FASHION
ก้าวสำคัญของ ปิ๊น-อนุพงศ์ คุตติกุล
นาฬิกา สนีกเกอร์ ประยุทธ์ และร้าน Carnival

ผมยังจำภาพของตัวเองในวัยหัวเกรียนช่วงม.ปลาย เดินด้อมๆ มองๆ สนีกเกอร์ในฝันอยู่หน้าร้าน Carnival ตรงสยามสแควร์ได้ดี ทุกสัปดาห์ที่ต้องมาเรียนพิเศษก็จะต้องขอเดินโฉบๆ มาสักครั้งแค่ได้เห็นไม่ได้ซื้อก็ดีใจแล้ว จนวันนี้ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับผู้ก่อตั้งร้าน Carnival ตัวจริง (โอ้พระเจ้าอยากได้ Gold Member ฟรีสักใบ!) คุณปิ๊น-อนุพงศ์ คุตติกุล ที่เขามาพร้อมกับโปรเจ็กต์ในการออกแบบแบรนด์นาฬิกาแนวสตรีตชื่อดัง มาฟังกันว่าอะไรคือที่มาของความร่วมมือครั้งนี้ รวมถึงว่าทำไมเขาถึงอยากดีไซน์รองเท้าสนีกเกอร์ให้ท่านผู้นำของประเทศ

ที่บ้านทำธุรกิจรองเท้ามาก่อน เป็นรองเท้าชนิดไหน แล้วอะไรคือจุดเปลี่ยนให้มาชอบรองเท้าผ้าใบจนกลายมาเป็นธุรกิจและเป็นอาชีพจนปัจจุบัน

สมัยคุณปู่คือทำตั้งแต่รองเท้าแตะ รองเท้ายาง เขาก็เริ่มนำเข้าแบรนด์ต่างประเทศมาขายด้วย ตั้งแต่ผมยังไม่เกิด ก็ทำอยู่ในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับยางเกี่ยวกับรองเท้ามาตั้งแต่เด็กแล้ว ซึ่งก็มีรองเท้าผ้าใบด้วย สิ่งที่ทำก็ไม่เชิงเป็นการสานต่อธุรกิจที่บ้าน เพราะสิ่งที่เราทำไม่เกี่ยวกับทางบ้านเลย มันก็เป็นเหมือนการรันร้าน retails ที่เรา select รองเท้าจากหลายๆ ส่วน มาขายที่ร้านเรา คือเราก็สร้างความเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าสิ่งที่ผมทำมันก็อาจมีซึมซับมาจากที่บ้านด้วยบางส่วน ชีวิตตอนเด็กๆ ก็อยู่ในโรงงาน ส่วนความชอบสนีกเกอร์มันค่อยๆ มามากขึ้นตามวัย พอโตขึ้นเราเริ่มศึกษาการแต่งตัว ศึกษาเกี่ยวกับเสื้อผ้า รองเท้ามันเป็นไอเท็มที่เราเลือกมันก่อนอย่างอื่น มันกลายเป็นของสะสมอย่างหนึ่ง มันก็เลยเป็นอะไรที่ผมชอบ ผมจึงต่อยอดมัน ทำแล้วเรารู้สึกเหมือนเราไม่ได้ทำงาน เรามีความสุขในการรีวิวรองเท้า มาเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับรองเท้า จนกลายมาเป็น Carnival

ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว กระแสแฟชั่นแนวสตรีตสไตล์ในเมืองไทยมันแผ่วๆ อะไรทำให้คุณกล้านำแฟชั่นแนวสตรีตสไตล์กลับมา

มันจะมีคำพูดว่า Fashion comes and goes แต่ผมมองว่ารองเท้าผ้าใบเนี่ย มันอยู่มาร้อยปีแล้ว มันผ่านการพิสูจน์แล้วว่ารองเท้าผ้าใบมัน Timeless คือไม่ว่ารองเท้าทรงอะไรจะฮิต ทรงหัวแหลม ทรงบู๊ต มันมามันไป แต่รองเท้าผ้าใบยังอยู่ มันยังอยู่เพราะกระแสการออกกำลังกายมันมา เทรนด์แฟชั่นที่มันใส่สบาย ใส่เมื่อไหร่ก็ได้ ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย เพราะฉะนั้นผมมองว่า ถึงแม้มันมีช่วงขึ้นและช่วงลง หลายๆ แบรนด์ที่ผมขาย เขาก็ผ่านช่วงเวลาทั้งขึ้นลงแต่เขายังยืนหยัดเป็นบริษัทแฟชั่นอันดับต้นๆ ของโลกได้ เพราะฉะนั้น ผมมองว่าสตรีตแฟชั่นอาจจะมีช่วงขึ้นลง แต่มันเป็นอะไรที่ไม่น่าจะหายไปไหน แล้วมันเป็นอะไรที่ยั่งยืน สามารถต่อยอดได้

คิดว่า classic pieces ที่ผู้ชายควรมีคืออะไร

ผมว่าเสื้อยืด กางเกงยีนส์ธรรมดานี่แหละครับ

ถ้าต้องเลือกสนีกเกอร์สักคู่ให้ผู้ชายที่แต่งตัวเนี่ยบตลอดเวลา อารมณ์คุณปู่ คุณพ่อ จะเลือกคู่ไหน ทำไม

โห้ย เลือกยากมาก มีเยอะมาก แต่ว่าผมว่าปัจจุบัน คนเริ่มเห็นภาพเพราะว่ามันถูกใส่กับสูท ใส่กับลุคที่เป็น Formal มากๆ หรือแม้กระทั่งบางคน งานแต่งงานก็ใส่รองเท้าผ้าใบไป มันเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้น มันไม่ใช่ของที่ไม่สุภาพอีกต่อไปแล้ว และรองเท้าผ้าใบมันมีวิวัฒนาการคือเขาทำแบบสีดำล้วน เขาทำแบบลุค formal ก็มี เขาทำให้มันแมทซ์กับเสื้อผ้าหลากหลาย ผมยกตัวอย่างรองเท้าที่ใส่กับสูทได้หรือว่า formal หรือคนที่อายุเยอะๆ ใส่ได้ก็จะเป็น Adidas Stan Smith สีขาวล้วน สีดำล้วน หรือแม้กระทั่ง Nike Air Force 1 มันก็เป็นอะไรที่เรียบๆ ใส่ได้ง่าย

สนีกเกอร์คู่ไหนใส่วิ่งก็ได้ ใส่เท่เฉยๆ ก็หล่อ

จริงๆ ตอนนี้รองเท้าราคาไม่แพงก็มี เราไม่จำเป็นต้องโฟกัสที่ราคาหกเจ็ดพันหรือเป็นหมื่นขึ้นไป แต่ละแบรนด์ก็มีรองเท้าที่สามารถวิ่งและใส่เป็นแฟชั่นได้ อย่าง Adidas ก็มีตระกูล Boost, Nike ก็มีพวก Lunarlon ที่มันสามารถใส่ได้ ผมมองว่า ณ ปัจจุบัน คนหยิบเอารองเท้าวิ่งมาใส่เป็นแฟชั่นอยู่แล้ว เพราะเทรนด์ running style หรือ retro running มันกำลังมา เพราะฉะนั้นผมมองว่ารองเท้าวิ่ง ถ้าเรา mix & match มาใส่ในชีวิตประจำวันได้แล้วมันใส่สบายด้วย แล้วมันก็คล่องตัว ผมมองว่ามันได้หลายรุ่น

นักเรียนชายไทยต้องใส่รองเท้าผ้าใบ ถ้าให้เปลี่ยนเป็นผ้าใบรุ่นไหนก็ได้ให้เป็นยูนิฟอร์มของเด็กนักเรียนจะเลือกรุ่นอะไร

ผมมองว่ามันไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนก็ได้ แต่สมัยเด็กๆ ผมสนุกกับการเอารองเท้าที่มันไม่ใช่ขาวล้วนมาทาสีขาวเพิ่ม ผมมองว่ามันเป็นความครีเอทีฟมากกว่า อย่างเช่น เราสามารถหารองเท้ารุ่นที่ใกล้เคียงกับโรงเรียน แล้วเรามาทาสีให้มันเป็นสีขาว เรากลบสีปุ๊บแล้วเราใส่ เราเท่อยู่คนเดียวในโรงเรียน มันเป็นความสนุก เราเปลี่ยนแปลงกฎไม่ได้หรอกแต่เราสนุกกับกฎที่เขามีได้ ผมมองว่าจุดนั้นมันก็ทำให้เด็กสนุกด้วยนะ อาจจะหารองเท้าที่มันใกล้เคียงกับรองเท้าพละอะไรอย่างเงี้ย แล้วก็มาเล่นได้

จะเลือกดีไซน์รองเท้าให้ใครระหว่างประยุทธ์กับชูวิทย์

(หัวเราะ) ผมเลือกดีไซน์ให้คุณประยุทธ์ดีกว่า เพราะผมอยากให้ทุกคนรู้ว่ารองเท้าผ้าใบมันใส่ได้กับทุกเพศ ทุกวัย และทุกสถานการณ์จริงๆ มันไม่ใช่ของที่มันไม่สุภาพ อยู่ที่คุณเลือกสี เลือกทรง เลือกสไตล์ และการแต่งตัวของคุณมากกว่า และถ้าคนที่อยู่ที่สุดของประเทศแล้วเขายังใส่ นั่นแปลว่ามันต้องบ่งบอกอะไรบางอย่าง

การร่วมงานของ Carnival กับ G-Shock ในครั้งนี้ มีที่มาอย่างไร

G-Shock  คือเป็นแบรนด์ที่ผมใส่ตั้งแต่ประถม จริงๆ แบรนด์ Carnival เราผ่านการทำ collaboration มาหลายแบรนด์แล้ว แต่โปรเจ็กต์นี้ เป็นหนึ่งในโปรเจ็กต์ที่ผมตื่นเต้นที่สุดเพราะว่าเราใส่ตั้งแต่ประถม เราเห็นตั้งแต่ประถม เราไม่คิดว่าวันนึงจะได้มาทำในรุ่นของเราเอง แล้วความตื่นเต้นตรงนี้เราก็เอามาคิดให้รอบคอบว่าเราต้องการนาฬิกาออกมาเป็นแบบไหน คอนเซ็ปต์ที่มาที่ไปเป็นยังไง  คือของผมมันจะต่อยอดมาจากเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นในยุค’90s เพราะว่ามันเป็นยุคที่ผมเกิด เป็นยุคตั้งแต่เริ่มต้นที่ G-Shock เพิ่งมาใหม่ๆ ผมก็จับเอาศิลปะในยุค’90s ที่เรามองว่าโดดเด่นคือกราฟฟิตี้มาออกแบบเป็นคอลเล็กชั่น พอตัวเนี่ย (G-Shock x Carnival) มาต่อยอดผมก็มองว่า เนื่องจาก G-Shock มันเกิดในยุค’90s เป็นยุคที่เกิดพร้อมกับศิลปะกราฟฟิตี้ ผมก็เลยเอาศิลปะกราฟฟิตี้มาใส่ลงไปในนาฬิกา เป็นคอนเซ็ปต์ในการออกแบบครั้งนี้ครับ คือเรามองความเป็นตัวตนของเราเป็นหลักก่อนเลย หนึ่งคือ รุ่น DW6900 เนี่ยมันเป็นรุ่นที่หลายๆ แบรนด์สตรีตต่างประเทศเค้าหยิบออกมาทำ เพราะมันบ่งบอกความเป็นสตรีต สายสตรีตก็จะชอบรุ่นนี้ประมาณนี้ แล้วผมมองว่ามันเหมาะกับคนที่แต่งตัวแนวนี้ ชอบรองเท้าชอบนาฬิกาชอบสตรีตแฟชั่นเนี่ย ผมว่ารุ่นนี้เหมาะ ผมก็เลยหยิบเอารุ่นนี้มา เพราะเราอยากให้คนที่เป็นตัวตนแบบเรา ลูกค้าเราได้ใส่แล้วรู้สึกมันถนัด

ก้าวต่อไปของ Carnival

จริงๆ ผมเชื่อว่ามันเป็นความฝันของทุกคนในการทำร้านรองเท้า คือการได้ collaborate กับแบรนด์ระดับโลก แต่ทีเนี่ยด้วยตลาดประเทศไทยที่มันค่อนข้างจะเล็กกว่าประเทศอื่น มันต้องใช้เวลาในการพัฒนาตลาดให้ต่างชาติเห็นและยอมรับ ซึ่งที่ผ่านมาผมว่าตลาดประเทศไทยโตเร็วที่สุดในละแวกนี้ ในอาเซียน โลกก็เริ่มหันมามองประเทศไทยแล้วจากกระแสความบ้ารองเท้าหรือว่ายอดขายที่มันโตเร็วมากๆ แต่ผมบอกได้เลยว่ามันไม่ง่าย เพราะว่าทั่วโลกมันก็มีเยอะ กว่าเขาจะมาคัดเลือกแบรนด์เรามันก็ต้องใช้เวลา ความฝันของผมคือพาให้ประเทศไทยเป็นจุดสนใจของต่างชาติ และร้านเราวันนึงก็จะได้ทำรองเท้ารุ่นพิเศษของเราเอง

เราก็หวังว่าวันที่ Carnival ร่วมงานกับแบรนด์รองเท้าระดับโลก เหมือนที่ Canival ได้ร่วมงานกับแบรนด์นาฬิการะดับโลกนั้นจะมาถึงไวๆ เพราะเราจะไปเข้าคิวรอซื้อสนีกเกอร์คู่นั้นที่หน้าร้าน Carnival พร้อมแสดงบัตร Gold Member ที่คุณปิ๊นจะจัดให้เราอย่างสาสมใจ!

 

เรื่อง : Thame Kittichai, KANT
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/08/sq-12-1024x1024.jpg