FASHION
ทำความรู้จักไทยดีไซน์เนอร์จากโครงการ Designers’ Room (P.1)
บทสัมภาษณ์พิเศษ 5 แฟชั่นดีไซเนอร์ไทยที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ

หากได้ติดตามสื่อต่างๆ ระดับโลกของวงการแฟชั่นในช่วงเวลานี้แล้วล่ะก็ เราเชื่อว่าชื่อของดีไซเนอร์ไทยจะต้องผ่านตาเหล่าแฟชั่นนิสต้าไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคอลเล็กชั่นเด่นที่เหล่าเซเลบริตี้ระดับโลกหยิบขึ้นมาสวมใส่ หรือว่าผลงานการออกแบบที่มีความกล้า บ้าบิ่น ให้ออกมาเป็นลุคที่ไม่แพ้ชาติใดในเอเชีย
 

 
วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับเหล่าแฟชั่นดีไซเนอร์ไทยที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศจากโครงการ Designers’ Room ภายใต้การดำเนินงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP เพื่อสนับสนุนให้ความคิดสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์ของไทยได้ยกระดับขึ้นไปสู่สากล ด้วยบทสัมภาษณ์พิเศษในแทบลอยด์ The Creative Spirit ที่รวบรวมข้อมูล และแนวทางความสำเร็จของดีไซเนอร์แต่ละแบรนด์ โดยมีเป้าหมายก็เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับเหล่าดีไซเนอร์รุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังถือเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับดีไซเนอร์ที่จะก้าวขึ้นเป็นตัวแทนเจเนอเรชั่นต่อไปของวงการออกแบบไทย พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้บริโภคได้เข้าใจในกระบวนการผลิตชิ้นงานของ ดีไซเนอร์ ซึ่งเราได้นำรวบรวมเนื้อหาในเล่มมาไว้ที่นี่แล้ว
 

 
คุณฝน – วไลพรรณ ชูพันธ์ แบรนด์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ FLOW
 
สำหรับชื่อของ FLOW นั้นน่าจะทำให้เห็นคาแร็กเตอร์ของจิวเวลรี่แบรนด์นี้อย่างชัดเจน ด้วยส่วนประกอบของแบรนด์ที่เกิดจาก 2 ส่วนหลัก โดยหนึ่งก็คือเกิดขึ้นจากความชื่นชอบในสไตล์ที่มีความคลาสสิก คงคุณค่าเหนือกาลเวลาของตัวดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ คุณวไลพรรณ ชูพันธ์ และอีกส่วนคือเรื่องของงานฝีมือ ที่คุณวไลพรรณเลือกผสมผสานงานขึ้นแบบในแบบสมัยใหม่เข้ากับงานประกอบมือในรูปแบบของช่างโบราณ สร้างเอกลักษณ์ให้กับ FLOW จนเป็นที่รู้จักของร้านซีเล็คช้อปตามหัวเมืองแฟชั่นของโลก
 
จากพนักงานบริษัทก้าวเข้าสู่ความเป็นเจ้าของแบรนด์ของตัวเอง“เริ่มจากฝนจบด้านออกแบบเครื่องประดับ ในช่วงเริ่มต้นชอบทำงาน Making ด้วย ทั้งออกแบบและผลิตพิมพ์ต้นแบบ งานก็จะเป็นแนวเชิงทดลอง ค้นหารูปแบบ ค้นหาคอนเซ็ปต์ ซึ่งตอนนั้นเราทำงานออฟฟิศอยู่แล้ว ก็รู้สึกว่ามีแบบที่อยากจะทำ ก็เลยเริ่มทำแบรนด์ขึ้นมาเอง” คุณวไลพรรณเริ่มเล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปของแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งคุณฝนบอกว่า ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต จากพนักงานบริษัททำงานเครื่องประดับ ที่ต้องการหา Source แหล่งผลิตต่างๆ แล้วก็ได้รู้จักกับโครงการ Talent Thai & Designers’ Room จากเพื่อนๆ จนออกมาเริ่มทำแบรนด์ของตัวเอง “ฝนเองตอนนั้นทำงานบริษัท เราไป Sourcing หาแหล่งผลิต หาดีไซเนอร์ที่จะมาทำชิ้นส่วนอะไหล่ให้กับบริษัท ก็เลยรู้จักโครงการนี้ แล้วก็มีพื้นที่ให้แสดงงานที่งานแฟร์ เริ่มแรกเลยรู้จักกับโครงการ Talent Thai ก่อน แล้วก็มาเป็นโครงการ Designers’ room คือ Talent Thai จะมีงานออกแบบที่หลากหลาย มีของตกแต่งบ้าน และมีเครื่องประดับเป็นหนึ่งในโปรดักต์ พอออกมาทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ก็ให้เข้ามาร่วมกับ Designers’ Room เพราะค่อนข้างตรงกว่า และจะเน้นเรื่องของเสื้อผ้ากับเครื่องประดับ ซึ่งการเข้าร่วมกับ DITP ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ได้ขาย ได้เจอกับลูกค้าที่เป็นลูกค้าเราจริงๆ ที่มาดูงานเรา คอมเม้นต์ ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เปิดตัวเลย จากที่เราทำงานบริษัท ก็จะมีแผนกอื่นๆ แต่พอมาทำแบรนด์ของตัวเอง ก็ต้องทำหน้าที่ที่หลากหลาย ทำงานเองด้วย หาที่วางสินค้า บริการลูกค้าเอง ถือว่าต้องปรับตัวเยอะ แต่ก็สนุก”
 

 
คุณเจื้อย – จุฑาพัชร์ วิทยา เจ้าของแบรนด์ Pilantha
 
แบรนด์จิวเวลรี่ของไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก หลังจาก Accessories Magazine นิตยสารชั้นนำของวงการแอ๊กเซสซอรี่จากนิวยอร์ก ได้ยกให้ Pilantha เป็นหนึ่งในสิบแบรนด์ไทยที่น่าจับตามองที่สุดแบรนด์หนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งนั่นก็น่าจะเพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความคิดสร้างสรรค์สไตล์ไทยๆ นั้นโดดเด่นไม่แพ้ชาติใดๆ
 
ลวดลายและเส้นสายของความเป็นไทยคือจุดเริ่มต้นของผลงาน
 
คุณเจื้อย – จุฑาพัชร์ วิทยา ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของ Pilantha ว่าเกิดจากความชื่นชอบส่วนตัวในความเป็นไทยของเธอจนอยากทำให้ความเป็นไทยสามารถเข้ากับทุกคนได้ “เกิดจากความชอบส่วนตัวที่เจื้อยชอบศิลปะไทย แบรนด์ Pilantha จะเป็นการจำลองเรื่องราวของศิลปะไทย ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม ความเชื่อ กราฟิกต่างๆ ที่เป็นไทยๆ เรารู้สึกว่าศิลปะไทย เครื่องประดับ หรือไอเท็มไทยๆ ต่างๆ มันสวยก็จริง แต่ไม่สามารถนำมาใช้กับคนปัจจุบันได้ เราจึงเลือกดีไซน์จิวเวลรี่ของเราให้มีกลิ่นอายความเป็นไทย ให้คนปัจจุบันสามารถใส่ได้กับทุกๆ โอกาส ซึ่งตอนแรกเราอยากทำใส่เอง พอเริ่มมีคนสนใจ เราก็ทำจำหน่าย”
 
ปรับความเป็นไทยเพื่อให้พร้อมไปสู่สากลอย่างมีเอกลักษณ์
 
สำหรับคอลเล็กชั่นล่าสุดในปี 2017 นี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่า Pilantha พร้อมที่จะก้าวสู่ความเป็นสากลอย่างแท้จริง งานดีไซน์แบบไทยที่ได้รับการลดทอนให้เข้าใจง่ายขึ้นในภาษาสากล คือหัวใจหลักของคอลเล็กชั่นใหม่นี้ “เราอยากทำไอเท็มให้ลูกค้าใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่ยังมีกลิ่นอายเดิมๆ ที่เราเคยทำก็น่าจะตอบโจทย์ลูกค้าในหลายโอกาสมากขึ้น” โดยคุณจุฑาพัชร์อธิบายถึงความเป็นมาของผลงานในซีซั่นนี้ พร้อมเสริมถึงแรงบันดาลใจที่เลือกนำเส้นสายแบบไทยเข้ามาใช้ในการออกแบบเครื่องประดับ “เราอยากทำทุกอย่างให้เรียบง่ายมากที่สุด แต่เราก็ยังมีเซตที่เป็นซิกเนเจอร์ของเราอยู่ ที่เหลือก็จะเป็นมินิมัลเซตให้ใช้ได้ในทุกวัน ซึ่งเรานำเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้เส้นที่ทำให้เกิดความรู้สึกไทย โดยทำอย่างไรให้เส้นนั้นสร้างความเป็นไทยออกมาได้ นำเอากราฟิกของไทย ให้ได้ความรู้สึกที่มีความอ่อนช้อย พลิ้วไหว มีจริตที่มีความเป็นไทย” แต่ถึงแม้จะปรับเปลี่ยนให้มีความเป็นสากลแต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยเอาไว้ “คือจุดหนึ่งที่เจื้อยชอบเกี่ยวกับความเป็นไทยมาก เพราะเรารู้สึกว่าเป็นคนไทย และเรามีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของความเป็นชาติเรา ซึ่งของเราเราก็ไม่อยากให้ต้องบอกว่ามาจากไทย แต่เห็นงานดีไซน์แล้วรู้เลยว่ามาจากประเทศไทย อยากให้มีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนไม่ว่าจะไปที่ไหนของโลก”
 

 
คุณสุวาสน์ เมฆคงถาวร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ WWA
 
วัยรุ่นสยามตั้งแต่ยุคสิบปีที่แล้วหรือในยุคนี้ หากชื่นชอบในเสื้อผ้าที่แหวก แหกกฎ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้าง การสวมใส่ หรือการมิกซ์แอนด์แมตช์ ชื่อของ WWA จะต้องเป็นชื่อแรกๆ ของแบรนด์เสื้อผ้าไทยที่นึกถึงแน่นอน เพราะเกือบ 20 ปีสำหรับการออกแบบเสื้อผ้าของ คุณสุวาสน์ เมฆคงถาวร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ WWA จุดมุ่งหมายของเขาคือ ได้เห็นเสื้อผ้าแต่ละชิ้นยังคงหยิบมาสวมใส่ได้อย่างไม่มีเบื่อ และทำให้ผู้สวมใส่มีความสุข ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ก็ตาม
 
เพราะความกล้าที่จะแตกต่างทำให้แบรนด์โดดเด่นจนถึงทุกวันนี้“ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าคิดอะไร” เป็นคำพูดเริ่มเรื่องของคุณสุวาสน์ กับการตัดสินใจทำแบรนด์ของเขา พร้อมเสริมว่า “แค่มันเป็นสิ่งที่เราคิด มันเป็นความคิดหนึ่งของเรา ที่เรามองว่ามันอาจจะเป็นทางเลือกของสังคมแฟชั่นได้ ซึ่งผมทำธุรกิจแฟชั่น ผมไม่ได้โตแบบก้าวกระโดด ผมมองแค่วันที่ผมเริ่มต้น ว่าผมอยากทำเสื้อ ผมมีเงินทุนอยู่เท่านี้ ผมก็ลองทำออกมาในลักษณะที่ผมมีกำลังที่จะทำมันได้ พอทำออกมาแล้วก็เรียนรู้มันไปเรื่อยๆ เกี่ยวกับการบริโภคของลูกค้า มันน่าจะใช้เวลา 3-4 ปี ที่เรารู้สึกว่ามีความแม่นยำมากขึ้นเกี่ยวกับลูกค้า แล้วก็สามารถให้น้ำหนักระหว่างเรื่องอุดมการณ์ของเรากับการสวมใส่จริงๆ ที่เรายังมีความสุขอยู่ ทุกวันนี้เรายังทำเสื้อผ้าที่เรารู้สึกว่าเป็นเสื้อผ้าที่อยู่ในอุดมคติของเราจริงๆ” ซึ่งเมื่อถามถึงแรงบันดาลใจของโครงสร้างเสื้อที่แหวก แหกทุกกฏดังกล่าว คุณสุวาสน์เล่าว่า “แรงบันดาลใจของแบรนด์จริงๆ หลักๆ มีอยู่เรื่องเดียว คือการออกจากกรอบทุกอย่าง มันเหมือนกับการที่มีความเชื่ออะไรบางอย่างในสังคม แล้วเราก็จับมันเรียงลำดับใหม่ แล้วการเรียงลำดับนั้นๆ ก็เกิดขึ้นตามช่วงเวลาที่เราทำคอลเล็กชั่น คือคอลเล็กชั่นมันจะไม่มีคอนเซ็ปต์ในเชิงที่เป็นเรื่องราวหรือเรื่องเล่า แต่เป็นแค่การหยิบช่วงเวลาต่างๆ มา คล้ายๆ กับการที่เรามีอาหารเหมือนคนอื่นๆ แต่ว่าเรานำมันมาปรุงใหม่ สัดส่วนใหม่ วิธีใหม่” พร้อมยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า “สมมติเรามองเข้าไปในสังคมหนึ่ง มีสังคมหลัก มีสังคมรอง ทั้งสังคมแฟชั่นและไม่แฟชั่นด้วย ถ้าเรามองว่าวันนี้คนในสังคมแฟชั่นมีโครงเสื้อผ้าที่ได้รับความนิยมเป็นแบบ A โครงเสื้อผ้าของคนสังคมธรรมดาเป็นรูปแบบ B เราจะหาจุดที่มันเหมาะสมที่สุด อย่างไม่หลงใหลในแฟชั่นจนเกินไป และอยู่ระหว่างสิ่งที่มันอยู่ในชีวิตจริงด้วย คือมันคล้ายๆ กับการผสมสัดส่วนใหม่เพื่อให้ได้รูปแบบที่แตกต่างจากสังคมที่มีอยู่ อย่างบางช่วงที่คนชอบสิ่งที่มันรัดรูปมากๆ บางครั้งเราก็อาจจะหลวมหรือหลวมมาก แต่บางช่วงเวลาที่หลวม เราก็จะอาจจะรัดรูปบ้าง ถามว่าเรามองแฟชั่นไหม เรามอง แต่ถามว่าเราหลงใหลแฟชั่นขนาดนั้นหรือเปล่า ก็คงไม่ใช่ แล้วเราก็อยู่บนพื้นฐานของชีวิตจริงที่ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเสื้อรันเวย์เพียงอย่างเดียว หรือใส่ไม่ได้จริง ซึ่งบางครั้งบางคนอาจจะบอกว่าเสื้อเราใส่ไม่ได้จริง แต่ในเหตุผลจริงๆ แล้ว ลูกค้าที่เรามีอยู่ในมือจริงๆ เขาใส่ในชีวิตประจำวัน”
 

 
คุณป๊อป – เฉลิมเกียรติ คติเกษม เจ้าของแบรนด์ Wonder Anatomie
 
เริ่มต้นจากการทำเสื้อผ้าแนวสตรีทเมื่อปี 2005 ภายใต้ชื่อ WonderWonder และได้รับการสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็น Young Designer จุดประกายให้เกิดเป็นความมุ่งมั่นในการทำแบรนด์ของตัวเอง จนในที่สุด คุณป๊อป – เฉลิมเกียรติ คติเกษมเลิศ ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้ง Wonder Anatomie ก็ได้เดินทางไปศึกษาเรื่องของแฟชั่นโดยเฉพาะที่ Institute Francais De La Mode หรือ IFM ที่ประเทศฝรั่งเศส และกลับมาพร้อมกับแรงบันดาลใจจากการเดินพิพิธภัณฑ์อะนาโตมี่ที่นั่น และได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เกิดเป็นคอลเล็กชั่นต่างๆ ของ Wonder Anatomie อีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่ได้ก้าวไปสู่ระดับโลก
 
แรงบันดาลใจจากการท่องเที่ยวที่ผนวกเข้ากับสรีระของมนุษย์
 
เมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของ Wonder Anatomie คุณเฉลิมเกียรติเล่าให้เราฟังถึงแรงบันดาลใจการสร้างสรรค์แบรนด์ ที่อยากให้เสื้อผ้าทุกคอลเล็กชั่นของเขานั้น บอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกัน และสื่อถึงแก่นของแบรนด์อย่างแท้จริง “พอไปเรียนแล้ว ไปชอบพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับ Anatomy ของที่นั่น กลับมาปุ๊บก็ทำแบรนด์ใหม่ ชื่อ Wonder Anatomie เหมือนเก็บคำว่า Wonder ไว้คำหนึ่ง แล้วเอาคำว่า Anatomy มาประกอบเข้าไป ซึ่งตอนนั้น Wonder Wonder เป็นเสื้อผ้าวัยรุ่นแบบสตรีท ยังไม่ค่อยมีแนวทางที่ชัดเจนเท่าไหร่ พอกลับมาก็อยากทำให้แบรนด์ชัดขึ้น ก็เลยกลายเป็น Wonder Anatomie โดยที่คอลเล็กชั่นก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยว แล้วเอาไอเดียตามสถานที่ต่างๆ เหมือนเอาสิ่งที่เราชอบในประเทศนั้นๆ มาผนวกกับ Anatomy มันก็จะเกิดเป็นคอนเซ็ปต์ของแต่ละสิ่ง” ซึ่งแม้แต่ละคอลเล็กชั่นจะบอกเล่าเรื่องราวของแต่ละสถานที่ที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็ยังมีจุดเชื่อมโยงอย่างชัดเจน “อย่างคอลเล็กชั่นล่าสุด เราเพิ่งไปแคมปิ้งมา ก็เลยหยิบเรื่องของการแคมปิ้งมาออกแบบ แล้วก็ผนวกกับเรื่องของร่างกายของมนุษย์เข้าไป โดยยังคงจุดเด่นของแบรนด์ ซึ่งก็คือลายพิมพ์ต่างๆ กับลายปักนูน ที่ทำให้ลวดลายต่างๆ บนผ้ามีความเป็น 3 มิติมากขึ้น โดยเหตุผลที่เราเลือกทำแบบนี้ก็เพราะเราอยากให้ทุกคอลเล็กชั่นมันมีความเกี่ยวโยงกัน ดังนั้นพอคนเห็นก็จะนึกถึงแบรนด์ของเราทันที” สำหรับใครที่กำลังมองหาเอกลักษณ์ให้กับงานดีไซน์ของตัวเองนั้น คุณเฉลิมเกียรติได้บอกเคล็ดลับที่เป็นจุดเริ่มต้นว่า “จริงๆ แล้วนำอะไรก็ได้ที่ตัวเองชอบมาผสมผสานกับเทรนด์หรือสิ่งที่เป็นปัจจุบัน แต่ต้องมีสิ่งที่เป็นคอนเซ็ปต์หลัก และเราก็นำคอนเซ็ปต์นั้นมาผสม เวลาจะก็ช่วยสร้างความกลมกลืน เหมาะสมของแบรนด์เอง สมมติเราไม่มีแก่นของแบรนด์ อย่างซีซั่นหนึ่งเราทำแบบนี้ อีกซีซั่นเราทำแบบนั้น มันเหมือนจะไม่มีจุดคอนเน็กต์ที่ทำให้คนรู้ว่ามันคือเรา อย่างเวลาที่เราดูโชว์ของเมืองนอก เราอาจจะไม่ต้องเห็นชื่อแบรนด์ว่าคืออะไร แต่เดินออกมาปุ๊บ เรารู้เลยว่าคือใคร”
 

 
คุณทิม – พิศิษฐ์ ศิริเหมะรัตน์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ KLAR Lov
 
แม้ว่าจะจบการศึกษาเรื่องของแฟชั่นมาจากประเทศเยอรมนี ที่คุณทิม – พิศิษฐ์ ศิริเหมะรัตน์ บอกกับเราว่า ด้วยความชอบส่วนตัวที่ชื่นชอบในความโรแมนติก และความรู้สึกสนุกที่ได้ทำงานอย่างไม่มีข้อจำกัด ทำให้เขานั้นผันตัวจากการทำเสื้อผ้า Ready to Wear มาเป็นการทำชุดแต่งงาน และทำให้แบรนด์เริ่มต้นของเขาอย่าง KLAR ได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็น KLAR Lov เพื่อทำให้สาวๆ ได้สวยที่สุดในวันสำคัญของเธอ
 
ดึงในสิ่งที่ตัวเองถนัดออกมาเป็นจุดเด่นของแบรนด์
 
เราได้เห็นชุดของ KLAR Lov มีฟอร์มที่โดดเด่นมาก ซึ่งคุณพิศิษฐ์ก็ได้บอกเล่าถึงจุดเด่นว่าเกิดจากสิ่งที่ตนทำได้ดี “ความถนัดของเราคือทำซิลลูเอต ทำฟอร์มขึ้นมาเอง รู้จักการใช้ฟอร์มให้เป็นประโยชน์ เหมือนบางทีดูว่าคนใส่เอวเล็กมาก แต่จริงๆ คนใส่ใส่แล้วพอดี หายใจได้ เจ้าสาวใส่ได้ แล้วเขาก็ดูเอวเล็ก ซึ่งเรามีวิธีของเรา มีศาสตร์ในการลด เพิ่มพอร์ชั่นต่างๆ เพิ่มตรงนี้ ลดตรงนั้นหน่อยนึง เหมือนหุ่น บางทีผู้หญิงบางคนเอว 26 แต่ถ้าบีบเข้ามาให้เหลือ 25 เขาก็ยังใส่ได้สบายอยู่ เนื้อคนมันบีบเข้ามาได้ แล้วเราก็เพิ่มสะโพกขึ้นมาหน่อย” โดยหัวใจของ KLAR Lov ก็เกิดจากความหลงใหลในแฟชั่นยุคโบราณ “KLAR Lov จริงๆ คือรูปโบราณเลยล่ะ รูปแฟชั่นโบราณ เอาตั้งแต่ 1800 หรือ 1900 หรือมีบางอย่างบางชิ้นอาจกระโดดไปที่ 1600 ด้วยความรู้สึกส่วนตัวที่ชอบของโบราณ เสื้อผ้าโบราณ ก็เลยมี Passion อยู่ตรงนั้น เอาของเก่ามาตีความใหม่”
 
นอกจากนี้ก็ยังผสมผสานด้วยอิทธิพลจากความเป็นเฟมินีน “สิ่งที่มีอิทธิพลหลักๆ คือผู้หญิง เพราะเราทำเสื้อผ้าผู้หญิง เราติดตามข่าวสาร เราก็จะดูผู้หญิงทั่วโลก ทั้งคนดัง คนธรรมดา ผู้หญิงแต่งตัวดี หรือว่าผู้หญิงที่เป็นแฟชั่นไอคอน นอกจากนี้มันก็มีเรื่องที่ลึกไปกว่านั้น ก็คือที่แอตติจูดของผู้หญิงคนนั้น” ทั้งนี้คุณพิศิษฐ์ได้กล่าวเสริมอีกว่า จริงๆ แล้วแรงบันดาลใจของแบรนด์นั้นเกิดขึ้นได้ทุกๆ ที่ อย่างคอลเล็กชั่นล่าสุดของ KLAR Lov ก็เกิดได้จากดอกลิลลี่ที่โดนรถทับ ซึ่งคุณพิศิษฐ์เล่าอย่างออกรสว่า “คือดอกลิลลี่เนี่ยมันสวยอยู่แล้ว สวยงามแบบแพงๆ แต่พอดีบังเอิญมันมีวันที่เราไปแถวปากคลองตลาด ไปเดินซื้อของ แล้วอยู่ดีๆ ก็เห็นดอกมันตกแล้วโดนรถทับแบนๆ แล้วมันสวย เราก็ถ่ายรูปมาเลย เสียดายที่รูปนั้นโดน Delete ทิ้งหายไปไหนแล้วไม่รู้ แต่ว่าภาพที่จับได้ ก็เลยกลายเป็น “คลาร่าแอนด์ดีล่า”
 
ส่วนเรื่องของการหาเอกลักษณ์ของแบรนด์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องอาศัยความใส่ใจ “เขาต้องชอบ ต้องชอบจริงๆ เขาต้องเคารพตัวของเขาเอง แล้วเขาต้องรักมัน ชิ้นงานของเขา หรือการออกแบบของเขา เขาต้องเข้าใจ ต้องรู้ว่าตัวเขากำลังทำอะไรอยู่ แล้วสิ่งที่เขาเจอมันจะอยู่นาน ดูอย่างอาไข่ (ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ชุดแต่งงานชื่อดัง Kai) จะ 50 ปีแล้ว อาไข่ก็ยังอยู่ เพราะทุกอย่างกลั่นออกมาจากใจ”
 
ติดตามเรื่องราวของดีไซน์เนอร์ชาวไทยอีก 5 คนที่มีผลงานโดดเด่นน่าจับตามอง บอกเลยว่าผลงานของดีไซน์เนอร์ชาวไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ได้ที่นี่เร็วๆ นี้
 
และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวโครงการ Designers’ Room ที่ www.creativethailand.net

you may also like
FASHION
กับการใช้ไอเท็มที่ทุกคนต้องมีติดบ้านอย่าง ถุง Ziploc
FASHION
นอกจากรองเท้าแล้วก็มีเสื้อผ้าคุณภาพพรีเมี่ยมมากมายให้เลือกอีกด้วย
FASHION
คอลเล็กชันรับหน้าหนาว ที่แค่เห็นแต่ละลายก็หนาวแล้ว
FASHION
คอลเลคชั่น QUEEN เพื่อเป็นเกียรติแก่ตำนานแชมป์แกรนด์แสลม 23 สมัย
FASHION
เดนมาร์กก็มีดีไม่แพ้เพื่อนบ้านในยุโรปเลยล่ะ
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/09/thmb.jpg