What’s With All These Belgian Designers?
FASHION
What’s With All These Belgian Designers?
ตัวจริงแห่งวงการแฟชั่นที่เราอาจไม่ได้นึกถึง
new-kris

The Antwerp Six จากซ้าย: Ann Demeulemeester, Dirk Van Saene, Marina Yee, Dries Van Noten, Walter Van Beirendonck และ Dirk Bikkembergs

สำหรับหลายคน สิ่งที่บ่งบอกถึงประเทศเบลเยียมได้ดีที่สุดอาจเป็นอาหารและเครื่องดื่ม เช่น เบียร์ เฟรนช์ฟรายส์ วอฟเฟิล หรือหอยแมลงภู่ในซอสไวน์ขาวที่ชื่อว่า Moules-frites แต่จริงๆ แล้วเสื้อผ้าที่เราสวมใส่กันเป็นประจำและพูดถึงกันนักหนาก็มาจากฝีมือการรังสรรค์ของดีไซเนอร์ชาวเบลเยียมหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Dries Van Noten, Diane von Fürstenberg กับชุด Wrap-Dress ของผู้หญิง, Martin Margiela หรือ Tim Coppens ที่เพิ่งเข้ามารับหน้าที่เป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ให้กับไลน์ใหม่ของแบรนด์กีฬา Under Armour

new-kris4

The Antwerp Six

The Antwerp Six Pioneers

หนึ่งในสถาบันการศึกษาแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกคือ Royal Academy of Fine Arts ณ เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1663 โดยศิลปิน David Teniers the Younger เหตุการณ์ที่ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้รับการจับตามองเกิดขึ้นเมื่อ 6 ดีไซเนอร์ที่จบการศึกษาในปีค.ศ 1980-1981 ได้แก่ Walter Van Beirendonck, Ann Demeulemeester, Dirk Van Saene, Dirk Bikkembergs, Marina Yee และ Dries Van Noten รวมตัวกันภายใต้ ‘Antwerp Six’ เช่ารถ และเอาเสื้อผ้าไปโชว์ที่ลอนดอนแฟชั่นวีกในปีค.ศ 1986 ซึ่งถือว่าได้การตอบรับดีเกินคาด นักวิจารณ์หลายคนชื่นชมเชิงความคิดสร้างสรรค์ที่มีทั้งความคิดเสรี นอกกรอบ และการนำกลิ่นอายใหม่ๆ มาสู่วงการแฟชั่น จากจุดนั้นเป็นต้นมา ดีไซเนอร์ทั้ง 6 คนนี้ก็เริ่มทำแบรนด์ของตัวเอง แล้วผลงานก็ปรากฏไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

เห็นทีดรีส แวน โนเทนจะประสบความสำเร็จมากที่สุดในสายอาชีพการเป็นดีไซเนอร์จากกลุ่มแอนต์เวิร์ป ซิกซ์ แบรนด์ของเขากลายเป็นขวัญใจของคนจำนวนมาก และมีวางขายทั่วโลก เสน่ห์ของเสื้อผ้าดรีสอยู่ตรงการผสมผสานลวดลายสีสันที่แปลกตา แต่ทำออกมาได้สวยสง่า แม้ว่าลวดลายจะบ้าแค่ไหน แต่การวางตัวของดรีสเองกลับเรียบร้อย พูดน้อย และเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ที่ใช้เสื้อผ้าเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความสำคัญของตัวเองมากกว่าการโปรโมตตัวเองอยู่ร่ำไป ทุกวันนี้ดรีสยังคงเป็นเจ้าของแบรนด์ตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ และดูทีท่าว่าจะไม่มีวันขายให้คนอื่นอย่างแน่นอน

อีกหนึ่งดีไซเนอร์ในกลุ่มนี้ที่ได้รับความนิยมคือ แอน เดอมูลมีสเทอร์ ที่เน้นรูปแบบต่างจากดรีสอย่างสิ้นเชิง โดยชอบหยิบกลิ่นอายแอนดรอจินัสและซิลูเอตที่มีความอาวองต์การ์ดในโทนสีมืดเป็นหลัก ถึงแม้แบรนด์จะประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ แต่ในปีค.ศ. 2003 แอนตัดสินใจออกจากแบรนด์ตัวเองเพื่อไปใช้ชีวิตอยู่กับสามี Patrick Robyn ช่างภาพชื่อดัง

new-kris2

Master Martin Margiela

อีกหนึ่งเจ้าพ่อแห่งวงการแฟชั่นเบลเยียมต้องยกให้ Martin Margiela ดีไซเนอร์กลุ่มแอนต์เวิร์ป ซิกซ์ ที่จบก่อนคนอื่น 1 ปี ก่อนที่เขาจะโชว์คอลเล็กชั่นแรกในปีค.ศ. 1989 มาร์ตินทำงานเป็นผู้ช่วยดีไซเนอร์ในตำนานชาวฝรั่งเศสอย่าง Jean Paul Gaultier และยังเคยเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ให้กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Hermès ในช่วงปีค.ศ. 1997-2003 สำหรับไลน์ของเขาเอง Maison Martin Margiela (MMM) จะเน้นดีไซน์สไตล์ Deconstruction ที่เล่นกับรูปทรงเสื้อผ้าโอเวอร์ไซซ์ และเผยให้เห็นตะเข็บ รอยต่อ และเย็บริม เสื้อผ้าของเขาได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะหลังจากที่มีการทำคอลเล็กชั่นพิเศษร่วมกับ H&M และได้ Kanye West มาเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันแบรนด์

คนที่ศึกษาแฟชั่นอย่างลึกซึ้งจะจดจำแฟชั่นโชว์ของเขาได้ในปารีสช่วงยุค’90s ที่มีความกบฏ และนอกคอก อย่างเช่นในปีค.ศ. 1993 ที่เขาจัดแฟชั่นโชว์ 2 โชว์พร้อมกันที่สุสานมงต์มาร์ต ซึ่งโชว์หนึ่งมีแต่เสื้อผ้าสีดำ ส่วนอีกโชว์เป็นเสื้อผ้าสีขาวล้วน นั่นหมายความว่าหากใครไปผิดจากที่การ์ดเชิญระบุไว้ จะเข้าโชว์ไม่ได้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความแตกตื่นอย่างกับคอนเสิร์ต Justin Bieber และยังทำให้เรานึกถึงแฟชั่นโชว์ของแบรนด์สุดฮอตในช่วงเวลานี้อย่าง Vetements ที่ดีไซเนอร์ชาวจอร์เจียอย่าง Demna Gvasalia ซึ่งจบจากสถาบันเดียวกัน และชอบจัดโชว์ในสถานที่ที่ไม่คาดคิด เช่น ห้าง Galeries Lafayette ในซีซั่น Spring/Summer 2017 ที่ผ่านมา แต่อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้มาร์ตินเป็นที่กล่าวขานคือ การที่เราไม่เคยเห็นโฉมหน้าของเขาในสื่อใดๆ แม้จะเป็นที่แฟชั่นโชว์ ต่อมาในปีค.ศ. 2009 ก็มีการประกาศว่ามาร์ตินได้ออกจากแบรนด์อย่างเป็นทางการ และในปีค.ศ. 2014 John Galliano ก็ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ ซึ่งเขาก็ได้การต้อนรับเป็นอย่างดี

new-kris-5

Raf Simons ที่โชว์ Spring 2017 ณ Pitti Uomo ประเทศอิตาลี

The Raf Journey

เส้นทางสายอาชีพการเป็นดีไซเนอร์ของ Raf Simons เปรียบเสมือนหนังอมตะ 1 เรื่องที่ครบทุกรสชาติและยังไม่จบ การเริ่มต้นเป็นดีไซเนอร์ของราฟถือว่าแตกต่างจากคนอื่น เพราะเขาเรียนจบสาขา Industrial Design and Furniture Design แต่เขากลายมาเป็นดีไซเนอร์หลังการผลักดันของ Linda Loppa หนึ่งในอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่สอนเหล่าแอนต์เวิร์ป ซิกซ์

ราฟเองเริ่มแบรนด์ของตัวเองในปีค.ศ. 1995 ที่เน้นเสื้อผ้าสไตล์ Youth Culture ที่พูดถึงกลุ่ม Subculture ต่างๆ และผสมผสานความเป็นสตรีตกับลักชัวรี่อย่างลงตัว ต่อมาในปีค.ศ. 2005 เขาได้รับเลือกให้เป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์มินิมัลอย่าง Jil Sander และได้สร้างไอเท็มสุดไอคอนิกที่หลายคนยังหาซื้อกัน แต่เพราะกลุ่มผู้ถือหุ้นของจิล แซนเดอร์อยากให้ผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่างจิลกลับมาเป็นดีไซเนอร์อีกครั้ง ราฟจึงโดนปลดพร้อมโชว์สุดท้ายในปีค.ศ. 2012 ที่คนยืนขึ้นตบมือให้ทั้งน้ำตาเช่นเดียวกับราฟที่มาคำนับตอนโชว์จบ ไม่กี่เดือนต่อมาบทบาทของราฟก้าวไปอีกขั้น หลังจากที่เขาได้เป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Christian Dior สำหรับคอลเล็กชั่นผู้หญิง ซึ่งราฟนำกลิ่นอายแนวสตรีตที่เขาถนัดมาผสมกับความโก้เฟมินินแบบฉบับดิออร์

เมื่อผ่านไปสามปีครึ่ง ราฟก็ตัดสินใจวางมือ และออกมาโฟกัสกับแบรนด์ตัวเอง ไม่ทันไรก็มีข่าวสะพัดว่าราฟจะมาเป็นดีไซเนอร์ให้กับ Calvin Klein ซึ่งก็เป็นจริง แต่เขากลับได้เป็นถึง Chief Creative Officer ที่จะมาดูแลทุกส่วนของแบรนดิ้ง ด้วยค่าตัวที่มีกระแสว่าสูงถึง 18 ล้านเหรียญต่อปี

new-kris-6

Tim Coppens Fall 2016

new-kris-9

Anthony Vaccarello

New Movement

หากเราต้องลิสต์ดีไซเนอร์รุ่นถัดมาที่ทั้งน่าจับตามองและยังกลายมาเป็นผู้กุมอำนาจในตลาดเสื้อผ้าผู้ชาย หลายคนเป็นชาวเบลเยียม เริ่มด้วย Kris Van Assche แห่ง Dior Homme ที่ตลอด 9 ปีเขาได้ขยายแบรนด์ให้เป็นหนึ่งในแบรนด์สุภาพบุรุษที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะในจีนที่ถือว่าเป็นขุมทรัพย์การสร้างยอดขายของซูเปอร์แบรนด์ อีกหนึ่งดีไซเนอร์คนสำคัญคือ Anthony Vaccarello ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนใหม่ของ Saint Laurent ที่เคยฝากผลงานไว้กับ Versus Versace ซึ่งหลายคนต่างรอดูว่าคอลเล็กชั่นแรกจะได้การตอบรับในแง่ไหน โดยเฉพาะหลังจากต้องสานต่อความสำเร็จจาก Hedi Slimane ที่ทำไว้อย่างยอดเยี่ยม

เรากลับมานั่งคิดว่าทำไมประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรราว 12 ล้านคนอย่างเบลเยียมจึงกลายเป็นมหาอำนาจในวงการแฟชั่นเมื่อเทียบกับฝรั่งเศสหรืออิตาลี น่าจะมีหลายคำตอบให้พูดกันไม่รู้จบ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ การที่แต่ละคนเลือกที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผลงานของกันและกัน หลายดีไซเนอร์ก็มักเลือกที่จะทำงานกับสไตลิสต์หรือช่างภาพชาวเบลเยียมด้วยกัน แม้แต่ละคนจะมีงบประมาณเพียงพอที่จะจ้างคนอื่น สิ่งนี้จึงกลายเป็น Domino Effect เมื่อแบรนด์สัญชาติอื่นๆ เห็นผลงานที่ผลิตจากฝีมือคนเบลเยียมก็อยากจะจ้างคนเหล่านี้ และช่วยทำให้ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลก กล่าวได้ว่าเป็นระบบที่น่ายกย่อง และเราเชื่อว่าไม่ได้เกิดจากการวางแผน แต่ทำมาจากใจล้วนๆ

เรี่อง: คริสตอฟเฟอร์ สเวนซัน
ภาพ: COURTESY OF BRANDS, PITTI IMMAGINE, IMAXTREE, GETTY IMAGES

you may also like
FASHION
ส่งท้ายปลายปีก่อนปิดกิจการ
FASHION
ว่ากันว่างานนี้มีแฟนเก่าของเขาถึง 3 คน
FASHION
จะแต่งตามก็ไม่ว่ากัน
FASHION
เปลี่ยนสไตล์ให้เสื้อยืดขาวตัวเดิม
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2016/11/open-kris.jpg