FASHION
นิยามใหม่ของงานดีไซน์ ยามทิศทางแฟชั่นวนกลับสู่ยุคเก่า
simple & luxury

เดี๋ยวนี้อุตสาหกรรมแฟชั่นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าเมื่อก่อนหลายสิบเท่า เพราะโซเชียลเน็ตเวิร์กเข้ามามีบทบาทและส่งผลอย่างหลากหลาย เช่นว่าทำให้เทรนด์แฟชั่นเก่าๆ อิ่มตัวเร็ว กระทั่งทุกคนต่างต้องลุกขึ้นมาหาดีไซน์และสไตล์ที่แตกต่างและโดดเด่นกว่าคนอื่น จึงเป็นที่มาของการนำสไตล์เก่ากลับมาทำใหม่ ด้วยการผสมผสานและปรับเปลี่ยนให้ต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะ men’s fashion trends ที่ต้องออกจากกรอบเดิมที่ว่า ผู้ชายจะดูแมนที่สุดเมื่อใส่สูท หรือแจ็กเกตดำ แต่ new trendy fashion ของผู้ชายในโลกตะวันตกตอนนี้ กลับย้อนไปสู่ยุค’70s คือ การนำสีสันและลวดลายมาใช้ รวมถึงการหยิบเสื้อผ้าที่มีความมันวาว (glossy shiny fabric) มาสวมใส่ เพื่อให้สวนทางกับค่านิยม simple & luxury ของยุค 2010s


FLORAL PRINT FASHION

เสื้อผ้าลายดอกในประเทศจีนยุคโบราณ

จะว่ากันจริงๆ เรื่องของลวดลาย โดยเฉพาะแฟชั่นลายดอกนั้น มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 10 แล้ว กล่าวคือในประเทศจีนซึ่งมีการนับถือพระพุทธ-ศาสนากันอย่างแพร่หลาย มีการใช้ลายดอกที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์คือ ลายดอกบัว ซึ่งนอกจากจะสะท้อนประวัติศาสตร์ตามพระพุทธศาสนาแล้ว ยังพบว่าคนส่วนมากที่ใช้ลวดลายนี้ก็คือชนชั้นสูงในราชวงศ์และขุนนาง นอกจากนี้ ลายดอกยังแพร่ขยายความนิยมไปถึงอาณาจักรออตโตมัน ทว่าจะเป็นการใช้ลวดลายผสมผสานกับผ้ากำมะหยี่ ซึ่งยิ่งแสดงออกถึงความหรูหราของชนชั้นที่สวมใส่ เรื่อยมาถึงศตวรรษที่ 15 ประเทศต่างๆ ในแถบยุโรป นิยมใช้ผ้าลูกไม้ลายดอกประดับเป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมผม เวลาที่เข้าโบสถ์

ในที่สุด แฟชั่นลายดอกก็เดินทางมาสู่ความนิยมสูงสุดในช่วงปี 1600 เมื่อชาวโปรตุเกสและฮอลแลนด์เข้ามาค้าขายกับชาวอินเดียมากขึ้น พ่อค้าเหล่านี้จึงนำผ้าลายดอก หรือที่เรียกว่า chintz (ผ้าลายดอกบนพื้นสีสว่าง) เข้าไปสู่ยุโรป กระทั่งแพร่หลายไปทั่วทวีป โดยมีการส่งออกจากอินเดียไปยังอังกฤษและฝรั่งเศสจำนวนมาก จนในปี 1680 อังกฤษ ฝรั่งเศส และฮอลแลนด์ เป็นประเทศที่นำเข้าผ้าชินตซ์เป็นจำนวนกว่าล้านผืน หากในช่วงแรกๆ เป็นการนำไปใช้เพื่อตกแต่งบ้าน กระทั่ง Samuel Pepys นาวิกโยธินนายหนึ่ง สั่งซื้อผ้าชินตซ์เซตใหญ่ให้ภรรยา จึงมีการนำไปตัดเป็นเดรสลายดอก และได้รับความนิยมในเวลาต่อมา มาถึงยุคเรอเนซองซ์ ที่เวนิซ เมืองฟลอเรนซ์ ทางตอนเหนือของอิตาลี ชายหนุ่มรักร่วมเพศเริ่มเปิดตัว และแสดงออกถึงความเป็นหญิงมากขึ้น จึงหยิบผ้าลายดอกมาใส่กัน แต่หลังจากนั้น ด้วยค่านิยมการแสดงออกถึงความเป็นชายกลับมาเป็นกระแสหลักอีกครั้ง ความนิยมในผ้าลายดอกจึงลดลงไป

Freddie Mercury

ในยุค’70s เป็นยุค freedom, identity และ personal expression ของกลุ่มฮิปปี้และโบโฮ แฟชั่นลายดอกที่สะท้อนสีสันและความเป็นตัวของตัวเองจึงกลับมา ซึ่งที่เป็น men’s fashion icon แห่งยุค’70s ต้องยกให้ David Bowie ผู้นำแฟชั่นสีสันฉูดฉาดและพังก์ร็อกผสมฮิปปี้มาใส่ ไม่ว่าจะเป็นลายดอก ชุดเดรส หรือแม้แต่ส้นสูง ที่สะท้อนบุคลิกและตัวตนอย่างชัดเจน เช่น ในปี 1973 ที่โบวี่ใส่ชุดผ้าไหมคอสูงสีขาว พร้อมลายดอก ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง A Clockwork Orange ของผู้กำกับ Stanley Kubrick และยังย้อมผมส้มแดงสไตล์ Ziggy Stardust ที่สั้นหน้ายาวหลัง กับการสไตลิ่งและออกแบบโดย Suzi Fussey ที่นำแรงบันดาลใจมาจากงานถ่ายแบบของ Kansai Yamamoto ดีไซเนอร์ญี่ปุ่นซึ่งโบวี่เองก็ชื่นชอบ และสวมชุด striped bodysuit ของยามาโมโตใน Aladdin Sane Tour 1973 ด้วย

David Bowie แสดงใน Aladdin Sane Tour 1973 ที่ลอนดอน

Alexander McQueen F/W 15

Justin O’Shea ในงาน Paris Fashion Week F/W 17-18


COLORFUL HUE & TINT FASHION

ภาพ: ตติพล คุณอ่อน สไตลิสต์: กรชวัล เตชะวิเชียร แต่งหน้า: Seiya iibuchi ทำผม: Keisuke Chikamoto นายแบบ: Jeremy Ruehlemann แจ็กเกตและกางเกง Palmiers du Mal เสื้อเชิ้ต Diesel รองเท้า FACTO

ถ้าต่อกันที่สไตล์ของโบวี่ เขาเริ่มใส่ชุดสูทสีพาสเทลแบบเบบี้พิงก์ เบบี้บลู และเทอร์ควอยส์สูท ในปี 1971 ซึ่งออกแบบโดย Freddie Burretti เช่นเดียวกับกางเกง boot cut แบบรัดต้นขาและปลายขาบาน ที่มี Kate Moss อีกคนที่เลือกงานดีไซน์ของเบอร์เรตติมาใส่ แต่หากให้กล่าวถึงดีไซเนอร์ในตำนานแห่งยุค’70s ต้องยกตำแหน่งนี้ให้กับ Alexander McQueen อีกหนึ่งดีไซเนอร์ที่โบวี่มักหยิบผลงานของเขามาใส่ ซึ่งดีไซน์เมนส์แวร์ในยุค’70s ลายดอกแพตเทิร์น และกลอสซี่แฟบริก ถือเป็นความอลังการที่สะท้อนงานดีไซน์ของแมคควีนนั่นเอง

กระทั่งเวลาล่วงไป แฟชั่นแบบเมนฟอร์มอลก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง จนเข้าสู่ยุค 2010s ตั้งแต่ปี 2014 เมนส์คอลเล็กชั่นของ Dolce & Gabbana และ Gucci ก็นำลายดอกกลับมาเล่นในทุกคอลเล็กชั่น โดยมีการเพิ่มสีสันมากขึ้น แต่ยังดีไซน์ให้ผู้ชายใส่ได้ ไม่เพียงเท่านั้น สี tint อย่างเบบี้พิงก์ เบบี้บลู ฯลฯ ก็กลับมาได้รับความนิยม เช่น สูทสีชมพูของดีไซเนอร์ Edward Sexton ที่ Harry Styles ใส่ตอนเล่นคอนเสิร์ตกลางไทม์สแควร์ นิวยอร์ก หรืออย่าง Cameron Dallas แฟชั่นไอดอล ที่มักจะเลือกโพสต์แต่รูปในลุคสีชมพูบ้าง เหลืองสดบ้าง

Harry Styles ในสูทสีชมพูของ Edward Sexton

เช่นเดียวกับเทรนด์แพตเทิร์นและสีสันสดใส ที่เป็นกระแสในกลุ่ม men’s fashion icons แม้กระทั่งเมนส์คอลเล็กชั่นล่าสุดของ Louis Vuitton ก็ยังเพิ่มแพตเทิร์นให้กับเชิ้ต และยังมีเมทัลลิกหรือกลอสซี่ ไชนี่ แจ็กเกตอีกด้วย ขณะที่แบรนด์รองอย่าง Kenzo ยังคงออกแบบแพตเทิร์นสไตล์แมนๆ แต่เพิ่มความสดใสด้วยสีสันลงไปในคอล-เล็กชั่น และที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากอย่าง ‘Rainbow’ Tiger Sweatshirt ก็ขายหมดสต็อกไปตั้งแต่วางขายในสองเดือนแรกที่นิวยอร์ก จนต้องออกประกาศทางเว็บไซต์ว่า SOLD OUT


PATTERNS ON BODY – TATTOOS FASHION

ทั้งชุด Another Man’s Treasure

อย่างไรก็ตาม แพตเทิร์นก็ไม่ใช่เทรนด์ patterns on outfits อย่างเดียวอีกต่อไป เพราะยังมีเทรนด์ big scale tattoo บนร่างกายเกิดขึ้น เพื่อให้สวมใส่เสื้อผ้าได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะบรรดานายแบบต่างชาติ ที่สามารถทำให้เสื้อผ้าสไตล์มินิมัลที่ดูเรียบง่าย กลับมีสีสันขึ้นยิ่งกว่าเดิม ดังนั้น บางแบรนด์จึงตัดสินใจเลือกนายแบบที่มีลายสักทั้งตัวมาแคสติ้ง หรืออย่าง Runway S/S 2016 ของ Gucci ก็ยังเพนต์รอยสักบนใบหน้าและคอของนายแบบ Lorens Miklasevics และก่อนหน้านี้ก็เป็นที่ฮือฮาในวงการแฟชั่น เมื่อ Ash Stymest นายแบบหนุ่มที่มาพร้อมรอยสักสุดเท่ ได้ถ่ายแอดแคมเปญ Karl is Ikonik ของ Karl Lagerfeld ซึ่งสไตเมสต์เองยังได้เดินให้กับ Chanel F/W 17 ที่ผ่านมาอีกด้วย

จากสมัยก่อน ที่ผู้คนยึดค่านิยมแบบอนุรักษ์นิยม การเปิดรับนายแบบที่มีรอยสักจึงเกิดขึ้นได้ยาก กระทั่งนายแบบแคนาดา Rick Genest หรือ Zombie Boy ที่ทั่วโลกเริ่มรู้จักจากการแนะนำของ บ.ก. Shannon Larratt บนเว็บไซต์ BMEzine และสร้างกระแสให้เกิดแรงกระเพื่อมเรื่อยมา ทำให้นายแบบที่มีรอยสักมีที่ยืนมากขึ้น และนี่เองที่เป็นอีกปรากฏการณ์ในโลกแฟชั่น

ดีไซเนอร์ Philipp Plein ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า การสักไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่น มันคือศิลปะบนเรือน-ร่าง ซึ่งมันจะไม่ทำให้เสื้อผ้าด้อยหรือแย่ลงไปแม้แต่น้อย แต่กลับดึงความสนใจของคนได้มากขึ้น มันทำให้เสื้อผ้าที่คุณใส่โดดเด่นขึ้นมา และล่าสุด สดๆ ร้อนๆ กับนิวยอร์กแฟชั่นวีก เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่รันเวย์ของเพลน เขาได้เลือกนายแบบที่มีรอยสักให้มาเดินโชว์คอลเล็กชั่นของเขา

Johnny Depp

รอยสักไม่เพียงอินเทรนด์เฉพาะในกลุ่มนายแบบเท่านั้น เหล่าคนดังอย่าง Justin Bieber, Adam Levine, Wiz Khalifa, Machine Gun Kelly ก็ล้วนแต่มีรอยสักใหญ่ๆ กันทั่วร่างกาย หรือบรรดาตัวพ่อที่เป็นที่สุดของที่สุดอย่าง Johnny Depp ในวัย 54 ปีกับรอยสักที่ทำให้เขายิ่งดูเท่ และ David Beckham จากฝั่งอังกฤษ ที่ไม่ว่าจะสักอะไร เท่าไร ก็ยิ่งดูดีมีสไตล์ โดยเฉพาะเมื่อเขาใส่สูท พร้อมกับรอยสักที่ปรากฏบนร่างกาย ก็ยิ่งตอกย้ำความเท่ และทำให้แบรนด์ต่างๆ พร้อมใจกันเลือกให้เบกแฮมเป็นแฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลเน็ตเวิร์กตลอดมา

ถึงเวลานี้ กลายเป็นว่า เกิดการแข่งขันระหว่างค่ายโมเดลเอเยนซีในนิวยอร์ก ที่กำลังผลักดันให้นายแบบในสังกัดของตนได้รับแคมเปญใหญ่ๆ เช่น IMG ที่เพิ่งดันให้ Gabriel Kane ได้รับงานแคมเปญ Hudson Jeans F/W 2017, Dolce & Gabbana S/S 2017 ไป หรือค่าย VNY ที่ดันให้
Jacob Riley เดินบนรันเวย์ของ Malan Breton S/S 18 ได้ และที่น่าจับตามองในตอนนี้ก็คือ Jonathan Bellini ที่ได้เดินเปิดโชว์เกือบทุกโชว์ของเมนส์แฟชั่นวีก อย่าง Philipp Plein S/S 2018, Poan S/S 2018, Kenneth Nigh S/S 2018, Bobby Abley S/S 2018 รวมถึงได้ลงปกนิตยสารถึงหกปกเฉพาะในอเมริกา และเป็น main editorials อีกนับสิบชิ้นในปี 2017

Jonathan Bellini ใน Philipp Plein S/S 18

เหมือนว่าในเวลานี้ เทรนด์ของแฟชั่นผู้ชายกำลังเปิดกว้างและเปิดรับ โดยเฉพาะทางประเทศฟากฝั่งตะวันตก ตั้งแต่ลวดลายดอก แพตเทิร์น ตลอดจนถึงการเลือกใช้วัสดุที่ให้ผลลัพธ์แปลกตา อย่างไชนี่แฟบริก เมทัลลิกแฟบริก หรือการใช้สีสันที่ให้ลุคสดใส ก็กลายมาเป็นตัวเลือกสุดเลิฟของบรรดาหนุ่มๆ ไม่เว้นแม้แต่ค่านิยมอย่างการสัก ก็กลับกลายเป็นเรื่องเท่ สามารถยกระดับเสื้อผ้าที่สวมใส่ให้ยิ่งดูสไตลิช ซึ่งถือว่าไม่เพียงเข้ามาเป็นสีสันของวงการแฟชั่น หากยังสามารถสร้างการตลาดให้กับบรรดาต้นสังกัดนายแบบยักษ์ใหญ่อีกด้วย

เรื่อง : กรชวัล เตชะวิเชียร
ภาพ : Getty Images, Courtesy of Brands
you may also like
FASHION
ชมการถ่ายทอดสดส่งตรงจาก Palace Theater
FASHION
ชุดสวย แบบเท่ แกะน่ารัก
FASHION
การร่วมมือของสองแบรนด์ที่มีแนวทางของตัวเองที่ชัดเจนมาโดยตลอด
FASHION
Hedi เริ่มยั่วน้ำลายแฟน ๆ ของเขาแล้ว
FASHION
Riccardo Tisci ตัดทอนความหวือหวาแต่ก็แฝงความเป็นอังกฤษไว้ในทุกรายละเอียด
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/11/rewindsq-1024x1024.jpg