FASHION
ทำความรู้จักไทยดีไซน์เนอร์จากโครงการ Designers’ Room (P.2)
พบกับ 5 ไทยดีไซเนอร์ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้วที่เราได้นำเสนอ 5 ดีไซน์เนอร์จากโครงการ Designers’ Room ไปแล้วนั้น ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกถึงแรงบันดาลใจและความเป็นมาของดีไซน์เนอร์ไทยจากแบรนด์ดังอีก 5 แบรนด์ ด้วยบทสัมภาษณ์พิเศษจากแทบลอยด์ The Creative Spirit เช่นเคยที่จะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างและการแสดงความเป็นไทยในผลงานให้ชาวต่างชาติได้ประจักษ์ถึงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย

สำหรับแบรนด์ที่เราชวนมาทำความรู้จักกับพวกเค้าในครั้งนี้หลายท่านอาจจะเป็นที่รู้จักกันดี ทั้งเคยเห็นผลงานหรืออาจจะเคยใส่ชุดที่พวกเค้าออกแบบกันมาบ้างแล้ว ซึ่งก็คือ Rotsaniyom, Wisharawish, Realistic Situation, GLAM GOLD LABEL และ T-RA


คุณกิ๊ฟ – ฐิตา กมลเนตรสวัสดิ์ และ คุณอ๊อฟ – พงศ์ศักดิ์ กอบรัตนสุข ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Rotsaniyom
จากร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ที่เราเคยได้หยิบเสื้อผ้าติดไม้ติดมือกันในตลาดนัดสุดสัปดาห์อย่างจตุจักร ที่เกิดขึ้นจากความชอบในเสื้อผ้าของ คุณกิ๊ฟ – ฐิตา กมลเนตรสวัสดิ์ และ คุณอ๊อฟ – พงศ์ศักดิ์ กอบรัตนสุข จากความชอบเล็กๆ บวกกับผลงานความคิด สร้างสรรค์ในงานดีไซน์ ตอนนี้ “Rotsaniyom” ได้เติบโตขึ้นเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนเป็นของตัวเอง จนแตกขยายแบรนด์เพิ่มเติมไปอย่าง Rotsaniyom White Label ครอบครองหัวใจของสาวๆ หลายคน จนเข้าสู่ห้างดัง และแน่นอนว่าได้เป็นที่รู้จักในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นในเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง เพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ได้อย่างมหาศาล ซึ่งความสำเร็จตลอด 9 ปีนี้ ยังมีสิ่งใหม่ๆ ที่พวกเขายังอยากจะนำเสนอให้ได้ติดตามกันต่อไป

มุมมองจากกระแสสังคมไทยถ่ายทอดออกมาเป็นเสื้อผ้า
ถ้าใครคิดว่าเสื้อผ้าของ “Rotsaniyom” นั้นเป็นเพียงเสื้อผ้าลูกไม้ที่มีความสวยหวานหรือเป็นเพียงเดรสสีขาวละมุนละไมเท่านั้น ขอบอกเลยว่าคุณอาจคิดผิดอยู่ไม่น้อย เพราะทุกคอลเล็กชั่นของ Rotsaniyom นั้นล้วนผ่านกระบวนการความคิดและสะท้อนถึงความเป็นไปของเหตุการณ์ในสังคม “แรงบันดาลใจส่วนใหญ่ของเราจะเป็นเรื่องราวในสังคม ซึ่งค่อนข้างจะมีความเป็นนามธรรม แต่เรานำมาทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น จับให้มาอยู่ในแฟชั่น อย่างสมมติว่าบางทีอาจจะมีบางประเด็นเกิดขึ้นในสังคมแล้วเราเห็นอีกแบบนี้ แต่คือความคิดเห็นเราจะไม่ได้เป็นการพูดว่าเรารู้สึกอย่างไร แต่มันเป็นการทำเป็นผลงานออกมาว่า เราอยากสื่อสารกับคนแบบนี้” คุณพงศ์ศักดิ์กล่าวถึงความคิดของเขาที่อยู่เบื้องหลังงานดีไซน์

พร้อมเสริมถึงความเป็นไทยที่ถ่ายทอดผ่านผลงานว่า “จริงๆ ประเทศไทยโชคดีอยู่แล้วที่มีคัลเจอร์ที่ชัดเพียงแต่ว่าอาจจะถูกนำไปถ่ายทอดในสายงานอื่นๆ ที่ไม่ค่อยเป็นแฟชั่นมากนัก พอเป็นแฟชั่นอาจจะกลายเป็นแฟชั่นของคนอีกกลุ่มไป ซึ่งก็เป็นหนึ่งโจทย์ที่ Rotsaniyom ทำมาตลอด เหมือนเราพยายามนำเสนอความเป็นไทยในรูปแบบที่มันไม่ได้ถูกกำหนดมาอยู่แล้ว คือบางครั้งได้โจทย์ความเป็นไทยมา คนจะเลือกทำภาพจำว่าความเป็นไทยต้องเป็นแบบนี้ แต่เราก็พยายามลบไปก่อนว่าภาพจำเป็นอย่างไร แล้วก็สื่อสารจากสิ่งที่เราต้องการจะสื่อมากกว่า มันจะกลายเป็นความเป็นไทยในอีกไดเร็กชั่นหนึ่งที่เราอยากนำเสนอให้ลูกค้าได้เห็น ซึ่งอ๊อฟคิดว่าความเป็นไทยในบ้านเรานั้นสตรองอยู่”


คุณอู๋ – วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข เจ้าของแบรนด์ Wisharawish
นับเป็นอีกหนึ่งในดีไซเนอร์ไทยที่ถือว่าน่าจับตามองที่สุด หลังจากที่ อู๋ – วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ได้คว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีระดับโลกอย่าง Mango Fashion Awards ในปี 2012 โดยใช้ผ้าไหมไทยเป็นแมตทีเรียลในการสร้างสรรค์ผลงาน ความหลงใหลในงานฝีมือที่ต้องใช้ความประณีตและบรรจง ถูกปรุงเข้ากับการตีความในมิติใหม่ให้มีความเป็นสากล กลายออกมาเป็นเมนูแฟชั่นไทยที่เสิร์ฟได้อย่างถูกรสและเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก โดยการันตีได้จากรางวัลอีกหลากหลายเวทีทั้งในและนอกประเทศ และนั่นก็คือ DNA ของ Wisharawish ที่โดดเด่นและชวนให้ติดตามอย่างไม่รู้เบื่อ

สื่อสารผ้าไทยในมิติใหม่
อว่าหลายๆ คนก็น่าจะจดจำได้กับชุดผ้าไหมไทย ที่ได้รับการตีความออกมาเป็นงานโครงสร้างที่แปลกตาจากการใช้ผ้าไหมไทยแบบเดิมๆ บวกกับงานเย็บมือที่ประณีต เราเลยได้ถามแรงบันดาลใจว่า เหตุใดดีไซเนอร์รุ่นใหม่อย่างคุณอู๋ ถึงเลือกที่จะหยิบผ้าไหมไทยขึ้นมาเป็นชิ้นเด่นในงานดีไซน์ของเขา “คือเราเป็นคนบุรีรัมย์ เหมือนกับว่าเราโตมากับมัน พอเกิดมา บ้านย่าบ้านยายก็มีกี่ทอผ้าอยู่แล้ว เราก็เลยรู้สึกว่ามันก็เป็นแมตทีเรียลอย่างหนึ่งที่เรารู้สึกสบายใจที่จะใช้ และเราคุ้นเคยกับมัน ในขณะเดียวกันปัจจุบันมันค่อนข้างหายากที่จะนำมาใช้ เพราะที่เราเห็นอยู่มันก็จะเป็นเสื้อตามขนบ ก็เลยอยากลองทำออกมาให้เป็นมิติใหม่ๆ บ้าง” ซึ่งถึงแม้ผ้าจะได้รับการนำมาใช้แบบใหม่ๆ แต่เราก็ได้เห็นงานคราฟต์หนักๆ บนเสื้อผ้าของ Wisharawish เสมอ ซึ่งคุณอู๋ วิชระวิชญ์ กล่าวเสริมว่า นั่นคือเอกลักษณ์หนึ่งที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ “งานคราฟต์ที่เป็นงานฝีมือ งานหัตถกรรม ไม่ใช่ว่าคนอื่นทำไม่ได้นะ แต่ว่ายังไม่มีใครหยิบขึ้นมาทำ เห็นงานเก่าๆ ของเรา จริงๆ มันเป็นเบสิกมากเลย แต่ว่ามันต้องใช้ความเพียรพยายามในการทำค่อนข้างสูง ซึ่งจริงๆ แล้วก็สามารถทำเสร็จได้ภายใน 5 วัน 7 วันเหมือนกันนะ แต่ไม่มีใครทำ แล้วเราก็ง่ายๆ เราไม่ทำ ชอบทำของยาก คือดีเทลผ้ามันเยอะ แต่ทำอย่างไรให้ชาวต่างชาติดูแล้วเข้าใจ คือต้องพูดภาษาสากลให้ได้ เพราะบางทีเราทำคราฟต์เกินไป ก็จะเป็น Tribal หรือเป็นอะไรอย่างนี้ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ ทำอย่างไรที่จะให้ประเทศไหนมองแล้วก็ต้องอู้หู กินง่าย เหมือนทำอาหารแต่ทำอยู่ในระดับที่ให้เขาเข้าใจได้ ไม่เกินไป ซึ่งกว่าจะค้นหาสิ่งที่พอเหมาะได้ ก็ต้องใช้เวลา ทำงานมา 5-6 ปีแล้ว ก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ เพราะแบ็กกราวนด์แรกไม่ได้จบด้านแฟชั่น เราเรียนละครมา แล้วก็เริ่มมาจากสายโฆษณาก่อน เพราะฉะนั้นเราถูกเทรนมาไม่เหมือนแฟชั่นทั่วไป”


คุณใหม่ – พลัฏฐ์ พลาฎิ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Realistic Situation
อีกหนึ่งดีไซเนอร์ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการแฟชั่นไทยมาอย่างยาวนาน คุณใหม่ – พลัฏฐ์ พลาฎิ กับแบรนด์ Realistic Situation ที่เริ่มต้นจาก Menswear จนวันนี้ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น Womenswear แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์และตัวตนของใหม่ได้อย่างชัดเจน

จุดเริ่มต้นจากเสื้อผ้าผู้ชายและขยายออกมาจนถึงความเป็น Unisex
ใหม่เล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นของ Realistic Situation “คือเสื้อผู้หญิงเราก็ทำเป็นอยู่แล้ว แต่เราอยากลองอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน คือตอนนั้นที่ทำมันก็ยังมีช่องว่างทางการตลาด ระบบเศรษฐกิจ ตอนนั้น Fast Fashion ก็ยังไม่มี เรียกว่าวงการมันค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ และมันเป็นจุดที่เราสามารถโยนไอเดียต่างๆ ลงไปในเสื้อได้ และก็มีความกล้าทดลอง รูปแบบของธุรกิจในตอนนั้นมันก็ยังเอื้อให้เราทำเสื้อผ้าที่เราอยากทำจริงๆ ด้วย ก็เลยเกิดขึ้นมาเป็น Realistic Situation ถึงตอนนี้ปรับมาเป็นเสื้อผู้หญิง เพราะว่าหลังจากนั้นมันได้มีการไปขายตลาดเมืองนอก แล้วตลาดเสื้อผ้าผู้หญิงค่อนข้างกว้างกว่า ก็เลยเริ่มทำเสื้อผ้าผู้หญิง และในที่สุดก็เลยดันเสื้อผ้าผู้ชายหายไป กลายเป็นเสื้อผ้าผู้หญิง แต่บางชิ้นไอเท็มในร้านก็จะมีลูกค้าที่ติดตามผลงานและเป็นลูกค้าหลักก็ยังมีอยู่ มันก็เลยเกิดเป็นไอเดียของคำว่า No Gender หรือ Unisex ก็คือเสื้อผ้า โค้ต หรือ Outer ต่างๆ ที่ใส่ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายมาผสมผสานกัน” ถึงจะมีความเปลี่ยนแปลงในการทำเสื้อผ้า แต่ยังคงแรงบันดาลใจเดียวกัน นั่นก็คือ การปรับโครงสร้างของเสื้อผ้าเก่า “เสื้อผ้าก็จะเน้นการดีเวลลอปโครงสร้างจากเสื้อวินเทจ เอาเสื้อวินเทจกลับมาทำใหม่ แต่ทำใหม่ในลักษณะที่เราหยิบดีเทลของเสื้อวินเทจมา แล้วก็กลายมาเป็นเสื้อสมัยใหม่เพราะมีความรู้สึกว่าเสื้อวินเทจมันมีความน่าสนใจเรื่องดีเทลต่างๆ ที่เขาใช้ เพราะอุตสาหกรรมของช่างในอดีตเขาค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องดีไซน์แล้วก็ดีเทลมาก คือมันไม่ใช่ Fast Fashion เหมือนสมัยนี้ เพราะฉะนั้นดีเทลของเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็นซับใน การฟินิชชิ่ง ดีเทลการเย็บ ก็จะมีความน่าสนใจมาก เลยหยิบยกตรงนั้นมาเป็นไอเดียหลักในการทำแบรนด์”


คุณธาวิต แตงเที่ยง เจ้าของแบรนด์ GLAM GOLD LABEL
สำหรับใครที่เคยมองหาชุดราตรี ชุดค็อกเทล เพื่อออกงานต่างๆ หรือใส่ในโอกาสพิเศษแล้ว น่าจะเคยผ่านตาผลงานของอีกหนึ่งดีไซเนอร์ไทยที่ได้ออกไปสู่สายตาระดับโลกอย่าง GLAM GOLD LABEL ภายใต้การออกแบบของ คุณธาวิต แตงเที่ยง ด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์และความตั้งใจในการทำงาน ทำให้เส้นทางการเป็นนักออกแบบจากชุดราตรีหลักร้อยเพิ่มมูลค่ามาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้คุณธาวิตบอกเราว่า เขาสามารถส่งออกชุดราตรีในราคาหกหลักมาแล้ว

เก็บเกี่ยวประสบการณ์จนได้เริ่มทำแบรนด์ของตัวเอง
ถึงคุณธาวิตจะอยู่ในวงการแฟชั่นมาก่อนหน้าที่จะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง และเริ่มสั่งสมประสบการณ์จนมีความคิดอยากมีแบรนด์เป็นของตัวเอง แต่ว่าโอกาสแห่งการมีร้านเสื้อผ้าของเขากลับกลายเป็นเหมือนโชคชะตา เมื่อมีเวลาเตรียมงานต่างๆ แค่เพียง 10 วันเท่านั้น “เริ่มต้นในระหว่างที่ทำงานประจำอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำเสื้อผ้าเหมือนกัน พอดีว่าบริษัทที่ทำตอนนั้นกำลังจะ Launch แบรนด์เขาไปที่ห้างสรรพสินค้า และเราก็เป็น Head Designer จะรู้ขั้นตอนทุกอย่าง ก็เลยเริ่มอยากจะลองทำของเราเอง เพราะตอนนั้นที่ทำเน้นเป็นผู้ชายบูติกอย่างเดียว เราก็มีลองออกแบบเตรียมไว้ก่อน ยังไม่ได้คิดว่าจะทำแบรนด์จริงจัง เสื้อผ้าผู้หญิงผู้ชายแบบนี้ แล้วก็มาประจวบเหมาะกับพอดีได้ที่ที่จตุจักร แต่ว่ามีเวลาในการเตรียมตัวประมาณ 10 วันในการเอาของลง ก็เลยรีบทำเสื้อผ้าแล้วก็เลยกลายเป็นเปิดร้านอยู่ที่จตุจักรก่อน และด้วยที่ว่าเวลาเตรียมตัวมันสั้น เราเองก็ทำไอเท็มทุกอย่างออกมาแบบไม่ได้ตั้งทาร์เก็ตเอาไว้ คือเนื่องมาจากร้านเดิมเขาย้ายออกไปแล้ว ก็เลยรีบหาคนใหม่เข้ามาแทนที่ เราก็เลยต้องรีบทำสินค้า ไอเท็มต่างๆ หว่านหมด ก็จะมีทั้งเสื้อยืด ชุด ตั้งแต่ตัวละไม่กี่ร้อยบาท คือมีทุกไอเท็มอยู่ในร้าน แล้วก็ลองให้ลูกค้าเป็นคนเลือกเราว่าเวลามาร้านเราเขานึกถึงอะไร ส่วนใหญ่ตอนนั้นเวลาที่เขามาร้านเราก็จะมาหาชุดเดรสไปงาน ชุดค็อกเทล ชุดยาว ก็คืองงมาก เพราะมันไม่น่าจะมีคนไปซื้อในโซนนั้น แต่คนที่มาเดินจตุจักรก็มาร้านเราเพื่อมาหาชุดไปงาน อันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เริ่มทำชุดราตรี”


คุณต่าย – ธีระ ฉันทสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ T-RA
หากใครได้ติดตามผลงานของดีไซเนอร์ไทยที่สร้างชื่อเสียงให้กับวงการแฟชั่นไทยในรุ่นแรกๆ ชื่อของแบรนด์ T-RA และ คุณต่าย – ธีระ ฉันทสวัสดิ์ จะต้องเป็นชื่อที่คุ้นเคยและได้เคยผ่านตาเห็นผลงานดีไซน์เสื้อผ้าที่เรียบแต่โดดเด่นของเขาอย่างแน่นอน ตอนนี้แบรนด์ T-RA ได้ผันตัวไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคุณต่ายยังคงใช้ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองไปช่วยพัฒนาการออกแบบผ้าท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นอีกด้านของหน้าที่ดีไซเนอร์ที่ทำให้เกิดการพัฒนาต่อวงการผ้าไทยอย่างยั่งยืน

จากดีไซเนอร์ผันตัวสู่นักพัฒนา
“ตอนนี้หน้าที่ของพี่ก็จะเป็นเหมือนลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านทั่วประเทศ ช่วยเรื่องของการออกแบบ เอาคอลเล็กชั่นทั้งหมดมา บางทีก็จะมีโชว์ หรือว่าทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) หรือกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมให้งบฯมาเพื่อทำโชว์เป็นโชว์ใหญ่ แต่หน้าที่หลักตอนนี้ ทุกวันนี้พี่ลงพื้นที่เพื่อไปสอนชาวบ้านทำผ้า” คุณต่ายเริ่มเล่าถึงอีกด้านของเขา หลังจากที่ไม่ได้ทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองแล้ว “คือตอนแรกเราก็มีโครงการที่จะลงไปช่วยชาวบ้านเป็นระยะๆ คราวนี้พอจากที่พี่ไปก็เจอปัญหาหลายอย่าง คือดีไซเนอร์ลงไปอย่างนี้เยอะเหมือนกัน เพราะรัฐบาลเขาก็ให้การสนับสนุนอยู่ แต่ประเด็นคือ บางคนไม่ทิ้งความเป็นดีไซเนอร์ คือลงไปปุ๊บเอาตัวเองเป็นหลัก พอชาวบ้านทำอะไรมาก็ไม่ได้ มันต้องเป็นแบบนี้ พอพี่ลงพื้นที่บ่อยๆ พี่เห็นผลงานของเพื่อนๆ ที่ไปลงพื้นที่ ทำงานกันเป็นแฟชั่นเปรี้ยวปิ๊ด แล้วขายไม่ได้ พี่เลยคิดว่า เฮ้ย! ไม่ได้แล้วเราต้องทำอะไรบางอย่าง พี่ก็เลยนั่งเขียน สเกตช์ว่าต้องทำอะไรบ้าง จนเกิดเป็นประกาย คือคนที่คุยกับชาวบ้านแล้วรู้เรื่องมันน้อย พี่เลยเริ่มทำวิจัยเอง ตัดสินใจ ทำอะไรที่มันเป็นกลาง แล้วคุยกับชาวบ้านเขารู้เรื่องที่สุด เมื่อสัก 3 ปีที่แล้ว พี่ก็ลงพื้นที่ไปเรื่อยๆ จนเมื่อปีที่แล้ว ประมาณเดือนกรกฎาคม เผอิญว่าเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ ปรากฏว่าเศรษฐกิจมันแย่มาก คนที่เป็นฟรีแลนซ์ก็ไม่มีงาน ซึ่งพี่ก็เป็นคนหนึ่งในฟรีแลนซ์นั่นแหละ ความที่อยู่บ้านเฉยๆ โรคซึมเศร้ามันกำเริบ มันซึมเศร้าจริงๆ นะ พี่ใช้ชีวิตประจำวันโดยการที่พี่ตื่นประมาณ 10 โมงเช้า แล้วพี่ก็กินข้าวทำนู่นทำนี่ ดูซีรี่ส์ แล้วตอนบ่ายโมงพี่หลับ หลับไปจนถึงประมาณทุ่มนึง แล้วพี่ก็กินข้าวต่อ ทำนู่นทำนี่แล้วก็นอนประมาณตีสองตีสาม เป็นอย่างนี้ทุกวัน วันนึงตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกชีวิตมันไร้ค่า มันเป็นอย่างนี้มานานมากแล้ว ประมาณเกือบๆ เดือน แล้วพี่ก็เริ่มคิดว่า ตายแล้ว ไม่ได้แล้ว ฉันต้องทำอะไรบางอย่าง เพราะพี่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่ามาก คือพี่กลัวว่าพี่จะเป็นคนที่คิดฆ่าตัวตายนั่นแหละ ก็เลยลงประกาศทางเฟสบุ๊ก เล่าให้ฟังเลยว่าตัวเองเป็นแบบนี้ ประสบปัญหาแบบนี้ ใครมีอะไรให้ช่วยโดยเฉพาะชาวบ้าน เราไปช่วย ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายอะไรทั้งสิ้น เราออกให้หมดเลย ขอแค่มีที่พัก มีอาหารให้กิน แล้วเราก็เป็นคนกินอาหารง่ายมาก ส้มตำ น้ำพริก อะไรแบบนี้ เรากินได้หมด ถ้าต้องจ่ายค่ารถ ค่าเครื่องบินเราออกเองหมดเลย แล้วก็มีชาวบ้าน Inbox เข้ามา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเขาก็พูดมาคำนึงว่า ให้มาเลย เขาไม่มีค่าตัวให้ แต่ว่าถ้าเข้าเขตเพชรบูรณ์เมื่อไหร่ เขารับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ พี่พุ่งเลยทันทีในอาทิตย์นั้น พี่ไปทั้งหมดเกือบๆ 40 จังหวัดแล้วนะ พี่ไปทั่วประเทศเลย จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไปมาแล้ว”

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเขาและไทยดีไซน์เนอร์คนอื่นๆ ในโครงการ Designers’ Room ได้ที่  www.creativethailand.net

you may also like
FASHION
พาไปแอบดูคอลเล็กชั่นนี้ก่อนวันจำหน่ายจริงด้วย
FASHION
สีสดๆแบบนี้สิ ถึงจะเหมาะกับ Summer !
FASHION
จากแบรนด์เครื่องหนังชื่อเสียงเก่าแก่กว่า 80 ปี
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/09/all_thmb_EM.png