รักแท้แพ้ราคา
ENTERTAINMENT
รักแท้แพ้ราคา
NO LOVE FOR THE GAME

new-sport1

ว่ากันว่าฟุตบอลไม่มีทางล่มสลาย ว่ากันว่าไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าฟุตบอล ว่ากันว่าความสัมพันธ์ของแฟนบอลกับทีมนั้นเป็นสิ่งที่ตัดไม่ขาด ว่ากันว่าฟุตบอลนั้นเปรียบเสมือนศาสนา แต่ไม่ว่าศาสนาหรือกีฬา ถ้ามัวแต่เอาเปรียบผู้ศรัทธา ก็คงไม่จีรังยั่งยืนตลอดไป ไม่เชื่อก็ลองถามแฟนบอลอังกฤษดูได้ เมื่อถึงปลายสัปดาห์ แอลกอฮอล์ก็เตรียมไว้พร้อม เพื่อนฝูงมารวมตัวกันครบเรียบร้อย ได้เวลาบอลเตะแล้วด้วย แต่…อะไรกัน (วะ)!! ทำไมไม่มีใครเปิดทีวีดูฟุตบอลกันเลย?

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้จำกัดกับแฟนบอลอังกฤษเท่านั้น เมื่อยอดเรตติ้งของลีกกีฬาดังๆ จากทั่วโลกร่วงอย่างน่าใจหาย ผลการสำรวจโดย CivicScience เผยว่า 49 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคนั้นดูการถ่ายทอดกีฬาเท่าเดิมหรือน้อยลง แม้กระทั่งมหกรรมโอลิมปิกในรีโอนั้น เรตติ้งตกไปเกินเลขหลักสิบเมื่อเทียบกับ The London Games ในครั้งก่อน แต่มันแย่อย่างที่เห็นจริงๆ หรอ?

new-sport2

Premier League

ฉากในภาพยนตร์ The Walk (2015) ที่นำแสดงโดย Joseph Gordon-Levitt ตอนที่เจ้าของคณะละครสัตว์บอกกับตัวเอกว่า “อย่าลืมคนดู ถึงเราจะแสดงได้ดีแต่ต้องห้ามทนงตัว ถ้าไม่มีพวกเขาก็จะไม่มีพวกเรา” เป็นคำเตือนใจที่เหมาะสำหรับสมาคม FA ที่อาจจะเริ่มไม่เห็นหัวและความสำคัญของแฟนๆ

การประมูลสัมปทานถ่ายทอดฟุตบอลอังกฤษช่วยหาเงินให้กับลีกถึง 8.3 พันล้าน GBP (3.69 แสนล้านบาท) จากลิขสิทธิ์ในประเทศ และอีก 820 ล้าน GBP (3.64 หมื่นล้านบาท) จากสัมปทานในตลาดโลก ถ้าเฉลี่ยต่อเกม Sky Sports และ BT Sports ทีได้สิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลนั้นต้องจ่ายถึง 11.07 ล้าน GBP (4.92 ร้อยล้านบาท) ซึ่งแพงขึ้นถึง 120 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 4.7 ล้าน GBP (2.09 ร้อยล้านบาท) ต่อเกมเพียงสี่ปีก่อน

แล้วใครที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสำหรับค่าลิขสิทธิ์ที่แพงขึ้น? ก็แน่นอนแฟนบอลอย่างไรเล่า ราคาแพ็กเกจของแต่ละเครือข่ายที่ ‘แพงบรรลัย’ (ประมาณ 100 ปอนด์ หรือ 4,500 บาทต่อเดือน) จนแฟนบอลอังกฤษที่หนีไปอาศัย illegal streaming หรือดูออนไลน์อย่างผิดกฎหมาย ไม่รู้กรรมการ FAจะทำหน้าอย่างไรเมื่อรู้ว่าแฟนบอลไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เลิกจ่ายตังค์และหันมาดูแบบฟรีๆ กันแทน สรุปกีฬายังดัง แต่คนไม่มีปัญญาจะดู

new-sport3

NFL

อาการช็อกนั้นลามไปถึงฝั่งตะวันตก หลังจากที่ NFL หรือลีกอเมริกันฟุตบอลก็กำลังส่ออาการแย่ เมื่อบริษัทที่ได้รับลิขสิทธิ์แพร่ภาพจนถึงปี 2020 นั้นรวมกันจ่ายไปถึงห้าหมื่นล้าน USD (1.79 ล้านล้านบาท) แต่กลับต้องมาเผชิญกับเรตติ้งที่ร่วงไปกว่า 12 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยอดคนดูเฉลี่ยต่อเกมยิ่งแล้วใหญ่ ที่บางเกมยอดคนดูลดไป 21 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวเมื่อเทียบกับปีก่อน

เมื่อ NFL Commissioner Roger Goodell ถูกนักข่าวต้อน ก็บอกได้เพียงว่า “กำลังหาสาเหตุอยู่” ดูเหมือนเขาไม่
ค่อยติดตามข่าว เพราะสื่อวิเคราะห์กันอย่างเอาเป็นตายจนหาสาเหตุหลักๆ มาได้อยู่หกประการ

1. การเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาแบ่งความสนใจคนดูไป

2. Cord Cutters หรือคนดูที่ยกเลิกเคเบิ้ลและหันมาใช้บริการ streaming เช่น Netflix เพื่อบริโภคความบันเทิงรูปแบบอื่น

3. Twitter Streams หรือการดูคะแนนสดผ่านทวิตเตอร์

4. การขาดซูเปอร์สตาร์ที่พอที่จะดึงดูดความสนใจคนดู

5. Daily Fantasy League Closure หรือการไล่จับการพนันออนไลน์แฟนตาซีลีก เป็นการปิดกั้นแฟนกีฬาที่เป็นผีพนัน

6. ล่าสุดการประท้วงไม่เคารพเพลงชาติของนักกีฬา African American ของบางทีมก็ทำเอาคนดูไม่ปลื้ม ถึงกับเซ็งและไม่เปิดดูการแข่งขันเลยทีเดียว โพลของ Seton Hall เผยว่า 46 เปอร์เซ็นต์ของคนที่เลิกดูกีฬานี้ทั้งหมด เลิกดูเพราะไม่พอใจกับการกระทำและวิธีแสดงออกของนักกีฬาเหล่านั้น

new-sport4

NBA

ใครก็ได้ช่วยตาม Rodman มาที เมื่อ NBA ต้องพึ่งการรีบาวน์ของเรตติ้งทุกๆ 10 ปี เป็นที่ค่อนข้างจะรู้กันดีว่า NBA นั้นผีเข้าผีออก เรตติ้งขึ้นๆ ลงๆ สลับกันเรื่อยมา

ใน 10 ปีที่ผ่านมานั้นการถ่ายทอดเกม NBA ของสถานี ABC ทั้งหมดนั้นมีแค่ 14 เกมที่เรตติ้งผ่านเกณฑ์เกิน 2.0 จากค่าวัดเรตติ้งมาตรฐานของ Nielsen Rating ถ้าดูเป็นภาพรวม นั้น ESPN เสียคนดูไปจำนวนเจ็ดล้านรายในเพียงสองปี (2014-2015) ส่วน TNT นั้น หายไปสี่ล้านราย เมื่อปี 2015 NBA นั้นเรตติ้งตกไปถึงหกเปอร์เซ็นต์ แต่ในปี 2016 เรตติ้งกลับกระเตื้องขึ้นแต่ยังเทียบไม่ได้กับยุคเฟื่องฟูของ NBA ที่มี Michael Jordan เกมที่คนดูสูงสุดนั้นรอบชิงปี 1996 ที่มีคนดูทางทีวีถึง 36 ล้านคน แต่เกมที่เรตติ้งดีที่สุดของปีที่แล้วนั้นเพียง 31.2 ล้าน

ถ้าจะให้มองว่า NBA นั้นเดินผิดอย่างไร ก็อาจจะมาจากการ over promoting โปรโมตมากเกินจนคนดูเกิดอาการเอียน หรือการที่พยายามโปรโมตให้เกมธรรมดาๆ ดูน่าสนใจเกินจริง จนทำให้เกมดีๆ ถูกมองกลายเป็น ‘เฉยๆ’

หลายๆ ลีกตอนนี้กำลังศึกษา NBA และหวังว่าเทรนด์ของพวกเขาจะเหมือนกับ NBA และเป็นแค่ ‘จุดตก’ ชั่วคราว และเชื่อว่าเรตติ้งคนดู โดยเฉพาะการถ่ายทอดสดทางทีวี จะดีดตัวกลับมาเร็ววัน แต่ไม่มีแผนการที่ชัดเจนที่มีมาตรการมาช่วยให้เรตติ้งกระเตื้อง เช่น การสร้าง foreign appeal โดยการจ้างนักกีฬาต่างชาติถึง 40 รายทั่วลีกและการให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดีย และคนดูโดยการตั้งกฎที่เคร่งครัด กันไม่ให้ผู้เล่นทำผิดวินัย หรือออกนอกลู่นอกทางจนเกินไป

ถ้าขึ้นๆ ลงๆ ตามกระแสแบบ NBA ก็ดีไป แต่ก็มีบางเสียงที่แนะว่า กีฬาหลายชนิดได้ผ่านจุดพีกไปแล้ว และเหมือนทุกๆ สิ่งอย่างที่ไปถึงจุดสูงสุด เหลือแต่ขาลงแล้วเท่านั้น

เรื่อง: นพนันท์ อริยะวงศ์มณี
ภาพ: GETTY IMAGES

http://www.ellementhailand.com/wp-content/uploads/2017/02/open-sport.jpg