FASHION
เปิดซีซั่นใหม่กับทุกลุคบนรันเวย์จากทุกหัวเมืองทั่วโลก!
Runway Blitz

ตั้งแต่เสื้อผ้ายูนิฟอร์มสุดคลาสสิกไม่มีวันตายของ Margaret Howell จนถึงโททัลลุคแบบไม่จำกัดเพศของ Alessandro Michele ซีซั่นนี้ Elle Men Thailand รวบรวมรันเวย์ (ทั้งหวือหวาและเรียบเท่) จากทุกหัวเมืองแบบสั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ


Prada
Creative Director: Miuccia Prada

น่าจะเป็นคอลเล็กชั่นที่เสพง่ายและสวมใส่ง่ายเมื่อเทียบกับคอลเล็กชั่นที่ผ่านมาของ Prada กับเสื้อผ้าที่ดูไม่พิสดารหรือต้องเลเยอร์มากนัก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันเรียบเสียจนไม่มีดีเทลอะไรที่น่าสนใจเลย อย่างนั้นก็คงไม่ใช่ปราด้าผู้ที่สร้างสรรค์เสื้อผ้าจากอินเนอร์ล้วนๆ หยิบเล็กผสมน้อยจากแรงบันดาลใจที่เธอได้มา โดยไม่วิ่งตามเทรนด์ใดๆ ของโลก สเวตเตอร์หรือทีเชิ้ตคอวี ชุดสูทผ้าลูกฟูกปกใหญ่กว้างและกางเกงขาบานนิดๆ ในสไตล์ยุค’70s ถูกนำมาผสมผสานกับหนุ่มในสไตล์ชนบทเข้าป่าตัดไม้ในเขตเมืองหนาว ทั้งโค้ตหรือแจ็กเกตหนัง การใช้ขนเฟอร์ รองเท้าขนเฟอร์หรือเข็มขัดขนเฟอร์ เครื่องประดับที่ทำจากไม้ หิน และโลหะเงิน แม้ว่าเราจะไม่เก็ตว่าสร้อยคอหอยนั้นมาได้ อย่างไรก็ตาม แต่การไม่เก็ตไปเสียทุกอย่างว่ามาได้อย่างไร มีแรงบันดาลใจมาจากไหน หรือเข้ากันไม่เข้ากันนี่แหละคือเสน่ห์ของปราด้า เพียงแต่ว่าคุณจะซื้อสไตล์นี้หรือไม่เท่านั้นเอง


Margaret Howell
Designer: Margaret Howell

ในขณะที่โลกแฟชั่นกำลังตื่นเต้นกับเสื้อผ้าสไตล์ androgyny แต่ดีไซเนอร์ที่ได้ชื่อว่าเป็น queen of minimalism แห่งเกาะอังกฤษคนนี้ได้สร้างสรรค์เสื้อผ้าที่ผู้หญิงใส่ได้ ผู้ชายหยิบมาใส่ก็ไม่เคอะเขินมากว่า 40 ปีแล้ว คอลเล็ก-ชั่น Fall/Winter 2017 นี้ก็เช่นเดียวกัน นอกจากจะพรีเซนต์ทั้งคอลเล็กชั่นผู้หญิงและผู้ชายบนรันเวย์พร้อมกันแล้ว ถ้าตัดหัวนางแบบนายแบบออก แทบจะแยกไม่ออกเลยว่าตัวไหนสำหรับผู้หญิงและตัวไหนสำหรับผู้ชาย ซึ่ง Margaret Howell ก็ต้องการจะให้เป็นอย่างนั้นเช่นเดียวกัน เสื้อผ้าที่ผู้ชายหรือผู้หญิงหยิบมาใส่ได้ โดยไม่ต้องพลิกป้ายหรือแท็กเพื่อดูว่านี่คือเสื้อผ้าสำหรับเพศใดกันแน่

ความน่าสนใจของเสื้อผ้าในคอล-เล็กชั่นนี้ก็คือรูปแบบเสื้อผ้าสไตล์ยูนิฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นลุคหนุ่มนักธุรกิจหรือหนุ่มวัยเรียน นักเรียนนักศึกษา (แน่นอนว่าไม่ใช่ของไทย) แต่เป็นยูนิฟอร์มลุคที่ผ่านการสไตลิ่งให้ดูคูลและทันสมัยในแบบเทรนด์ปัจจุบัน เป็นหนุ่มออฟฟิศหรือหนุ่มนักธุรกิจที่เพิ่งจะเสร็จจากงาน หรือลงจากเครื่องหลังจากเพิ่งบินไปกลับ 24 ชั่วโมง เจรจาธุรกิจกลับมา เสื้อผ้าก็จะดูไม่เนี้ยบไม่เรียบร้อย หลุดลุ่ยหน่อยๆ เช่นเดียวกันกับลุคหนุ่มวัยเรียนที่ดูเหมือนเพิ่งจะเลิกเรียนหรือโดดเรียนหนีเที่ยว นำโอเวอร์ไซซ์แจ็กเกตมาสวมทับ หรือสวมทับด้วยสเวตเตอร์เพื่อจะได้ดูเป็นผู้ใหญ่ สารวัตรนักเรียนจะได้จับไม่ได้ว่านี่ โดดเรียนมานะ


Balenciaga
Creative Director: Demna Gvasalia

ถ้าพูดถึงตัวเสื้อผ้าในคอลเล็กชั่นนี้ของ Balenciaga ก็คงต้องบอกว่า Demna Gvasalia ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ ได้เคลื่อนย้ายสไตล์และวิธีคิดของเขามาสู่เสื้อผ้าทำงาน แต่คำว่าเสื้อผ้าทำงานนั้นแฝงไปด้วยแอตติจูดในเรื่องการเมืองและชนชั้น ที่คำว่าหนุ่มวัยทำงานไม่ได้มีแค่หนุ่มใส่สูทผูกไทแค่แบบเดียว แต่ยังรวมไปถึงหนุ่มวัยทำงานหลากหลายแบบที่มีชุดทำงานที่แตกต่างกันไป

ในเรื่องของสไตล์เสื้อโอเวอร์ไซซ์ไหล่ตั้งที่เราเห็นมาตั้งแต่คอลเล็กชั่นแรกที่กวาซาเลียสร้างสรรค์ให้แก่บาเลนซีอากาก็ยังคงมีให้เห็นเช่นเคย และสำหรับข้อกล่าวหาที่ว่ากวาซาเลียทำบาเลนซีอากาดูไม่เป็นบาเลนซีอากานั้น ขอให้ดูรูปทรงโค้ตในซีซั่นนี้ เพราะนี่คือการนำเอารูปทรงสุดคลาสสิกอันเป็นซิกเนเจอร์ในงานออกแบบของ Cristóbal Balenciaga มาใช้ ทวิสต์นิดหน่อยให้ดูเป็นสไตล์กวาซาเลีย ดังนั้นข้อหาที่ว่าเป็นอันตกไป

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือกระแส Post Soviet ที่นำโดยกวาซาเลีย Gosha Rubchinskiy และ Lotta Volkova (สไตลิสต์ของ Vetements และบาเลนซีอากา) ที่ทำให้โลกแฟชั่นหันกลับมาสนใจเสื้อผ้ารูปแบบไฮสตรีตในแบบปัจจุบันนี้ จะมีอายุความสนใจหรือเป็นเทรนด์ได้นานเท่าไร เพราะในขณะเดียวกันก็มีการตั้งคำถามถึงสไตล์ดังกล่าวว่า เราจะจ่ายเงินในราคาเสื้อผ้าไฮเอนด์กับรูปแบบเสื้อผ้าสตรีตแวร์ไปทำไมกัน?


Calvin Klein
Creative Director: Raf Simons

หลังจากสร้างแรงกระเพื่อมในโลกโซเชียลมาสักพักใหญ่ หลังเข้ามาทำงานให้กับ Calvin Klein ทั้งภาพแคมเปญโฆษณาและคอลเล็กชั่นสุดเอ็กคลูซีฟ By Appointment กับการสั่งตัดเฉพาะตัวบุคคล ก็ถึงเวลาที่ Raf Simons จะแสดงคอลเล็กชั่นแรกภายใต้การออกแบบในนามครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนใหม่ของคาลวิน ไคลน์เสียที โดยเขาเลือกเฮดควอเตอร์ของแบรนด์ที่ 39th Street เป็นสถานที่จัดโชว์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ดี มีความหมาย ที่สำคัญเต็มไปด้วยเซเลบริตี้และคนแฟชั่นอย่างล้นหลาม

สิ่งที่ทำให้ซิมงส์ขึ้นแท่นเป็นดีไซเนอร์แถวหน้าของวงการไม่ใช่แค่ตำแหน่งเดิมที่มาจากแบรนด์ใหญ่ยักษ์ระดับโลกอย่าง Christian Dior แต่เป็นเพราะเขาสามารถบาลานซ์ได้ทั้งงานโชว์ความคิดความสามารถในการออกแบบและงานขาย และสามารถสร้างงานเก๋ๆ ให้กลายเป็นเทรนด์แห่งซีซั่นได้ อย่างในคอลเล็กชั่นนี้ ก็มีดีเทลที่อกเสื้อที่พับลงมาแล้วเป็นอีกสีหนึ่งเล่นลาย stripe หรือปลอกแขนเสื้อผ้านิตที่นำไปสวมกับเสื้อแบบต่างๆ เกิดเป็นลุคใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นแอ็กเซสเซอรี่ส์ชิ้นใหม่ที่จะถูกก๊อปปี้ขายทั่วโลกแน่นอน


Coach
Creative Director: Stuart Vevers

สิ่งที่น่าสนใจของแบรนด์ Coach นอกจากเครื่องหนังคุณภาพดีในสไตล์นิวยอร์กเกอร์แล้ว ก็คือความกล้าออกจากกรอบเดิมๆ ของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ Stuart Vevers เพราะตั้งแต่วีเวอร์สเข้ามาทำงานที่โค้ชแต่ละคอลเล็กชั่นก็เริ่มสนุกมากขึ้น โดยเฉพาะการออกเสื้อผ้าไลน์เรดี้ทูแวร์ ที่แม้จะเป็นเสื้อผ้าจากแบรนด์เครื่องหนังแต่ก็ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องมีแต่แจ็กเกตหนังหรือกางเกงหนังเท่านั้นเสมอไป

เช่นเดียวกันกับคอลเล็กชั่นนี้ โค้ชได้รับแรงบันดาลใจจากการท่องโลกอวกาศของชาวอเมริกัน เสื้อผ้าในรูปแบบสตรีตแวร์และกระเป๋าจึงตกแต่งด้วยโลโก้รูป NASA รูปจรวดอะพอลโล (Apollo rockets) รวมไปถึงตัวมาสคอตไดโนเสาร์อย่างตัวเร็กซี่ (Rexy) ที่แสดงให้เห็นถึงความสนุกสนานขี้เล่นของแบรนด์ที่ต้องการเอาใจตลาดกลุ่มวัยที่เด็กลง รวมไปถึงการเปิดกว้างในเรื่องของดีไซน์ที่ไม่จำกัดอยู่แค่คำว่าเครื่องหนัง หรือนิวยอร์กเกอร์ แต่นำเอาคำว่าอเมริกันมาเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์ ซึ่งไปได้ไกลและกว้างกว่าเยอะ


Lanvin
Creative Director: Lucas Ossendrijver

ในขณะที่ฝั่งวีเมนส์แวร์กำลังระส่ำระสายหลัง Albert Elbaz ลาออก อีกทั้ง Bouchra Jarrar ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียงสองคอลเล็กชั่นก็ลาออกอีก แต่ดูเหมือนว่าฝั่งเมนส์แวร์ของ Lanvin โดยการทำงานมาอย่างยาวนานของ Lucas Ossendrijver จะไปได้ดีและดีขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าผ้าพันคอทอลายที่เขียนว่า Nothing จะทำให้ตกใจว่าเขาจะหันมาเล่นสไตล์ Logo Mania อย่างแบรนด์อื่นๆ หรือเปล่า แต่นั่นก็เป็นเพียงคำที่ช่วยขับเน้นความหมายของคอลเล็กชั่นนี้ให้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

อีกหนึ่งคำที่ปรากฏในคอลเล็กชั่นนี้ก็คือ Future Utopia ซึ่งเป็นโคว้ตมาจาก Lawrence of Arabia ซึ่งก็ช่วยสร้างความหมายของธีมหรือที่มาในการสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นนี้ได้ชัดเจนมากขึ้นเช่นเดียวกัน Lucas Ossendrijver กล่าวว่าเขาต้องการสร้างสรรค์เสื้อผ้าชิ้นเบสิกที่สุด เพราะเวลาคุณอยู่ท่ามกลางทะเลทราย คุณไม่ต้องการอะไรมากกว่าเสื้อผ้าสุดเบสิกที่ช่วยปกป้องจากสภาพอากาศ ไม่จำเป็นต้องหวือหวาตามแฟชั่น เพราะฉะนั้นเสื้อผ้าในคอลเล็กชั่นนี้เขาจึงใส่ใจในเรื่องคัตติ้ง และเนื้อผ้า มากกว่ารูปแบบของเสื้อผ้า


Dries Van Noten
Creative Director: Dries Van Noten

ในบรรดาดีไซเนอร์กลุ่ม Antwerp Six ที่เคยสร้างความสะเทือนเลื่อนลั่นให้แก่วงการแฟชั่น ตอนนี้เหลือเพียง Dries Van Noten และ Walter Van Beirendonck ที่ยังคงรักษาความเป็นเอกสิทธิ์ของแบรนด์ตัวเองไว้ได้ ที่เหลือ แม้แต่ Martin Margiela ก็ขายแบรนด์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมโนเทนถึงเจ๋ง ไม่ใช่แค่ยังมีแบรนด์เป็นของตัวเอง แต่ยังหมายถึงการเป็นแบรนด์เล็กๆ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกและยังคงขายได้ ที่สำคัญดีขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

คอลเล็กชั่นนี้จัดแสดงใต้พื้นพิภพ ณ Porte de Versailles ที่ซึ่งเขาเคยใช้เป็นรันเวย์มาแล้วเมื่อปี 1993 และ 1996 มันเหมือนเป็นการกลับไปเฉลิมฉลองการก้าวสู่โลกแฟชั่นระดับโลกของตัวเองและเตรียมพร้อมจะก้าวไปสู่อนาคต ด้วยเสื้อผ้าแบบไหนล่ะ? คำว่าเสื้อผ้าในอนาคตสำหรับโนเทนไม่ใช่อะไรที่ล้ำแปลกประหลาด แต่กลับเป็นเสื้อผ้าต้นแบบสุดคลาสสิกที่เป็น archetype ที่เราจะเก็บไว้ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปจนถึงอนาคต ทุกอย่างบนรันเวย์คอลเล็กชั่นนี้จึงเรียบง่าย เบสิก ทว่าเนี้ยบ และเป๊ะ


Givenchy
Creative Director: Riccardo Tisci

น่าจะเป็นคอลเล็กชั่นสุดท้ายภายใต้การทำงานของ Riccardo Tisci ก่อนที่ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนใหม่ Claire Waight Keller จะได้แสดงผลงานในซีซั่นถัดไป เก้าปีในการทำงานในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของทิสซีนั้นยากที่จะลบเลือน โดยเฉพาะเมื่อครั้งหนึ่งผู้ชายค่อนโลกต้องมีทีเชิ้ตลายดอกเบิร์ดออฟพาราไดส์ หรือลายหมาร็อตไวเลอร์อย่างน้อยคนละหนึ่งตัว

จากเด็กหนุ่มฐานะทางบ้านสุดยากจน ดินแดนในฝันของทิสซีคือสหรัฐอเมริกา ที่เรียกได้ว่าเป็นดินแดนแห่งโอกาสและเสรีภาพ ความฝันถึงอเมริกาของเขาถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าหลายต่อหลายคอลเล็กชั่น เช่นเดียวกันกับคอลเล็กชั่นนี้ที่นำเอาสัญลักษณ์ที่อยู่บนธงชาติอเมริกาอย่างดาว และลายทางมาใช้ แต่เป็นในรูปแบบที่ผสมผสานกับงานสตรีตแวร์ พังก์ และแรงบันดาลใจจากยุควิกตอเรียน แถมยังจูบลาด้วยกระโปรงสำหรับผู้ชาย อีกหนึ่งซิกเนเจอร์ของเขาที่เคยสร้างสรรค์ไว้ในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Givenchy


Gosha Rubchinskiy
Creative Director: Gosha Rubchinskiy

หนึ่งในแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลแห่งยุค ผู้นำเอาเทรนด์ยุค’90s กลับมาโลดแล่นบนรันเวย์และชีวิตจริง รวมไปถึงการปลุกชีพแบรนด์กีฬาที่โด่งดังที่สุดจากยุค’90s อย่าง FILA ให้กลับมากลายเป็นของสุดฮิป จนตลาดเสื้อผ้ามือสองยังต้องขึ้นราคาตาม และกลายเป็นของแพงมากกก…ในที่สุด

ความสำเร็จของ Gosha Rubchinskiy ไม่ใช่แค่การทำให้เสื้อผ้าสไตล์สปอร์ตแวร์ยุค’90s กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งเท่านั้น แต่ในฐานะดีไซเนอร์รัสเซีย เขายังนำพาเอาความเป็นรัสเซียมานำเสนอต่อโลกแฟชั่นได้อย่างสง่างามอีกด้วย หากความเป็นรัสเซียในความหมายของรับชินสกีก็ไม่ใช่ตุ๊กตาแม่ลูกดก หรือมหาวิหารเซนต์บาซิล แต่เป็นสิ่งที่เด็กวัยรุ่นผู้เกิดมาในยุคหลังคอมมิวนิสต์ ซึ่งวัฒนธรรมตะวันตกเริ่มไหลบ่าเข้ามายังรัสเซียแล้วเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับวัฒนธรรมเหล่านั้น เพลง กีฬา อาหารฟาสต์ฟู้ด

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนในคอลเล็กชั่นนี้ก็คือกีฬาฟุตบอล ซึ่งคอลเล็กชั่นนี้ รับชินสกีทำคอลลาบอเรตกับ Adidas แต่มาในรูปแบบเสื้อผ้านักกีฬาฟุตบอลอันเป็นกีฬาสุดฮิตในรัสเซีย แถมยังใช้ตัวอักษรอันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์มาตั้งแต่ต้นและเสมือนเป็นการประกาศตัวตนที่ชัดเจนของรับชินสกีต่อโลกแฟชั่นด้วยว่ารัสเซียไม่ได้มีดีแค่ตุ๊กตาแม่ลูกดก


Hermès
Creative Director: Véronique Nichanian

Véronique Nichanian ครีเอทีฟไดเร็ก-เตอร์ฝั่งเมนส์แวร์ของ Hermès ให้คำนิยามคอลเล็กชั่นนี้ว่า Rockmantic ซึ่งเป็นการผสมผสานสไตล์ rock และ romantic ในการตีความของเธอ คำว่า ‘ร็อก’ เธอแทนที่ด้วยการใช้หนังชั้นดีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์แอร์เมสอยู่แล้วอย่างหนังแกะซึ่งเป็นวัสดุหลักในคอลเล็กชั่นนี้ รวมไปถึงรูปแบบของเสื้อผ้าอย่างกางเกงหนังหรือโค้ตหนัง

ในส่วนของคำว่าโรแมนติกนอกจากเนื้อสัมผัสอันอ่อนนุ่มของผ้าวูลแล้ว ยังรวมไปถึงดีไซน์ของเสื้อผ้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการแต่งกายของสุภาพบุรุษในยุคก่อนทั้งสูทกระดุมสองแถว หรือรูปทรงของเสื้อผ้าที่ดูมีความพลิ้วไหว กางเกงขากว้างใส่สบาย การประดับขนแกะบนตัวแจ็กเกต และสูทผ้ากำมะหยี่ที่ให้อารมณ์และความรู้สึกถึงความอ่อนนุ่มโรแมนติกได้เป็นอย่างดี


Lemaire
Creative Director: Christopher Lemaire

สิ่งที่เชื่อใจได้อย่างไม่ต้องกังวลในผลงานของ Christopher Lemaire ก็คือคุณภาพของเนื้อผ้าที่เลือกมาใช้ในการสร้างสรรค์เสื้อผ้า รวมไปถึงคัตติ้งที่ประณีต ไม่ว่าชื่อของเขาจะไปปรากฏในแบรนด์ไหนก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีตัวเลือกของรูปแบบเสื้อผ้า รูปทรง หรือสีสันที่น้อย (มาก) ก็ตามที แต่ในคอลเล็กชั่นนี้นอกจากสีดำ น้ำเงิน เทา ที่มีในทุกคอลเล็กชั่น ยังมีเหลืองมัสตาร์ด (ที่ถือว่าเป็นสีสันที่สุดแล้ว) และน้ำตาล เพิ่มเข้ามาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกด้วย ไม่เพียงแต่การเพิ่มสีสันมากขึ้น แต่ในส่วนของดีไซน์ยังมีการขยับเล็กๆ ซึ่งถ้าไม่สังเกตก็คงไม่เห็นไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของแจ็กเกต หรือกางเกงที่ดูใหญ่และรีแลกซ์มากขึ้น


Dior Homme
Creative Director: Kris Van Assche

เสื้อผ้าในคอลเล็กชั่นนี้มาจากการตั้งคำถามของใครหลายคน รวมไปถึง Kris Van Assche ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ Dior Homme ที่ว่า ทำไมเด็กหนุ่มในปัจจุบันถึงไม่นิยมใส่สูทหรือเสื้อผ้าในสไตล์เทเลอร์ คำตอบของแอชเชอก็คือ เพราะพวกเขายังไม่เจอสูทหรือเสื้อผ้าสไตล์เทเลอร์ในแบบที่ใช่สำหรับพวกเขา หรือดีไซเนอร์เองไม่ได้ผลิตสร้างสรรค์เสื้อผ้าสไตล์เทเลอร์ที่เหมาะสมกับคนรุ่นใหม่ออกมาให้พวกเขาได้เลือกซื้อสวมใส่ และแล้วแอชเชอก็เลยสร้างคำตอบของเขาขึ้นมาด้วยเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นนี้

แล้วคำตอบชุดสูทหรือเสื้อผ้าสไตล์เทเลอร์ที่เหมาะกับเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ในปัจจุบันของแอชเชอเป็นยังไง แน่นอนว่ามันไม่ได้สลิมฟิตในแบบ Hedi Slimane แต่มันเป็นการผสมผสานกลิ่นอายทั้งงานเวิร์กแวร์และสปอร์ตแวร์บนเสื้อผ้าสไตล์เทเลอร์ไว้ด้วยกัน แถมยังมีกลิ่นอายในแบบ ’90s ยุคที่ฟุ้งฝันไปด้วยสไตล์ new romantic ปะทะกับความดิบของกรันจ์ ซึ่งจะกลายเป็นเสื้อผ้าสไตล์เทเลอร์ที่เด็กหนุ่มรุ่นใหม่สวมใส่หรือเปล่า ก็คงต้องรอดู


Gucci
Creative Director: Alessandro Michele

info@imaxtree.com

คงถึงเวลาเสียทีที่ Gucci จะรวมโชว์คอลเล็กชั่นเสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชายไว้ด้วยกัน เพราะถึงแม้ไม่รวม เราก็แยกไม่ค่อยออกอยู่แล้วว่าตัวไหนเป็นคอลเล็กชั่นผู้ชาย ตัวไหนเป็นคอลเล็กชั่นผู้หญิง ซึ่งก็ถือว่ามิเคเลประสบความสำเร็จ เพราะเขาต้องการลบเส้นแบ่งเรื่องเพศ ความเป็นชาย ความเป็นหญิงในเสื้อผ้าสไตล์ androgyny ของกุชชี่อยู่แล้ว

ส่วนที่ประสบความสำเร็จไปมากกว่านั้นก็คือ สไตล์ของเสื้อผ้าที่แต่ละคอลเล็กชั่นออกมานั้นหน้าตาเหมือนกันหมด! ข้อดีก็คือภาพลักษณ์ของแบรนด์แข็งแรงและเป็นที่จดจำ ซื้อเสื้อมาจากคอลเล็กชั่นก่อนแล้วสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์กับคอลเล็กชั่นล่าสุดได้โดยที่ไม่ดูแปลกแยกแตกต่างกันมากนัก ส่วนข้อเสียง่ายๆ เลย แล้วใครจะอยากซื้อเสื้อผ้าหน้าตาคล้ายๆ กันทุกซีซั่นเล่า

โดยเฉพาะผู้ชาย…ถ้าคุณไม่ได้ถูกคำว่าคอลเล็กชั่นใหม่ หรือซีซั่นล่าสุด เข้ากลืนกินจิตวิญญาณและสไตล์การแต่งตัวแล้วละก็ ชุดสูทสไตล์วินเทจหรือชุดสูทลายดอกน่าจะเป็นสิ่งที่มีในตู้เสื้อผ้าอยู่แล้ว และเสื้อผ้าสุดแฟนซีที่สามารถใส่ได้เฉพาะบนรันเวย์โชว์อย่างบอดี้สูทรัดรูปคัตเอาต์ช่วงลำตัวเปิดให้เห็นแผงอกและซิกซ์แพ็ก (ถ้าคุณมีให้โชว์) ก็ไม่น่าจะทำให้เราเสียเงินได้ ยิ่งถ้าคุณมีเสื้อทีเชิ้ตหรือเสื้อกล้ามลายโลโก้กุชชี่สุดฮิตจากซีซั่นก่อนอยู่แล้ว บอกเลย ซีซั่นนี้ยังใส่ได้

หรือถ้าจะมีตัวไหนในคอลเล็กชั่นนี้ที่น่าจะทำให้เงินในกระเป๋าถ่ายเทออกไปได้ เห็นจะเป็นทีเชิ้ตแขนกุดลายหนู (ไม่แน่ใจว่านั่นคือ Brambly Hedge หรือเปล่า) สวมทับด้วยกั๊กสายเอี๊ยมและกางเกงสไตล์แท็กแพนต์ และที่เด็ดสุดสำหรับคอลเล็กชั่นนี้เห็นจะเป็นเดนิมแจ็กเกตขาดประดับหมุดสไตล์พังก์ ด้านหลังคล้องด้วยสายโซ่ เพนต์ลายดอกไม้และคำว่า Hollywood และถ้าคุณแน่จริงจงซื้อโชกเกอร์ประดับหมุดที่มีสายคล้องติดกับกระเป๋ามาใส่ด้วย

เรื่อง : Monsieur T.
ภาพ : Getty Images, IMAXTREE
you may also like
FASHION
คอลเล็กชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มโรงเรียนหัวกะทิของอเมริกา
FASHION
อีกหนึ่งแบรนด์ที่ขอเข้าร่วมเทรนด์ Chunky Sneaker
FASHION
ส่วนผสมที่ลงตัวของความคลาสสิกและความใหม่สไตล์อเมริกัน
FASHION
กับการใช้ไอเท็มที่ทุกคนต้องมีติดบ้านอย่าง ถุง Ziploc
FASHION
นอกจากรองเท้าแล้วก็มีเสื้อผ้าคุณภาพพรีเมี่ยมมากมายให้เลือกอีกด้วย
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/09/fashionresq-1024x1024.jpg