เมื่อประเทศญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจแห่งวงการแฟชั่นโลก
FASHION
เมื่อประเทศญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจแห่งวงการแฟชั่นโลก
Japan’s Fashion Empire


ญี่ปุ่นถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก ทั้งในเชิงความคิดสร้างสรรค์และพาณิชย์ แค่ในปี 2015 ญี่ปุ่นก็เป็นตลาดแฟชั่นลักชัวรี่ที่ใหญ่สุดเป็นอันดับสองของโลกด้วยมูลค่าสูงถึง 22.7 พันล้าน USD ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่ช่วงแฟชั่นวีกเหล่าบายเยอร์จากญี่ปุ่นจะมีความสำคัญเทียบเท่า (หรือมากกว่า) บรรณาธิการจากนิตยสารต่างๆ โดยกวาดที่นั่งฟรอนต์โรว์ในโชว์สำคัญ ส่วนหลายแบรนด์ก็ขยายจำนวนร้านค้าเพิ่มขึ้นในญี่ปุ่นเพื่อรองรับความต้องการสินค้าและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไปญี่ปุ่นเพราะเงินเยนอ่อนค่าลง ซึ่งมีทั้งคนจีนที่คลั่งแบรนด์เนมและคนไทยเราเองที่ไปเที่ยวกันมากขึ้นเพราะไม่ต้องใช้วีซ่าเพื่อเข้าประเทศ

แต่อำนาจของญี่ปุ่นในสมรภูมิแฟชั่นไม่ได้จบแค่ด้านธุรกิจ ในส่วนเสื้อผ้าเอง ญี่ปุ่นก็สร้างแรงบันดาลใจตั้งแต่ชุดซามูไร ชุดกิโมโน จนถึงชุดฮาราจุกุ แถมด้วยประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นที่ผูกกับสหรัฐอเมริกาช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สองและเพิร์ล ฮาร์เบอร์ การแต่งตัวของทหารอเมริกันก็สร้างความคลั่งไคล้ต่อคนญี่ปุ่น เช่น กางเกงยีนส์ เสื้อ หรือพวก souvenir jacket ที่ให้บรรดาช่างฝีมือของญี่ปุ่นมาปักลวดลายต่างๆ ในสไตล์อาเซียนอย่างลายมังกร ซึ่งคนญี่ปุ่นก็นำมาเป็นแรงบันดาลใจ ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเอง และพอช่วงหลังก็กลับมาฮิตทั่วโลกอีกครั้งตามที่เทรนด์มักหมุนรอบเป็นวงกลม

The Masters
บทบาทของดีไซเนอร์ญี่ปุ่นก็ถือว่ากว้างขวางและเป็นที่นิยมทั่วทุกมุมโลก เนื่องจากมีรูปแบบที่ใหม่และไม่ได้วิ่งตามใคร เราเริ่มเห็นดีไซเนอร์ญี่ปุ่นหลายคนบุกตลาดแฟชั่นโลกจากการไปแสดง
ผลงานที่กรุงปารีสตั้งแต่ยุค’70s และได้รับความนิยมมาโดยตลอด จนหลายคนกลายเป็นตำนานไปแล้ว

เริ่มด้วย Kenzo Takada ที่ก่อตั้งแบรนด์ Kenzo ที่กรุงปารีสในปี 1970 หลังจากย้ายมาจากญี่ปุ่นในปี 1964 เสื้อผ้าของเคนโซ่เน้นความสนุกสนาน สีสันจัดจ้าน และใช้ลวดลายพริ้นต์รูปสัตว์และดอกไม้ที่เหมือนยกมาทั้งสวน อาณาจักรของแบรนด์นี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนทุกวันนี้อยู่ภายใต้เครือ LVMH และมีไลน์สินค้าตั้งแต่ของแต่งบ้าน น้ำหอม จนถึงเสื้อผ้าเด็ก

อีกหนึ่งวีรบุรุษแห่งวงการแฟชั่นญี่ปุ่นที่มาในยุคไล่เลี่ยกับเคนโซ่ก็คือ Kansai Yamamoto ซึ่งเน้นเสื้อผ้าอาวองต์การ์ดและนำลวดลายญี่ปุ่นโบราณมาปรุงแต่งให้ร่วมสมัยและมีสีสัน คันไซ
โชว์คอลเล็กชั่นแรกของตัวเองที่ลอนดอนในปี 1971 และเปิดร้านที่ปารีสในปี 1977 ผลงานสร้างชื่อให้คันไซคือการทำชุดคอสตูมให้ David Bowie ยุค Ziggy Stardust ที่มีชุดไอคอนิกอย่างจัมป์สูท 
ล่าสุดผลงานของคันไซยังได้นำไปใช้เป็นแรง-บันดาลใจให้กับคอลเล็กชั่น Cruise 2018 ของ Louis Vuitton อีกด้วย

จะไม่พูดถึง Rei Kawakubo ณ นาทีนี้คงไม่ได้ อีกหนึ่งดีไซเนอร์ญี่ปุ่นผู้แหกกฎเกณฑ์แฟชั่นและกลายเป็นวีรสตรีของโลกแฟชั่นทุกวันนี้ ผู้หญิงวัย 74 ปีคนนี้ก่อตั้งแบรนด์ Comme des Garçons ตั้งแต่ปี 1969 ก่อนจะไปแสดงที่ปารีสในปี 1981 และเปลี่ยนมุมมองของแฟชั่นกับสไตล์ที่คนนิยามว่า ‘Anti-Fashion’ ที่เน้นรูปทรงที่อาวองต์การ์ด แปลกแหวกแนว เล่นกับสีดำเป็นหลัก แต่พอจะใช้สีหรือลวดลายก็จี๊ดจ๊าดจนคาดไม่ถึง แม้เรอิเองจะจำกัดการพูดคุยกับสื่อและไม่ออกมาโค้งคำนับในตอนท้ายโชว์ทุกซีซั่น แต่ด้วยผลงานที่ไร้ขอบเขตและการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนดีไซเนอร์หน้าใหม่อยู่เป็นประจำกับการไปขายที่ร้าน Dover Street Market ที่เธอเป็นเจ้าของ เธอจึงเปรียบเสมือนแม่ของวงการแฟชั่น และไม่น่าแปลกใจที่พิพิธภัณฑ์ MET จะเลือกจัดนิทรรศการให้เธอในปีนี้

Issey Miyake ก็เป็นอีกหนึ่งดีไซเนอร์ญี่ปุ่นที่เริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเองในปี 1970 และยกระดับวงการแฟชั่นโลกมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับเทคนิคผ้าพลีต (pleat) ที่ประสบความสำเร็จจน
ได้ทำไลน์ ‘Pleats Please Issey Miyake’ ออกมา ธุรกิจของอิซเซ่ทุกวันนี้มีตั้งแต่ไลน์เสื้อผ้าจนถึงน้ำหอมที่สร้างรายได้มหาศาล โดยเฉพาะกลิ่น L’eau d’Issey ที่กลายเป็นตำนานไปแล้ว และยังคงทำยอดขายให้กับแบรนด์เป็นกอบเป็นกำ อีกหนึ่งไฮไลต์ของอิซเซ่คือการเป็นดีไซเนอร์เสื้อคอ-เต่าสีดำของ Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple ซึ่งเป็นหนึ่งในไอเท็มเสื้อผ้าชิ้นสำคัญที่สุดในป๊อปคัลเจอร์

ถ้าเราต้องหาดีไซเนอร์ญี่ปุ่นในตำนานที่เป็นสไตล์ไอคอนในการแต่งตัว (และวางตัว) สำหรับสุภาพบุรุษก็คงหนีไม่พ้น Yohji Yamamoto ดีไซเนอร์คนนี้ถึงแม้จะเรียนจบด้วยปริญญาด้านกฎหมาย แต่เขาก็ตัดสินใจหันมาเอาดีทางแฟชั่นโดยการเข้าไปช่วยธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าของแม่ ในปี 1981 เขาเปิดคอลเล็กชั่นครั้งแรกที่กรุงปารีสพร้อมกับเรอิ คาวาคุโบะ ที่เขาคบหาอยู่ด้วยในตอนนั้น
โยจิถือเป็นดีไซเนอร์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งการตัดเย็บที่เฉียบคมสำหรับเสื้อผ้าสำเร็จรูป โดยเสื้อผ้าของโยจิจะไม่เน้นรูปทรงเข้ารูป และเล่นกับโทนขาวดำเป็นหลัก ส่วนอีกหนึ่งความสำเร็จของโยจิก็คือการทำไลน์สปอร์ตแวร์ Y-3 ที่ได้รับความนิยมสุดๆ ตั้งแต่เปิดตัว รวมถึงทำสินค้าหลายชิ้นกับ Adidas อีกด้วย

NEXT GENERATION
ทศวรรษต่อๆ มาเราก็ยังคงได้เห็นอีกหลายแบรนด์จากญี่ปุ่นเติบโตบนเวทีโลกและได้รับความนิยม เช่น White Mountaineering, Undercover, Christian Dada, Visvim, Junya Watanabe และ TAKAHIROMIYASHITATheSoloist ที่มีการจัดรันเวย์โชว์หรือพรีเซนเทชั่นที่ปารีสเกือบทุกซีซั่น เสน่ห์โดยรวมของแบรนด์เหล่านี้คือการดีไซน์เสื้อผ้าที่ไม่ได้เน้นความจัดจ้านเพื่อเป็นไอเท็มฮิตติด
เทรนด์ แต่จะเน้นการรังสรรค์ที่ประณีต มีความฟังชันนัล ทำมาจากเนื้อผ้าใหม่ๆ ที่คิดค้นขึ้นมาโดยเฉพาะ และสำคัญสุดคือการมีสไตล์และจุดยืนของตัวเองที่ชัดเจน

ส่วนแบรนด์ A Bathing Ape ของดีไซเนอร์ Nigo (ที่ยังเป็นเจ้าของร่วมกับ Pharrell Williams กับแบรนด์ Billionaire Boys Club อีกด้วย) ที่ก่อตั้งในปี 1993 ก็ได้กลายเป็นแบรนด์สตรีตแวร์ผสมกลิ่นอายฮิปฮอปที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีสาวกทั่วโลก ความน่าสนใจของอะเบธิงเอปคือการวางตัวเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์กับไอเท็มเบสิกที่ใส่ได้ทุกวันอย่างเสื้อยืดกราฟิก โดยจะมีโปรเจ็กต์คอลลาบอเรชั่นอยู่เป็นประจำกับทั้ง Hello Kitty, Supreme หรือแม้แต่การเอาลายครามและโลโก้ลิงสุดไอคอนิกของแบรนด์ไปอยู่บนกระป๋องเป๊ปซี่ ความสำเร็จของแบรนด์นี้ถึงขั้นที่บริษัท I.T ของฮ่องกงซื้อหุ้น 90.27% ของแบรนด์ไปในปี 2011 และขยายสาขาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ไทยเราก็มีร้านอยู่ที่ The Emquartier

DENIM FACTOR
หากถามสาวกกางเกงยีนส์ตัวจริงว่าประเทศไหนผลิตยีนส์ได้คุณภาพดีที่สุด ประเทศญี่ปุ่นติดหนึ่งในสามแน่นอน ยีนส์เข้ามามีบทบาทในญี่ปุ่นเพราะอิทธิพลของวัฒนธรรมอเมริกันตั้งแต่ยุค’50s ตอนที่ทหาร G.I. ยังอยู่ในประเทศและชอบใส่กาง-เกงยีนส์ Levi’s เป็นชุดนอกเครื่องแบบ แถมตอนนั้นผู้ชายก็จะคลั่งไคล้บรรดาฮอลลีวู้ดไอคอน เช่น James Dean และ Marlon Brando ที่ใส่กางเกงยีนส์เป็นประจำในหนัง แต่เพราะราคาการนำเข้าของกางเกงยีนส์จากต่างประเทศมีราคาสูง คนจึงหันมาผลิตเองในราคาที่ย่อมเยาขึ้น แต่ก็เปี่ยมไปด้วยคุณภาพและตามมาตรฐานที่ใช้กระบวนการแบบดั้งเดิม เช่น การฟอก การตัดเย็บ และการคัดสรรเนื้อผ้าคอตตอน

แบรนด์กางเกงยีนส์เจ้าแรกของญี่ปุ่นก็คือ Big John ที่ก่อตั้งในปี 1965 และมีอีกหลายแบรนด์ตามมา อย่าง Momotoro ที่คนนิยมไปซื้อที่ถนนโคจิมา (Kojima) ในเมืองโอคายามา (Okayama) แต่หากคุณมีแพลนไปเที่ยวโอซาก้าก็ควรไปดูแบรนด์ในกลุ่ม Osaka 5 ที่ประกอบไปด้วย Full Count, Evisu, Studio D’Artisan, Denime และ Warehouse

ทุกวันนี้กางเกงยีนส์พรีเมียมจากญี่ปุ่นมีราคาตั้งแต่ 1,000 USD ต่อตัว หรือสูงถึง 40,000 USD สำหรับเวอร์ชั่นวินเทจ สำหรับใครที่ต้องการศึกษาเรื่องยีนส์ญี่ปุ่นต่ออย่างจริงจัง ขอแนะนำให้ไปดูหนังสารคดีเรื่อง Weaving Shibuya ที่จะทำให้เข้าใจถึงประวัติความเป็นมาและเหตุผลที่ทำให้กางเกงยีนส์จากญี่ปุ่นมีราคาสูง

FUTURE LEGACY
เราเชื่อว่าต่อไปบทบาทของญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมแฟชั่นจะไม่ลดลงอย่างแน่นอน และอาจทวีคูณด้วยซ้ำ เสน่ห์ของแบรนด์และดีไซเนอร์ญี่ปุ่นอยู่ตรงที่พวกเขาไม่ได้เลือกเดินตามกระแสโลกของเทรนด์แฟชั่น แต่มีจุดมุ่งหมายและสไตล์ที่เป็นตัวเองอย่างชัดเจน คอลเล็กชั่นแรกอาจไม่ได้ปังฮิตติดลมบนและได้เซเล็บใส่โปรโมตขึ้นอินสตาแกรมให้ แต่เพราะแบรนด์เหล่านี้เชื่อมั่นในทิศทางของตัวเอง และเพราะความเป็นออริจินัลนี้เองที่วันหนึ่งยังไงคนก็ต้องสนใจ และทำให้แบรนด์อยู่รอดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของวงการที่อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้

เรื่อง : คริสตอฟเฟอร์ สเวนซัน
ภาพ : Courtesy of Brands, Getty Images
you may also like
FASHION
ว่ากันว่างานนี้มีแฟนเก่าของเขาถึง 3 คน
FASHION
จะแต่งตามก็ไม่ว่ากัน
FASHION
เปลี่ยนสไตล์ให้เสื้อยืดขาวตัวเดิม
FASHION
Bajowoo แห่ง 99percentis กับนิยามที่ว่า “คนแน่แน่ว เท่านั้น ผู้ชนะ”
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/07/sq-4.jpg