เมื่อ Hermès เดินทาง 9,080 กิโลเมตร จากปารีสไปจัดงานที่ LA
FASHION
เมื่อ Hermès เดินทาง 9,080 กิโลเมตร จากปารีสไปจัดงานที่ LA
West Coast represents

new-k1

เราเคยทำนายไว้เมื่อปีที่แล้วในฉบับเมษายน 2559 ว่าลอสแอนเจลิส หรือแอลเอ อาจกลายเป็นศูนย์รวมใหม่ของวงการแฟชั่น เพราะเราเห็นหลายแบรนด์เริ่มย้ายโชว์ไปจัดที่นั่น รวมทั้งมีโปรเจ็กต์พิเศษต่างๆ กล่าวได้ว่า ปัจจัยหลักเป็นเพราะบรรดาดาราฮอลลีวู้ดมีอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ และสามารถชักจูงให้ผู้คนหันมาซื้อของตามได้

new-k2

ล่าสุด กับแบรนด์กล่องส้มสุดไอคอนิกจากฝรั่งเศสอย่าง Hermès ที่จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ณ ถนน Spring Street ในแอลเอไปเมื่อวันที่ 9 มีนาคมภายใต้ชื่อ ‘Downtown Men’ พร้อมกระแสที่ว่าใช้เงินลงทุนไปหลายล้าน USD และต้องปิดถนนกันเลยทีเดียว

new-k3

new-k4
ห้อง ‘Shake Me’Up!’

new-k6
ห้อง ‘Give The Joy Back’

งาน Downtown Men เป็นการแสดงคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2017 สำหรับสุภาพบุรุษ ภายใต้การดูแลของอาร์ทิสติกไดเร็กเตอร์ Véronique Nichanian ที่อยู่กับแบรนด์มานานถึง 29 ปี (และดูเหมือนว่าจะไม่ไปไหน เพราะผลงานของเธอได้รับคำชมอย่างไม่ขาดสาย) และยังเป็นคอลเล็กชั่นที่จัดแสดงไปที่กรุงปารีสเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา แต่ในครั้งนี้มีการเชิญ influencer คนสำคัญในแอลเอมาเดินให้ด้วย เช่น Philippe Vergne หัวหน้าพิพิธภัณฑ์จาก Museum of Contemporary Art แต่งานนี้ไม่ได้มีแค่รันเวย์โชว์อย่างเดียวแล้วจบ ยังมีการเนรมิตอีกหกโซนเป็น immersive experience แบบ 360 องศา ที่ทุกคนสามารถสัมผัสเรื่องราวของแอร์เมสผ่านอินสตอลเลชั่น เทคโนโลยี และของสะสม เป็นต้น เช่น โซน ‘Shake Me Up!’ ที่นำผ้าพันคอผ้าไหม 76 รูปแบบใน 12 ปีที่ผ่านมา มาจัดแสดง หรือโซน ‘Make Time Your Own’ ที่ให้เจ้าของแจ็กเกตหนัง 10 คนมาเล่าประสบการณ์กับแจ็กเกตที่ตนสะสม ส่วนโซน ‘Give The Joy Back’ ก็ฉีกแนว ด้วยการจัดเป็นสนามบาสเกตบอล และมีตู้เล่นเกมให้คนที่มาร่วมงานได้สนุกกัน

เรามองว่า ทั้งสเกลและรูปแบบของงานนี้สะท้อนว่าแอร์เมสกำลังพยายามเข้าหากลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น และทำให้เห็นว่าคนใส่แอร์เมสก็สนุกกับชีวิตได้โดยไม่ต้องดูตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา แม้คนๆ นั้นจะคงต้องการไอเท็มระดับพรีเมียมที่สุดอยู่ก็ตาม ถือเป็นสิ่งที่ดีและชี้ว่าแอร์เมสก็ยอมปรับตัวตามทิศทางของสังคม

new-k5
ห้อง ‘Feel The Color’

new-k7

ที่น่าชื่นชมอีกอย่างคือ นิชาเนียนให้สัมภาษณ์กับ LA Times ว่า เธอเข้าใจดีว่าสังคมกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สับสน วุ่นวาย และเครียดกับทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ แต่เธอก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มความสุขและสปิริตแง่บวกให้กับสังคม นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอเลือกใช้เพลง All You Need Is Love ของ The Beatles เพื่อปิดโชว์รันเวย์

สำหรับอนาคต ต้องดูกันต่อไปว่าแอร์เมสจะผลักดันตัวเองกับคอลเล็กชั่นผู้ชายไปในทิศทางไหน รวมถึงทำให้เห็นว่า จริงๆ แล้วทุกอย่างไม่ได้เกี่ยวกับแค่กระเป๋าบางรุ่น หรือหัวเข็มขัดตัว H และหลังจากการประกาศว่าในปี 2016 แบรนด์มีรายได้ห้าพันล้าน EUR (1.86 แสนล้านบาท) และกำไรอยู่ที่หนึ่งพันล้าน EUR (3.73 หมื่นล้านบาท) เราก็เชื่อว่าตอนนี้แอร์เมสมีโปรเจ็กต์ต่อไปแพลนไว้แล้ว

เรื่อง: คริสตอฟเฟอร์ สเวนซัน
ภาพ: Courtesy of Hermès

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/05/open-k.jpg