FASHION
เมื่อบริษัทเทคโนโลยีผันตัวเองสู่บริษัทแฟชั่นระดับโลก
More Than Fashion

ในตอนบ่ายที่อบอุ่นวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาของ Fast Retailing สำนักงานสุดหรู ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านที่กำลังรุ่งเรืองในฐานะ ‘ความหรูหราแบบเซอร์ๆ’ อย่าง Hell’s Kitchen ในมหานครนิวยอร์กที่เป็นแหล่งที่ตั้งของแบรนด์แฟชั่นหลากหลายอย่าง Helmut Lang, Theory และแน่ละ Uniqlo

ผู้บริหารระดับท็อปและบรรดาดีไซเนอร์ต่างมารวมตัวกันในนิวยอร์กที่งานเปิดตัวคอลเล็กชั่น Fall/Winter ของยูนิโคล่ ซึ่งนี่เป็นโอกาสสุดพิเศษที่ผู้ก่อตั้งบริษัท ซึ่งเป็นผู้ครองตำแหน่งชายที่มั่งคั่งที่สุดในญี่ปุ่นในปัจจุบันอย่าง Tadashi Yanai ก็อยู่ที่นี่ เพื่อพูดคุยกับสื่อถึงแผนการในอนาคตของเขาที่มีต่อบริษัท

อะไรๆ ไม่ได้ราบรื่นไปเสียหมดอย่างที่หวังเอาไว้ ยานาอิได้ประมาณการยอดขายไว้ที่ 50,000 ล้าน USD ภายในปี 2020 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะทำให้ Fast Retailing กลายเป็นบริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันตัวเลขนั้นตกไปที่ 29,000 ล้าน USD และ American Dream ของเขาก็ไม่เป็นไปตามที่คาดหมายไว้ ไลน์ back-to-basics ของยูนิโคล่นั้นไม่สามารถครองตลาดอเมริกันได้รวดเร็วอย่างที่คิด แต่ยานาอิยังไม่ยอมแพ้ ยูนิโคล่ยังเป็นเจ้าของพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดใน 5th Avenue ถนนสายช็อปปิ้งที่หรูหราที่สุดในนิวยอร์ก และแม้ว่าจะไม่นับรวมตลาดอเมริกัน ทางบริษัทก็ยังคาดการณ์ถึงการขยายตัวอย่างมหาศาลในเอเชีย โดยเฉพาะจีน และไทยและบริษัทได้ลงทุนไปกับเทคโนโลยีให้เป็นพลังขับเคลื่อนเบื้องหลังความสำเร็จ พวกเขาหวังว่าเส้นใยที่ดีกว่า ทนทานกว่าจะช่วยได้ ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาในย่าน Hell’s Kitchen นักวิทยาศาสตร์สิ่งทอกำลังหาทางทำให้ผ้าเดนิม ‘ที่ไม่ผ่านกระบวนการ’ มีความสวมใส่สบายมากขึ้น และพยายามจะทำการพิมพ์ลายแบบ 3D ลงไปในผ้าแคชเมียร์และผ้าขนแกะ ความพยายามเหล่านี้เป็นพลังที่อยู่เบื้องหลังไลน์เสื้อผ้าที่ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยของยูนิโคล่ทั้งสามไลน์ นั่นคือ Heattech (เสื้อและกางเกงที่ออกแบบให้เก็บกักความอบอุ่นซึ่งเปิดตัวไปในปี 2003), Ultra light down ที่ประกอบด้วยตัวเก็บความร้อนน้ำหนักเบาที่ใช้ในแจ็กเกต เริ่มขายในปี 2009) และล่าสุดคือ Airism (เสื้อกล้ามตัวในที่ออกแบบมาให้ระบายเหงื่อได้ดี เปิดตัวไปเมื่อปี 2013)

บริษัทยังใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างสรรค์ดีไซน์ต่างๆ ที่อ้างอิงจากการซื้อของผู้บริโภค เหมือนกับที่ Netflix แนะนำภาพยนตร์โดยอ้างอิงจากภาพยนตร์ที่คุณได้ดูไปแล้วนั่นเอง ยานาอิยังได้วางแผนที่จะทำให้ลูกค้าสามารถรับการจัดส่งโดยตรงจากโรงงานได้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า “ข้อมูลต่างๆ จะต้องถูกถ่ายทอดและแปลออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่อย่างรวดเร็วมากที่สุด” 
ยานาอิกล่าว “และนั่นจะเป็นชื่อของเกมการแข่งขันครั้งนี้”

ความเฟื่องฟูของเทคโนโลยี
ความคิดที่ว่าเทคโนโลยีจะผลักดันให้แบรนด์ก้าวสู่ทศวรรษข้างหน้านั้นเป็นแนวคิดที่แทรกซึมอยู่ทั่วแก่นการบริหารของบริษัท “เราเป็นบริษัทเทคโนโลยี ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์แฟชั่น” Naoki Takizawa ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของยูนิโคล่กล่าว “ลองดูชุดกีฬาเป็นตัวอย่าง มันออกแบบมาโดยโฟกัสที่การเคลื่อนไหว หรือการออกกำลังท่าใดท่าหนึ่ง มันคือเทคโนโลยี นั่นคือเหตุผลที่เราพัฒนา Heattech และ Airism” ทาคิซาวาอธิบายว่า LifeWear คือการจับคู่ความต้องการของลูกค้าเข้ากับเทรนด์แฟชั่นและการพัฒนาของเทคโนโลยี “พอเราเจอวัตถุดิบใหม่ๆ ที่ทำจากใยคาร์บอนซึ่งใช้ในการผลิตเครื่องบินของโบอิ้ง เรารู้เลยว่าเราเจออะไรดีๆ เข้าแล้ว แต่คืออะไรล่ะ? เราเอามาใช้กับชุดชั้นในได้ไหม? หรือจะเป็นเสื้อตัวนอก? ชุดกีฬาล่ะ? ที่สุดแล้วเราพัฒนาออกมาเป็น Heattech แต่ทุกอย่างมันเริ่มต้นที่เทคโนโลยี คนอาจจะไม่สนใจเรื่องนี้ เพราะอย่างนั้นเราต้องรวมมันเข้ากับอะไรที่มันดั้งเดิม”

 

การพุ่งเป้าไปที่เสื้อผ้าที่สวมใส่ได้จริงคือสิ่งที่ยูนิโคล่เชื่อว่าจะเป็นตัวที่ตีกรอบเทรนด์แฟชั่นในอนาคต ในยามที่ผู้บริโภคเลิกตั้งหน้าตั้งตาที่จะสร้างตัวตนผ่านยี่ห้อ และเริ่มหันไปสนใจที่ ‘เวลา’ และ ‘ประสบการณ์’ ยูนิโคล่ เชื่อว่าอุตสาหกรรมนี้จะเปลี่ยนแปลงไป แบรนด์จะหันมารุกตลาดระดับแมสมากขึ้น และวงจรของแฟชั่นอาจจะไม่มีอยู่อีกต่อไปเลยด้วยซ้ำ

แบรนด์แฟชั่นที่มีอาณาจักรกว้างไกลทั่วโลกอย่างยูนิโคล่เข้าใจว่ารสนิยมนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด และในขณะที่บางแบรนด์ต้องเผชิญกับงานยากในการยัดเยียดรสนิยมของตัวเองให้เข้ากับผู้บริโภคที่มีมุมมอง ความอ่อนไหว และความชื่นชอบแตกต่างออกไป ทาคิซาวานั้นเปิดรับให้กับความท้าทายนั้น “คนเราไม่ได้มีความคิดเดียว ไลฟ์สไตล์เดียว สไตล์นั้นก็ต่างๆ กันไป คนญี่ปุ่นชอบใส่เสื้อตัวใหญ่ มีรูปทรงที่ยาวหน่อย คนเกาหลีชอบอะไรที่สั้นขึ้นมาอีกนิด คนอเมริกันชอบธรรมชาติ และยุโรปก็ต่างออกไป สิ่งที่เราทำคือคุยกับเซนส์ของมนุษย์ เราดึงดูดลูกค้าโดยใช้สีสันและเนื้อผ้า แต่มันก็ยังไม่ง่าย”

จับมือกันก้าวไปในโลกใบใหญ่
ยูนิโคล่เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการยึดมั่นในคอนเซ็ปต์ LifeWear ของพวกเขาจะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถจะหวังพึ่งพาจุดเด่นนี้เพียงอย่างเดียว ดังนั้นการจับมือกันระหว่างแบรนด์จึงก้าวเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสีสันใหม่ๆ ในตลาดที่มีการแข่งขันดุเดือด ในงานเปิดตัวคอลเล็กชั่น Fall/Winter ที่จัดขึ้นในพื้นที่สุดชิกย่านริมน้ำของนิวยอร์กซึ่งโดดเด่นด้วยวิวแม่น้ำฮัดสัน มีการประกาศว่าตัวพ่อแฟชั่นฝั่งอังกฤษอย่าง J.W. Anderson จะเปิดตัวคอลเล็กชั่นที่จับมือกับยูนิโคล่ โดยแอนเดอร์สันกล่าวว่าเขาปลื้มใจมากที่ผลงานดีไซน์ของตนเองจะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในหลากหลายระดับ ทั้งสองฝ่ายหวังว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ โดยหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของยูนิโคล่ Yuki Katsuta ได้กล่าวในภายหลังว่าการจับมือกันครั้งนี้จะทำให้แบรนด์สามารถแตะสิ่งที่เป็นประเพณีดั้งเดิมในขณะที่ยังทำให้พวกเขาสามารถเดินหน้าต่อไปเพื่อสร้างสรรค์ความก้าวหน้าในการออกแบบอะไรใหม่ๆ “เสื้อผ้าที่เราสวมใส่อยู่นี้ส่วนมากมีประวัติที่ยาวนาน สไตล์หลากหลายที่เกิดขึ้นมาจากเครื่องแบบและชุดทำงาน อย่างสไตล์ของอังกฤษที่เป็นดัฟเฟิลโค้ต และเสื้อหนาวถักแบบ fisherman’s sweaters ก็เป็นเพียงแค่สองตัวอย่างที่เล็กน้อยเท่านั้น” นอกจากนี้ยังมีการแย้มถึงการเปิดตัวครั้งแรกของไลน์เสื้อผ้าผู้ชายสไตล์ Parisian Chic โดย Inès de la Fressange ซึ่งเป็นที่รอคอยมานาน และคอลเล็กชั่นเอ็กซ์คลูซีฟ โดย Hana Tajima นักออกแบบชาวอังกฤษโดยกำเนิดที่เปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมอีกด้วย สิ่งที่สังเกตได้ชัดที่สุดในงานเปิดตัวครั้งนี้คือจำนวนงานคอลลาบอเรชั่นกับดีไซเนอร์ตะวันตก

ถ้ายูนิโคล่หวังว่าตลาดเอเชียจะเป็นตัวนำความเติบโตมาให้แบรนด์ พวกเขาไม่ควรจะโปรโมตดีไซน์แบบเอเชียหรอกหรือ? ทาคิซาวาอธิบายว่าในปัจจุบันดีไซเนอร์เอเชียมีความจำเป็นจะต้องรับเอาความคิดแบบตะวันตกมาเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในตลาดระดับโลก “นั่นเป็นประเด็นที่ดีเลย” เขากล่าวก่อนจะหยุดคิด “แบรนด์เชื้อสายเอเชียอิงอยู่กับประเพณีพื้นฐานเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น ถ้าเรามีความเป็นเอเชียมากเกินไป เราอาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มลูกค้าในระดับอินเตอร์”

เทคโนโลยี x การออกแบบ
ยูนิโคล่ไม่ได้แค่เห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีในขั้นตอนการออกแบบเท่านั้น และยังคงหวังว่าจะนำระบบใหม่มาใช้ในการเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคเพื่อฉวยโอกาสจากโลกดิจิทัลในปัจจุบัน และแบรนด์ยังวางแผนจะบอกลาแนวคิด one-size-fits-all ที่เป็นสูตรสำเร็จแบบดั้งเดิมและแทนที่ด้วยการออกแบบเสื้อผ้าที่เฉพาะเจาะจงกับความต้องการของลูกค้าและส่งมันถึงหน้าร้านหรือถึงบ้านของผู้บริโภคภายใน 10 วันหลังจากรับออร์เดอร์

ในการเข้าถึงความเป็นส่วนตัวมากขึ้นที่จะพบในบริการใหม่นี้ ผู้บริโภคจะสามารถเลือกแก้ไขเสื้อผ้าให้เป็นไปตามความต้องการได้ทั้งไซซ์ สี และแบบ และสามารถทำได้ทั้งที่หน้าร้านและออนไลน์ การจัดส่งถึงบ้านจะใช้เวลา 10 วันจากวันที่วางออร์เดอร์และราคานั้นคาดว่าจะคล้ายคลึงกันกับราคาที่สั่งทางหน้าร้าน เราไม่รู้ว่าเมื่อไรบริการนี้จะเปิดตัว แต่เมื่อมันเปิดตัว ยูนิโคล่จะก้าวสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

เรื่อง : อากฤษฎ์ บุญใหญ่
ภาพ : Courtesy of Brands, Getty Images
you may also like
FASHION
Gucci จับมือกับดีไซเนอร์ไอคอนแห่งยุค 80's
FASHION
ออกรองเท้าใหม่สุดสร้างสรรค์ด้วยคอนเซปท์ Art and Craft
FASHION
แรงบันดาลใจสำหรับเสื้อผ้าสไตล์ใหม่ๆ
FASHION
นอกจากความยาวแล้ว Versace ก็ใส่อะไรให้คิดกันด้วย
FASHION
เชื่อว่าหลายคนกำเงินรอตั้งแต่ต้นปีแล้ว
FASHION
พื้นที่ 82 ตารางเมตร กับสัญญาเช่ามูลค่า 700 ล้านบาท
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/07/sq-1-1024x1024.jpg