นคน conservative มากๆ ออกไปทางหัวโบราณด้วยซ้ำ ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ที่คนส่วนใหญ่คิด “จริงๆ เราชอบความเป็นไทย ถูกเลี้ยงมาแบบไทยมาก เราก็อยากจะเก็บความเป็นไทยเอาไว้เยอะๆ เฉพาะด้านการทำงานเท่านั้นที่เราอยากเป็นฝรั่ง แต่เรื่องอื่นไม่อยากเป็นฝรั่ง… เบื่อฝรั่ง” เธอปิดท้ายประโยคด้วยรอยยิ้มและหันไปมองเจสซี่ที่กำลังเล่นกับลูกชายวัยแปดเดือน

แม้จะขัดแย้งกันแทบทุกคอลเล็กชั่น แต่สิ่งที่ยึดเหนี่ยวทั้งคู่ไว้คือ ‘ความเข้าใจ’

“ไม่มีใครเข้าใจเราเท่าเจส เขาเต็มที่ ทุ่มเท รักครอบครัว ทั้งครอบครัวของเขาและของเรา คงหาไม่ได้อีกแล้วที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมาอยู่ใน scene ที่ไม่ใช่ scene ของเขาเลย แต่เขามี drive คือการทำงาน สิ่งนี้ทำให้เขาแฮปปี้ที่จะมาอยู่ที่นี่ทั้งๆ ที่เขาต้องปรับตัวเยอะมาก” แม้บอยจะตอบเป็นภาษาไทย แต่รอยยิ้มของเจสกลับบ่งบอกว่าเขาสัมผัสความรู้สึกได้ผ่านน้ำเสียงของภรรยา

ในทัศนะของวรรณศิริ แม้แฟชั่นจะเป็นสิ่งที่เธอทุ่มสุดตัว แต่อาชีพนี้กลับเป็นเหมือน love/hate สำหรับเธอเช่นกัน เธอรู้สึกว่า ยุคสมัยและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปยิ่งทำให้แฟชั่นขาดเสน่ห์

“ตอนนี้ทุกอย่าง too much exposure ไม่มีความลี้ลับอะไรให้ค้นหาอีกแล้ว เราสามารถดูแฟชั่นโชว์ได้พร้อมกับคนที่อยู่ในสถานที่ที่กำลังจัดโชว์ ทุกวันนี้ก็ see now buy now เห็นปุ๊บซื้อได้เลย” เธอถอนใจ ส่ายหน้า “เรารู้สึกว่านี่ไม่ใช่วิธีที่เราจะขายแฟชั่น แฟชั่นมันต้องรอสิ พอไม่มีการรอคอย ก็ไม่ลุ้น สุดท้าย มันทำให้เราแอนตี้แฟชั่นไปเลยเพราะเราไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว”

วรรณศิริแสดงทัศนะอย่างเผ็ดร้อน ก่อนจะเสริมต่อว่า “เราเป็นคนรักแฟชั่นนะ แต่รักแฟชั่นในยุคเก่าๆ เดี๋ยวนี้เราต้องกลับไปดูงานเก่าๆ จึงจะเกิดแรงบันดาลใจ เพราะคนยุคนั้นจะมีสไตล์เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนแต่งตัวก๊อปกันหมด โอเค รันเวย์ลุคก็ใส่กันทั้งลุคเพราะทุกคนมีเงินซื้อ คนถูกบังคับด้วยสื่อแคบๆ ถูกบังคับด้วยเทรนด์และไอเท็ม must have ที่แค่มีตังค์ก็ซื้อกันไว้ก่อน กลายเป็นว่าทุกคนมีของชิ้นเดียวกันและใส่ออกมาแล้วดูขาดๆ เกินๆเพราะเขาเหล่านั้นไม่ได้ใส่ความเป็นตัวของตัวเองเข้าไปด้วยเลย”

“แอนตี้แฟชั่น แต่ขณะเดียวกันก็ทำงานแฟชั่น คุณทำอย่างไรจึงยังรักษาแพสชั่นในการทำงานเอาไว้ได้?”

“ตอนนี้ใช้ตัวเองเป็นเกณฑ์ เหมือนเราออกแบบกระเป๋าให้ตัวเองใช้ ไม่ต้องสนใจเรื่องเทรนด์” เธอยอมรับว่า หลังจากเป็นดีไซเนอร์มากว่า 10 ปี ความทะเยอทะยานในวันนี้ต่างจากวันแรกที่เริ่มก่อตั้งแบรนด์ไปโดยสิ้นเชิง “เมื่อก่อนเราคาดหวังว่า สิ่งที่เราทำต้องวัดผลได้จากยอดขายหรือจากการที่ buyer มาชมคอลเล็กชั่น และออเดอร์ไป” ล่าสุด กระเป๋าและแอ็กเซสเซอรี่ส์จาก BOYY ได้รับการติดต่อให้ไปวางขายในช็อปออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอย่าง net-a-porter ซึ่งบอยบอกว่านั่นเคยเป็นความฝันอันสูงสุดของเธอสมัยเริ่มก่อตั้งแบรนด์ใหม่ๆ แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกตื่นเต้นน้อยกว่าที่คาดไว้ และกลับมองว่ามันเป็นเรื่องของเวลาที่เหมาะสมแล้วที่แบรนด์จะได้เข้าไปขายในนั้น มันถึงเวลาแล้ว

“ไม่ได้เย่อหยิ่งหรือชินชา ถ้าเขามาก็ดี เขาซื้อไปก็ดี แต่จุดสูงสุดในการทำงานของเราตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่คนเหล่านั้นหรือยอดขายอีกแล้ว แต่มันอยู่ที่ว่าเราแฮปปี้กับงานหรือกระเป๋าที่เราออกแบบมากแค่ไหน อยากท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ สร้างผลงานให้ตัวเองรู้สึกว่า โห ทำได้ไงวะ เหมือนที่เรารู้สึกตื่นเต้นเมื่อเห็นงานของดีไซเนอร์ที่เราชอบ นั่นแหละ ความฟินมันเปลี่ยนไปแล้ว”

หากผลงานสามารถบ่งบอกตัวตนของศิลปินได้จริง ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทุกครั้งที่เห็นกระเป๋าหรือแอ็กเซสเซอรี่ส์จาก BOYY นั้น เสมือนว่าคุณได้เห็นการประสานความชอบอย่างลงตัวของทั้งบอยและเจสซี่ ผลลัพธ์คือกระเป๋าที่มีความเป็นมาสคิวลิน มีกลิ่นอายความเก่าแบบไม่เรโทร แต่เป็นความเก่าแบบ Fiorucci ที่แฝงความเซ็กซี่แต่มีความแก่นซ่าแบบเด็กๆ

น่าสนใจว่าในสายตานักออกแบบที่มีสไตล์ชัดเจนอย่างเธอ กระเป๋าแบรนด์อะไรที่เธอหลงใหลและสร้างแรงบันดาลใจในการออกแบบ เธอครุ่นคิดและปรึกษากับเจสซี่อยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าจะให้ระบุก็มี Hermès Kelly Bag, Louis Vuitton Monogram Duffle Bag ทั้งหมดเป็นวินเทจนะ สำหรับเรา มันต้องเก่า ถ้าไม่เก่าเราก็เขิน ไม่กล้าถือ อีกแบรนด์ที่ชอบคือ เราชอบเครื่องหนังของ Loewe มันมีความเก่าแก่แต่เท่และคลาสสิก สุดท้ายคือ Salvatore Ferragamo ซึ่งเราอินสไปร์การใช้แมตทีเรียลของเฟอร์รากาโมในยุคเก่าค่อนข้างเยอะ เช่น มีการเอาหวายมาทำเป็นกระเป๋า เอาพลาสติกมาเป่าลม ใช้เหล็ก ไม้ เรารู้สึกว่ามันเป็นงานฝีมือที่ทุกวันนี้ไม่มีใครทำได้อีกแล้ว”

new-femme5

แต่เมื่อถามถึงดีไซเนอร์ที่ชอบ เธอกลับรีบตอบโดยไม่ต้องเผื่อเวลาคิด

“Phoebe Philo (ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์แห่ง Céline) เขาชัดเจน มีสไตล์สูง มีความเป็นศิลปิน ขณะเดียวกันก็มีความเป็นนักธุรกิจ เขาสามารถทำให้แบรนด์ลุกขึ้นมามีเอกลักษณ์และประสบความสำเร็จทั้งในแง่ธุรกิจและภาพลักษณ์ได้ เราชอบผลงานของเขามาก ผู้หญิงในแบบของเขาจะมีความเป็นมาสคิวลินที่ไม่แข็ง เปี่ยมด้วยความเท่แต่ยังมีความเป็นผู้หญิง อีกอย่างคือ เขาเป็นคนเก็บตัว โลกส่วนตัวสูง ครอบครัวต้องมาก่อนและเป็นแม่ที่ทุ่มเท” ประโยคสุดท้ายตีความได้ว่า ไม่ใช่เฉพาะเรื่องงานเท่านั้นที่วรรณศิริให้ความสำคัญ แต่บทบาทคุณแม่มือใหม่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายและมีอิทธิพลต่อชีวิตเธอไม่ยิ่งหย่อนไปกว่างาน

หากลองสำรวจบ้านของวรรณศิริ นอกจากการตกแต่งด้วยภาพเขียนขนาดใหญ่ เฟอร์นิเจอร์สุดเรียบง่าย และ sample กระเป๋ามากมายที่วางอยู่ทุกบริเวณ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด (และดูจะขัดกับการตกแต่งรอบบ้าน) มากที่สุดเห็นจะเป็นของ-เล่นที่วางเกลื่อนเต็มพื้น จะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากของเจษฎ์ ดอร์ซี่ (Jade Dorsey) ลูกชายวัยแปดเดือนที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของคนทั้งคู่ไปอย่างสิ้นเชิง

“ความรู้สึกแรกของการเป็นแม่คน คุณรู้สึกอย่างไร?”

“ทุกอย่าง…มันเต็ม” วรรณศิริกล่าวด้วยโทนเสียงที่ต่างไปจากการสัมภาษณ์ในเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมา “จริงๆ ตอนที่คลอดออกมายังไม่รู้สึกอะไรนะ สิ่งแรกที่ทำคือหยิบกล้องโทรศัพท์มาถ่ายวิดีโอตอนที่เจสตัดสายสะดือเขา แต่หลังจากที่เราได้อุ้มเขา เรารู้สึกได้ถึงความเป็นเจ้าของว่านี่คือลูกเรา มีเหตุการณ์นึงที่เราจำได้ดี ตอนที่ลูกอายุสามอาทิตย์ เราป่วยเข้าโรงพยาบาล ตอนนั้นคิดเลยว่า เห้ย เราป่วย เราไม่สามารถให้นมลูกได้ เราร้องไห้ตรงที่ว่าเราไม่สามารถจะอุ้มลูกได้เพราะเราไม่อยากให้เขามาติดเรา สติกลับเลยตอนนั้น นั่นแหละคือตอนที่เรารู้สึกว่า นี่เราเป็นแม่แล้วจริงๆ ต่อจากนี้จะต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเขา เราต้องห้ามป่วย ต้องห้ามตาย ต้องอยู่เพื่อดูแลลูก”

ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องงาน แต่การมีลูกก็เป็นแรงกระตุ้นให้เธอหันมาทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน “เขาทำให้เรามีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ทำให้เราต้องลุกขึ้นมาแบ่งเวลาเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างจริงจัง อย่างในปีนี้ก็เริ่มไปทำอะไรที่ไม่เคยทำ เช่น เรียนเต้น อยากเรียนทำกับข้าว ทำขนม เพราะเรารู้สึกว่า เรามีลูกแล้ว เราก็อยากจะทำอะไรให้ลูกกิน อยากทำให้เขารู้สึกภูมิใจตอนที่เอาขนมไปโรงเรียนแล้วบอกเพื่อนๆ ได้ว่า แม่ฉันทำ” เธอยิ้ม

“เป็นผู้หญิงเก่งที่ประสบความสำเร็จขนาดนี้ คุณคาดหวังอะไรในตัวเขาไหม”

“ไม่เลย อยากจะบอกเขาไว้เลยว่า ไม่คาดหวัง” เธอหันไปมองลูกที่กำลังเล่นกับเจสซี่ “แต่ก็อยากให้เขาได้อยู่กับธรรมชาติ ได้เล่นอะไรแบบที่เราเคยเล่นตอนเด็กๆ เล่นต้นกล้วย วิ่งในสวน โดดน้ำคลอง จับปลา ที่เราทำได้คือ อยากให้ลูกเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด แต่ดีที่สุดสำหรับเขานะ ไม่ใช่ดีที่สุดสำหรับสังคม ส่วนเขาอยากจะเรียนอะไรก็แล้วแต่ เราจะคอยสนับสนุนจากตรงนี้”

new-femme3

เธอหันไปมองลูกชายกับสามี และยิ้มอีกครั้ง หากตัดบทบาทของดีไซเนอร์ออกไป ผู้ชายทั้งสองคือสาเหตุของรอยยิ้มที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตในฐานะภรรยาและแม่ให้สมบูรณ์ และนั่นคือรอยยิ้มที่สวยที่สุดที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะครอบครองได้อย่างไม่ต้องสงสัย

เรื่อง: กรกฎ อุ่นพาณิชย์
ภาพ: ณภัทร สุทธิธน

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/03/open-femme-march.jpg