FASHION
The Bottega Veneta Supremacy
50 ปีของแบรนด์ระดับตำนาน กับอาณาจักรหมื่นล้าน

new-bottega1
Tomas Maier ถ่ายโดย Peter Lindbergh

“อะไรคือตัวชี้วัดว่าแบรนด์ๆ หนึ่งจะเป็น ‘luxury high-end’?” นั่นคือหนึ่งคำถามสำคัญที่มักถูกถามในวงกว้าง เพราะไม่ใช่แค่เพียงการผลิตสินค้าขึ้นจากวัสดุ หนัง หรือผ้าแพงๆ แล้วปั๊มชื่อแบรนด์ ก็จะเรียกตัวเองว่าเป็นแบรนด์ลักชัวรี่ได้ แต่สำหรับ Bottega Veneta คนในยุคดิจิทัลสามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นแบรนด์พรีเมียมระดับไหน เพราะเพียงเสิร์ชยูทูบหรือกูเกิลก็จะพบข้อมูลการเปรียบเทียบว่าชิ้นไหนเป็นของแท้หรือของปลอมได้เป็นร้อยๆ วิธี ยิ่งเมื่อไปยังแผนกสุภาพบุรุษในห้างสรรพสินค้า คุณก็จะเห็นไอเท็มเครื่องหนังสาน ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ โบเตก้า เวเนต้าเป็นแบรนด์หนึ่งที่มีพลังในการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในแนวทางที่ไม่ฟู่ฟ่า ทว่ามีคุณภาพอย่างเต็มเปี่ยม และในปีนี้ถือเป็นปีสำคัญของแบรนด์ เพราะครบรอบ 50 ปีหลังการก่อตั้ง และครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ Tomas Maier ก็ครบรอบ 15 ปีในการร่วมงานกับแบรนด์ ตลอดปีนี้โบเตก้า เวเนต้าจึงมีอีเวนต์ แฟชั่นโชว์ และนิทรรศการเกิดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญ และเราขอย้อนกลับไปสู่วันแรกที่โบเตก้า เวเนต้าเริ่มต้น จนถึงวันนี้ที่มีร้านอยู่ทั่วโลก รวมทั้งกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์แฟชั่นที่ผู้ชายหลายคนต้องเก็บเงินเพื่อซื้อหามาเป็นรางวัลชีวิต และบ่งบอกว่าตัวเองประสบความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งแล้ว

new-bottega2

1966

โบเตก้า เวเนต้าได้รับการก่อตั้งโดย Michele Taddei และ Renzo Zengiaro เมื่อปีค.ศ.1966 ในประเทศอิตาลี โดยแบรนด์เน้นทำไอเท็มเครื่องหนังที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ งานฝีมือจากอาร์ติซานระดับโลก และมีความเรียบง่าย โรงงานอาเตลิเย่ร์แรกของแบรนด์สร้างขึ้น ณ เมืองวิเซนซา (Vicenza) ที่อยู่ระหว่างเวนิส (Venice) และมิลาน (Milan) ที่ทุกวันนี้ก็ยังตั้งอยู่ที่เดิม

เมื่อเข้ายุค’70s ทางแบรนด์ก็เริ่มได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำเทคนิคหนังสาน Intrecciato ที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ และเป็นสินค้า cash cow ที่ทำยอดขายและกำไรให้แบรนด์อย่างสม่ำเสมอ ในช่วงนั้นเอง โบเตก้า เวเนต้าได้สร้างคำนิยามและสโลแกนให้ตัวเอง ‘When your own initials are enough’ ที่สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับแบรนด์ลักชัวรี่ที่ไม่อยากผูกมัดตัวเองกับความฟู่ฟ่า และต้องดูเด่นตลอดเวลา ในยุค’80s โบเตก้า เวเนต้ากลายเป็นขวัญใจของฮอลลีวู้ด ที่เหล่าคนดังชื่นชอบ และเจ้าพ่อศิลปินป๊อปอาร์ตอย่าง Andy Warhol ก็ยังร่วมมือกับแบรนด์ เพื่อทำโปรเจ็กต์วิดีโออีกด้วย ยุค’90s ถือเป็นยุคทดลองของแบรนด์ที่ทำสิ่งใหม่ๆ ด้วยการนำดีไซเนอร์เลือดใหม่ของช่วงเวลานั้นมาร่วมงาน ทั้ง Giles Deacon, Katie Grand และ Stuart Vevers ก่อนที่ Kering Group (ตอนนั้นใช้ชื่อว่า Gucci Group) จะซื้อแบรนด์ในปีค.ศ. 2001 และแต่งตั้งให้ Tomas Maier มาเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์

new-bottega4
กระเป๋ารุ่น Cabat ทำมาจากหนัง Intrecciato ที่ไมเออร์ดีไซน์ในปีค.ศ. 2001 ใช้ช่างอาร์ติซานถึงสองคนเพื่อสานหนัง และใช้หนังประมาณ 100 เส้นต่อหนึ่งใบ

Tomas Maier Arrives

ไมเออร์เกิดเมื่อปีค.ศ.1957 ในเมืองฟอร์ซไฮม์ (Pforzheim) ประเทศเยอรมนีครอบครัวของไมเออร์ประกอบอาชีพในแวดวงสถาปัตยกรรม โดยเส้นทางในการเป็นดีไซเนอร์ของไมเออร์เริ่มจากการเข้าเรียนที่สถาบัน Chambre Syndicale de la Haute Couture ในกรุงปารีส (Paris) ซึ่งเป็นสถาบันเดียวกันกับ Karl Lagerfeld, Issey Miyake และ Yves Saint Laurent ต่อมาไมเออร์ทำงานให้กับหลายแบรนด์ดัง เช่น Sonia Rykiel, Guy Laroche และ Hermès ที่เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งด้านการออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องหนังอย่างมากมาย

เมื่อไมเออร์เข้ามาดำรงตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของโบเตก้า เวเนต้า ภายในสองปีแรกเข้าก็ขยายอาณาจักรของแบรนด์อย่างรวดเร็ว และเปิดแฟลกชิปสโตร์ทั่วโลก ทั้งในลอนดอน (London) ปารีส และนิวยอร์ก (New York) เป็นต้น โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ไมเออร์ใช้คือ การผลิตคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าขนาดย่อมๆ เพื่อเทสต์ตลาดก่อนที่จะนำมาแสดงบนรันเวย์แบบเต็มรูปแบบในปีค.ศ. 2006 สำหรับคอลเล็กชั่นสุภาพบุรุษ ในปีเดียวกันโบเตก้า เวเนต้ายังผลิตเฟอร์นิเจอร์สำหรับจัดแสดงในงาน Salone del Mobile ในกรุงมิลาน สิ่งเหล่านี้เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของไมเออร์ต่อโบเตก้า เวเนต้าว่าอยากให้เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์มากกว่าเป็นแบรนด์แฟชั่นอย่างเดียว เพื่อคุณจะได้ถูกล้อมรอบไปด้วยทุกอย่างที่เป็นโบเตก้า เวเนต้า

อีกปัจจัยที่ไมเออร์ตัดสินใจคือ การหันมาโฟกัสที่ความเรียบง่ายของแบรนด์ดังเช่นยุคแรกๆ และจำกัดการใช้สัญลักษณ์โลโก้แบบ Logomania ที่หลายแบรนด์ชอบใส่ในสินค้า ซึ่งโบเตก้า เวเนต้าก็เคยหลงไปในช่วงก่อนที่ไมเออร์จะมา และส่งผลให้แบรนด์ดูขาดตัวตน สิ่งเดียวที่ไมเออร์ตัดสินใจเก็บไว้และผลักดันคือ เทคนิคหนังสาน Intrecciato สุด
ไอคอนิกของแบรนด์ที่เขานำไปเติมแต่งในกลุ่มสินค้าทุกหมวดหมู่ ทั้งบนขาแว่นกันแดด ขวดน้ำหอม หรือแม้แต่ในห้อง Bottega Veneta Suites ที่โรงแรม St. Regis ณ กรุงโรม (Rome) และ Park Hyatt ในชิคาโก (Chicago) เป็นต้น

ความสำเร็จของไมเออร์ที่โบเตก้า เวเนต้าถือว่าอยู่ในขั้นที่น่าพอใจมาก มากเสียจนในปีค.ศ. 2013 บริษัท Kering ตัดสินใจลงทุนในแบรนด์ของไมเออร์ที่ใช้ชื่อของเขาเองว่า ‘Tomas Maier’

bottega-book-new
หนังสือ Bottega Veneta:Art of Collaboration

Education is Key

ในยุคนี้งานฝีมือเป็นสิ่งหนึ่งที่กำลังเลือนหายไปเพราะผลกระทบจากเครื่องจักรที่ผลิตสินค้าได้อย่างรวดเร็วและในราคาที่ถูกลง ช่างฝีมืออาร์ติซานรุ่นใหม่จึงมีน้อยลงไปเรื่อยๆ และสำหรับโบเตก้า เวเนต้าที่ผูกมัดคุณค่าของแบรนด์ไว้กับงานฝีมือมาโดยตลอด ปัจจัยนี้จึงกลายเป็นปัญหาสำหรับแบรนด์ ด้วยความกังวลว่าในอนาคตปัญหาการขาดแคลนช่างฝีมือคุณภาพที่จะผลิตสินค้าตามความต้องการของผู้บริโภคจะทวีขึ้นเรื่อยๆ ในปีค.ศ. 2006 โบเตก้า เวเนต้าจึงตัดสินใจก่อตั้งโรงเรียนเป็นของตัวเอง ชื่อ La Scuola dei Maestri Pellettieri di Bottega Veneta ในบริเวณเดียวกับสำนักงานใหญ่ของแบรนด์ที่เมืองมอนเตเบลโล วิเซนติโน (Montebello Vicentino) โดยทางโรงเรียนเปิดสอนเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ให้นักเรียนได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากช่างผู้ชำนาญของแบรนด์ทุกขั้นตอน ทั้งการทำแพตเทิร์น การเรียนรู้วิธีสานหนัง Intrecciato การฟอกหนัง และการสร้างต้นแบบ Prototyping ต่างๆ นักเรียนแต่ละคนจะใช้เวลาสามปีสำหรับการเรียนหนึ่ง คอร์ส และมีโอกาสทำงานกับแบรนด์ต่อไป คอนเซ็ปต์ของโรงเรียนนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้อนาคตของโบเตก้า เวเนต้ามีบุคลากรที่สามารถทำงานฝีมือเท่านั้น แต่แบรนด์ยังช่วยสังคมให้ยังคงสืบสานวัฒนธรรมงานฝีมือที่สืบทอดกันมาเป็นเวลาร้อยๆ ปีต่อไป

new-bottega9
นายแบบ Clement Chabernaud ที่โชว์ Fall/Winter 2016

The Defining Project

ตั้งแต่ปีค.ศ. 2002 ไมเออร์เริ่มทำโปรเจ็กต์ Art of Collaboration ที่เชิญช่างภาพแฟชั่นมือฉลังหลายคนมาถ่ายภาพแคมเปญของแบรนด์ในมุมมองและสไตล์ของแต่ละคน ช่างภาพที่เคยมาร่วมโปรเจ็กต์นี้มีทั้ง Peter Lindbergh, Steven Meisel, Lord Snowdon และ Nan Goldin เป็นต้น ซึ่งทุกคนช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับแบรนด์ และเข้าหากลุ่มลูกค้าแฟชั่นจัดๆ ในซีซั่นล่าสุดทางแบรนด์ได้ร่วมมือกับช่างภาพสาวชาวดัตช์อย่าง Viviane Sassen ที่ไปถ่าย ณ ภูมิสถาปัตยกรรม Cretto di Burri ของ Alberto Burri ในเกาะซิซิลี (Sicily) ประเทศอิตาลี พร้อมกับนายแบบ Simon Fitskie และนางแบบ Rianne Van Rompaey โปรเจ็กต์ Art of Collaboration ประสบความสำเร็จมากจนทางแบรนด์ต่อยอดด้วยการทำหนังสือรวบรวมรูปภาพไว้กว่า 1,000 รูป และยังนำไปจัดนิทรรศการภาพถ่ายทั่วโลก

new-bottega3

Turning 50

เมื่อวันที่ 24 เดือนกันยายนที่ผ่านมาถือเป็นอีกก้าวสำคัญของโบเตก้า เวเนต้า เพราะแบรนด์เฉลิมฉลอง 50 ปี และมีแฟชั่นโชว์ Spring/Summer 2017 โดยเป็นครั้งแรกที่รวบรวมทั้งเสื้อผ้าผู้หญิงและเสื้อผ้าผู้ชายเข้าด้วยกัน โชว์นี้ได้รับการเนรมิตขึ้นมา ณ ตึก Accademia di Belle Arti diBrera ในกรุงมิลาน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไมเออร์ตัดสินใจทำโชว์ข้างนอกตึกของแบรนด์ ตลอด 76 ลุคที่แบรนด์โชว์ เราได้เห็นรูปทรงเสื้อผ้าที่ดูคลาสสิก เน้นคุณภาพ มีกลิ่นอายสปอร์ตเบาๆ และสะท้อนถึงฝีมืออันประณีตของแบรนด์ อีกหนึ่งเสน่ห์คือ แม้จะมีการใช้สีสันตั้งแต่พาสเทลยันสีสด แต่ไมเออร์ยังเก็บความเรียบง่าย และทำให้คนเห็นว่าโบเตก้า เวเนต้าไม่ใช่เป็นแบรนด์ของเล่นที่คนจะฮิตแค่หกเดือน และเหมาะกับการโดนถ่ายสตรีตสไตล์ และให้เหล่า influencer ใส่ แต่เสื้อผ้าและแอ็กเซสเซอรี่ส์กลับมีคุณค่าทางจิตใจที่เราอยากเก็บให้ลูกหลานใส่ บางคนอาจรู้สึกว่าแบรนด์ดูผู้ใหญ่หรือดูเป็นลุง แต่เรากลับคิดว่า ถ้าคุณลุงจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าของโบเตก้า เวเนต้า เราก็อยากเป็นคุณลุงตั้งแต่อายุ 20, 30 หรือ 40 อีกหนึ่งไฮไลต์ของโชว์ที่มีการพูดถึงกันเยอะก็คือ การปรากฏตัวของนักแสดงและนางแบบ Lauren Hutton ที่เดินใส่เทรนจ์โค้ตในลุค 44 พร้อมถือกระเป๋าคลัตช์ ซึ่งเป็นการยกย่องถึงหนังเรื่อง American Gigolo ในปีค.ศ.1980 ที่ฮัตตอนแสดง และถือกระเป๋าคลัตช์รุ่นนี้

new-bottega7
ร้าน Bottega Veneta บนถนน Sant’Andrea ที่มิลาน

Where Bottega Veneta Stands Today

ทุกวันนี้โบเตก้า เวเนต้ากลายเป็นแบรนด์ลักชัวรี่ใหญ่อันดับสองของกลุ่ม Kering ตามหลัง Gucci และอยู่สูงกว่า Saint Laurent ที่อยู่อันดับสาม ในปีค.ศ. 2015 โบเตก้า เวเนต้าทำกำไรไป 1.286 ล้านยูโร (5.1 หมื่นล้านบาท) มีพนักงานทั้งหมด 3,401 คน และมีร้านเป็นของตัวเอง 251 สาขาทั่วโลก ช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทางแบรนด์ก็เพิ่งประกาศ CEO คนใหม่คือ Claus-Dietrich Lars ที่ย้ายมาจาก Hugo Boss และมาทำหน้าที่แทน Carlo Beretta ที่ได้โปรโมตเป็น Chief Client and Marketing Officer ให้เครือ Kering ขณะนี้ไอเท็มเครื่องหนังถือเป็นเม็ดเงินสำคัญสำหรับแบรนด์ แต่ต่อไปทางแบรนด์จะหันมาโฟกัสจับกลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จ ready-to-wear เพื่อช่วยดึงยอดของแบรนด์ให้ถึงเป้าหมาย ‘2BV’ ที่หมายถึงทำกำไร 2 พันล้านยูโร (7.7 หมื่นล้านบาท) ขึ้นไป อีกหนึ่งแพลนคือ โบเตก้า เวเนต้าอยากเปิดแฟลกชิปสโตร์คอนเซ็ปต์ใหม่ในเมืองสำคัญๆ ที่จะนำกลิ่นอายสถาปัตยกรรมของเมืองนั้นๆ มาเบลนด์อินกับร้าน ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่โบเตก้า เวเนต้าทั่วโลกดีไซน์ให้ดูเหมือนกันหมด

สมัยนี้แบรนด์ลักชัวรี่ยักษ์ใหญ่หลายเจ้ากำลังอยู่ในช่วงเกรงกลัวไปหมดว่าจะทำอย่างไรให้ยังอยู่รอดท่ามกลางแบรนด์ใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับโบเตก้า เวเนต้าอาจไม่ต้องทำอะไรมากเพราะจุดยืนของแบรนด์ชัดเจน ไม่ได้แข่งกับใคร และผู้บริโภคก็รู้ว่าจะได้คุณภาพระดับไหนหากซื้อของของแบรนด์นี้…

เห็นทีว่า ‘3BV’ อาจเหมาะกับเป้าหมายโบเตก้า เวเนต้ามากกว่าเสียด้วยซ้ำ

เรื่องและสไตล์: คริสตอฟเฟอร์ สเวนซัน
ภาพ: EXCLUSIVE FOR ELLE MEN THAILAND COURTESY OF BOTTEGA VENETA

you may also like
FASHION
ผลงานเปิดตัวที่สมบูรณ์แบบผ่านฝีมือของ Kim Jones แหละเหล่าศิลปินมากฝีมือ
FASHION
เมื่อสไตล์ Preppy วิ่งผ่านโพรงกระต่ายไปอยู่ในโลกแห่งเทพนิยาย
FASHION
The fashion show livestream at 1.00 AM, June 24 (BKK Time)
FASHION
ไม่ได้มีเพียงเซเลป แต่เป็นเพื่อนแท้ที่คอยสนับสนุนมาเสมอ
FASHION
Virgil Abloh พิสูจ์แล้วว่าโชว์นี้คุ้มค่าการรอคอยจริงๆ
READ MORE
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2016/11/open-bottega2.jpg