ENTERTAINMENT
รู้จักเทรนด์ล้ำๆ ที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมภาพยนตร์
NEW TRENDS OF CINEMA CULTURE!

เมื่อพูดถึง ‘วัฒนธรรมภาพยนตร์’ แน่นอนว่าเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ได้นิ่งสนิทอยู่กับที่ เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมในมิติอื่นๆ บนโลกใบนี้ เพราะเทคโนโลยี สภาพสังคม และความคิดความเชื่อของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา จึงไม่แปลกที่จะเกิดวิถีทางใหม่ในการดูหนังและการทำงานหนังอยู่เสมอๆ เพราะฉะนั้นไปดูกันว่า เทรนด์เด็ดๆ เทรนด์ใดที่เตรียมจะขับเคลื่อนอนาคตของโลกภาพยนตร์ให้ก้าวไกลไปกว่าเดิม


ผู้ชมเจเนอเรชั่นใหม่ๆ สนใจการดูหนังผ่าน VR มากทีเดียวเพราะให้ความรู้สึกร่วมและดำดิ่งในเรื่องราวได้สมจริงกว่าแบบเดิมๆ

1. เทรนด์การเล่าหนังสุดจี๊ด
ทันทีที่วงการประกาศเปิดตัวนวัตกรรม ‘ความจริงเสมือน’ (VR หรือ Virtual Reality) เหล่าคนทำหนังก็ตาลุกวาวทันที จนกลายมาเป็นหนึ่งในเทรนด์การเล่าเรื่องของสื่อหนังที่กำลังฮอตฮิตมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผู้ชมในเจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งการแสดงมุมมองของภาพแบบ 360 องศาที่ให้ผู้ชมสามารถ ‘เลือกสิ่งที่อยากดู’ บนจอได้ด้วยตัวเอง โดยรับชมได้ทั้งจากอุปกรณ์แว่นพร้อมแอปบนสมาร์ตโฟน และจากโรงสำหรับหนัง VR โดยเฉพาะ เช่น IMAX VR ที่ลอสแอนเจลิส เป็นต้น สามารถช่วยให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมและดำดิ่งลงไปในเรื่องราวของหนังได้อย่างสมจริงมากกว่าที่เคย

อีกหนึ่งเทรนด์ใหม่ก็คือ ‘หนังตอบโต้’ (Interactive Cinema) ที่ผู้ชมสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องราวตรงหน้าได้จริงๆ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของหนัง VR หรือหนังฉายโรงธรรมดาที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ ‘โต้ตอบ’ กับผู้ชม โดยหนังเรื่องแรกๆ ที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างจริงจังก็คือ Late Shift (2016, Tobias Weber) หนังสุดระทึกจากสวิตเซอร์แลนด์ ว่าด้วยเด็กหนุ่มที่พยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจในคดีที่ตนเคยร่วมก่อไว้ ที่ปล่อยผู้ชมตัดสินใจแทนตัวละครได้ด้วยการกดเลือกผ่านแอปบนสมาร์ตโฟน ซึ่งสามารถนำไปสู่ตอนจบได้ถึงเจ็ดแบบเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ทุกวันนี้ ‘ความเป็นภาพยนตร์’ ไม่ได้ปรากฏให้เห็นเฉพาะแต่กับ ‘หนังขนาดยาวที่ฉายตามโรง’ เท่านั้น หากยังแผ่ขยายไปในรูปแบบการเล่าเรื่องอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นซีรี่ส์ทางโทรทัศน์/สตรีมมิ่งเซอร์วิสที่มีคุณภาพน่าตื่นตะลึงกว่าหนังโรงบางเรื่องเสียอีก (เช่น ซีรี่ส์สารคดีรางวัลออสการ์ O.J.: Made in America ที่แม้จะมีห้าตอน และยาวถึงแปดชั่วโมง แต่ก็ระทึกสุดๆ) มิวสิกวิดีโอที่มีความยาว เส้นเรื่อง และโปรดักชั่นเจ๋งๆ มากขึ้น (เช่น Lemonade วิชวลโปรเจ็กต์ความยาวหนึ่งชั่วโมงของ Beyonce) หรือแม้แต่สื่อใหม่อย่างโซเชียลมีเดียที่สามารถเล่าเรื่องโต้ตอบกับผู้ชมได้เดี๋ยวนั้น(เช่น หนังสยองขวัญอย่าง Sickouse ที่เล่าเรื่องทั้งหมดผ่านแอป Snapchat แบบเรียลไทม์…จนคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง!)


ความได้เปรียบของ Netflix ไม่ได้อยู่แค่การเปิดดูหนังได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ปีนี้ยังกระตุ้นการรับชมจากคนทั่วโลก ด้วยการพากษ์เสียงและบทบรรยายเป็นภาษาท้องถิ่นถึง 20 ภาษา

2. เทรนด์การฉายหนังสุดแจ่ม
เมื่อการมาถึงของบรรดาช่องทางใหม่ๆ ในการรับชมภาพยนตร์อย่าง Video-on-Demand (VOD) จากค่ายผู้ให้บริการสตรีมมิ่งเซอร์วิส เช่น Netflix, Amazon, Hulu หรือ HBO Now รวมถึง Screening Room ที่เป็นการนำหนังชนโรงมาฉายให้ดูกันถึงบ้าน กำลังรุกคืบเข้ามาแบ่ง ‘เค้ก’ ทั้งในส่วนของจำนวนผู้ชมและรายได้ ช่องทางการรับชมดั้งเดิมอย่างโรงภาพยนตร์จึงพากันปรับตัวและสร้าง ‘ความแปลกใหม่’ ขึ้นมาเพื่อรับมือ ทั้งการจัดฉายหนังนอกโรง (เช่น บนดาดฟ้า/บนเรือ) เพิ่มเติมกิจกรรม (เช่น ฉายหนังพร้อมให้ผู้ชมทานอาหารตามตัวละคร) หรือส่งเสริมกลุ่มคนรักหนัง (เช่น แพลตฟอร์ม Our Screen หรือ Tugg ที่ให้สมาชิกสามารถสร้างอีเวนต์ของตัวเองขึ้นมาได้) เป็นต้น


Sunspring เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เขียนบททั้งหมด

3. เทรนด์การทำหนังสุดเจ๋ง
นอกจากการถ่ายทำหนังด้วยเทคโนโลยี VR หรือ Interactive เพื่อตอบสนองเทรนด์การดูหนังข้างต้นแล้ว เทคโนโลยีอย่าง ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (A.I. หรือ Artificial Intelligence) ก็ถูกนำมาปรับใช้กับวงการสื่อภาพเคลื่อนไหวได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน ซึ่งก็ไม่เพียงแค่ให้ A.I. มาเป็นนักแสดงเท่านั้น (ในหนัง Sayonara – ที่เราเคยพูดถึงกันไปแล้ว) แต่ยังถึงขนาดให้พวกมัน ‘ช่วยทำหนัง’ อีกด้วย เช่น การให้ A.I. เขียนบทในหนังสั้นไซ-ไฟสุดเปรี้ยว Sunspring (2016, Oscar Sharp) หรือการให้ A.I. กำกับเอ็มวี Eclipse ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโชว์เคสของ Saatchi & Saatchi ที่คานส์ไลออนส์ เป็นต้น ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่เห็นแรงกระเพื่อมของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ต่ออุตสาหกรรมหนังที่ชัดเจนในตอนนี้ แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าหนังพวกนี้น่าจะเพิ่มมากขึ้น และสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชมได้ไม่น้อย เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้จะเรียนรู้พฤติกรรมของเราจาก big data ซึ่งเก็บข้อมูลการใช้งานของเราทุกสิ่งอย่าง แต่ถ้าจะสู้ไม่ได้ก็ตรงมุมมองของผู้กำกับซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่สามารถลอกเลียนกันได้ง่ายๆ

เรื่อง : Y-Boy
ภาพ : Getty Images, netflix
http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/08/vrsq-1024x1024.jpg